ยามโพล้เพล้อากาศเย็นเยียบห้องด้านในของเรือนฝั่งทิศใต้ที่แคบและทรุดโทรมไร้แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาตลอดทั้งปี มันมืดสลัวและชื้นแฉะผนังปูนลอกล่อนจนขรุขระไม่เรียบเสมอกัน
ในขณะนั้นเสียงครวญครางดังขึ้นทำลายความเงียบงันราวกับอยู่ในสุสาน
เขาเงยหน้ามองแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของเยี่ยนเกาหย่วนมองไปที่เปลือกตาของหญิงสาวร่างกายซีดเผือดบนเตียงที่ขยับเคลื่อนไหวเล็กน้อยอย่างน่าอัศจรรย์
“อืม...นี่กำลังจะฟื้นอย่างนั้นหรือ”
เยี่ยนเกาหย่วนประหลาดใจและรู้สึกงุนงงไปพักหนึ่ง
เขายังไม่ทันทำอะไรหญิงสาวก็ตื่นเองเสียแล้ว
นี่หมายความว่าหญิงสาวคนนี้สมควรถูกเขาพาตัวไปใช่หรือไม่?
เมื่อคิดได้ดังนั้นเยี่ยนเกาหย่วนก็รุดไปข้างหน้าทันทีพลางหยิบหลอดทดลองที่เก็บติดตัวไว้ในชุดทหารออกมา
นั่นคือ ‘ยาฟื้นฟูพลังวิญญาณ’ที่ทำขึ้นเพื่อผู้มีพลังเหนือธรรมชาติโดยเฉพาะ
หลังจากเหล่านักวิจัยอาวุโสในสถาบันวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาอย่างอุตสาหะพวกเขาก็สามารถสกัดพลังวิญญาณจากในอากาศออกมาได้
มันสามารถเติมเต็มพลังวิญญาณของผู้มีพลังเหนือธรรมชาติในระยะเวลาอันสั้นและยังกระตุ้นการตื่นรู้ของพรสวรรค์ได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตามยาฟื้นฟูพลังวิญญาณที่ยอดเยี่ยมนี้ กลับเป็นยาพิษร้ายแรงสำหรับคนธรรมดาทั่วไป
ทว่าในตอนนี้เยี่ยนเกาหย่วนสามารถมั่นใจได้ว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังอยู่ในสภาวะตื่นรู้ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่กล้านำยาฟื้นฟูพลังวิญญาณนี้ออกมาใช้
......
ในขณะเดียวกัน ณ ส่วนลึกของหุบเขากิ่งก้านของต้นหลิวสูงใหญ่โบกสะบัดไหวม่านหมอกหนาทึบเคลื่อนไหวราวกับสัตว์อสูรบรรพกาลกระหายเลือดที่พร้อมจะกลืนกินมนุษย์และสำแดงพลังน่าสะพรึงกลัว
“ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
อวี๋จื่ออวี๋เอ่ยถามแผ่วเบาน้ำเสียงแฝงความกังวล
“นายท่าน สำเร็จแล้วค่ะ”
หญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวสูงประมาณหนึ่งร้อยหกสิบเจ็ดเซนติเมตร เอนพิงอยู่กับลำต้นของต้นหลิวมุมปากยกยิ้มเล็กน้อยอย่างมีความสุข
จากนั้นก็กล่าวเสริมว่า“ฉันได้เข้าควบคุมร่างกายของเธอแล้วค่ะ เพียงแต่ยังไม่คุ้นชินนักร่างกายยังแข็งทื่ออยู่บ้าง”
“ไม่เป็นไร”
อวี๋จื่ออวี๋ปลอบโยนพลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“เจ้าจงทำความคุ้นเคยกับร่างกายไปพลางๆหากไม่มีอะไรผิดพลาด มนุษย์กลุ่มนี้จะพักค้างคืนที่หมู่บ้านเบื้องล่างนั่นเวลาเท่านี้เพียงพอให้เจ้าสืบข่าวมากพอ”
“รับทราบค่ะ”
หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อยและทวนคำสั่งที่อวี๋จื่ออวี๋กำชับไว้อีกครั้ง
“สามคำถามนะคะ... หนึ่งพวกเขามาที่นี่เพื่ออะไร สอง พวกเขารู้ได้ยังไงว่ามีอะไรอยู่ที่นี่ และสามสถานการณ์ปัจจุบันเป็นยังไงบ้าง”
“ใช่แล้ว”
อวี๋จื่ออวี๋มองหญิงสาวอย่างพึงพอใจและกำชับอีกว่า “จำไว้ว่าอย่าจงใจถามจนผิดสังเกตเกินไปควรจะถามอย่างไม่ตั้งใจ ข้าเชื่อว่าด้วยไหวพริบของเจ้าเรื่องนี้คงไม่เหลือบ่ากว่าแรง”
“คิกคิก...”
หญิงสาวหัวเราะอย่างขี้เล่นแต่ไม่ได้พูดอะไรมาก
เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนตอนนี้เธออยู่ในระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่ห้าอย่างสมบูรณ์แล้วแม้ว่าพลังกายของเธอจะไม่ได้พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดแต่เธอมีสติปัญญาเพิ่มขึ้นมาก
คงเป็นเพราะเธอดูดซับวิญญาณของน้องสาวจึงสามารถเติมเต็มบางส่วนที่ขาดหายไปของเธอได้ในระดับหนึ่ง
......
ราตรีเงียบสงัด ที่เตาไฟในบ้านผู้ใหญ่บ้านมีหลายคนนั่งล้อมวงกันอยู่ ไม่ไกลออกไปมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งพูดคุยกันอย่างออกรส
ทางครอบครัวของผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านบางส่วนกำลังเตรียมอาหารค่ำอยู่ในครัวเพราะเหล่าทหารที่เดินทางมาไกลยังไม่ได้กินอาหารร้อนๆ เลยสักคำ
แม้ว่าเหล่าทหารจะปฏิเสธแต่ก็ไม่สามารถห้ามความกระตือรือร้นของชาวบ้านได้
ยิ่งไปกว่านั้นผู้นำทีมของพวกเขาเหมือนจะบังเอิญปลุกหลานสาวตัวน้อยของผู้ใหญ่บ้านให้ฟื้นขึ้นโดยบังเอิญด้วย
เพราะเรื่องนี้ทำให้ชาวบ้านรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมากพวกเขาจึงถึงกับนำเนื้อรมควันที่เตรียมไว้สำหรับฉลองปีใหม่ออกมาเลี้ยงต้อนรับ
ข้างกองไฟในขณะนั้น มีหญิงสาวผมยาวสีดำขลับหน้าตาสะสวยคนหนึ่งนั่งอยู่
ดวงตาของเธอใสกระจ่างบริสุทธิ์ราวกับน้ำในลำธารฤดูใบไม้ร่วง
เธอชื่อ 'เหอหลิงเอ๋อร์'หลานสาวคนรองของผู้ใหญ่บ้าน
และยังเป็นหญิงสาวที่เคยหลับใหลไม่ได้สติมานาน
แต่เมื่อครู่ จู่ๆเธอก็ตื่นขึ้นมาด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่ทราบแน่ชัด
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่น่าตกใจคือเธอเหมือนคนสูญเสียความทรงจำ แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านเธอก็จำไม่ได้
แต่เรื่องนี้ไม่ได้กระทบความยินดีของผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านคนอื่นๆ
“ตื่นแล้วก็ดี ตื่นแล้วก็ดี”
ผู้ใหญ่บ้านปาดน้ำตามุมปากยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะมองหลานสาวตัวน้อยที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากเขา
นี่คือความหวังสุดท้ายของเขาแล้ว
ที่เธอฟื้นขึ้นมาเป็นพรจากสวรรค์ส่วนเรื่องความจำเสื่อมนั้น ไม่เป็นไร
ผู้ใหญ่บ้านในตอนนี้ไม่กล้าเรียกร้องอะไรมากไปกว่านี้แล้ว
ในขณะนั้นเยี่ยนเกาหย่วนที่นั่งอยู่ข้างกองไฟ จ้องมองหญิงสาวไม่วางตาดวงตาของเขาเปล่งประกายความตื่นเต้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาสังเกตเห็นประกายแสงเล็กๆที่วูบไหวในดวงตาของหญิงสาวเป็นครั้งคราว เยี่ยนเกาหย่วนก็ถอนหายใจโล่งอก
นั่นคือสัญลักษณ์ของการตื่นรู้พรสวรรค์ธาตุ
นั่นหมายความว่า พลังของหญิงสาวตัวเล็กๆคนนี้ได้ตื่นรู้ขึ้นมาเป็นพรสวรรค์ธาตุไฟที่หายากยิ่ง
ไม่รู้ว่านี่คือพรสวรรค์ของหญิงสาวเองหรือเป็นเพราะดีงูตัวนั้นที่เธอกินเข้าไปกันแน่
แต่มีเรื่องหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้นั่นคือ เยี่ยนเกาหย่วนสนใจหญิงสาวคนนี้แล้ว ถึงขั้นเตรียมตัวแนะนำเธอไปยัง‘สถานที่แห่งนั้น’ แล้วด้วยซ้ำ
เมื่อคิดได้ดังนั้นเยี่ยนเกาหย่วนก็มองผู้ใหญ่บ้าน และเอ่ยปากอีกครั้งว่า
“ท่านผู้ใหญ่บ้านไม่ทราบว่าเรื่องที่ผมได้เสนอไปเมื่อครู่นี้คุณพิจารณาแล้วมีความคิดเห็นยังไงบ้างครับ?”
เมื่อเยี่ยนเกาหย่วนพูดออกมาเช่นนั้นปลายกล้องยาสูบในมือของผู้ใหญ่บ้านก็ชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นเขาก็ถอนหายใจและกล่าวว่า
“ถึงแม้ผมจะอยากปฏิเสธแต่หลิงเอ๋อร์ติดตามคุณไป อาจจะดีกับเธอมากกว่า”
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของเยี่ยนเกาหย่วนก็เปี่ยมสุข เขารับประกันอย่างกระตือรือร้นว่า
“ผู้ใหญ่บ้านวางใจได้เลย หลิงเอ๋อร์ผมจะถือว่าเธอคือน้องสาวคนหนึ่งและจะรับประกันความปลอดภัยของเธออย่างสุดความสามารถครับ”
กล่าวจบ เยี่ยนเกาหย่วนก็เสริมว่า“นอกจากนี้ผมขอสัญญาว่าจะเชิญหมอที่เก่งที่สุดมารักษาอาการความจำเสื่อมของน้องหลิงเอ๋อร์ด้วยครับ”
“อืม”
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า สีหน้าเผยแววพึงพอใจ
เขาไม่ได้สนใจเรื่องอื่นแต่คำพูดของชายหนุ่มคนนี้ทำให้เขาประทับใจเป็นอย่างมาก
ต้องบอกว่าชายหนุ่มคนนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ
มีกิริยามารยาทดีและวางตัวเหมาะสม
แม้ว่าจะมาถึงส่วนลึกของขุนเขาเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจออกมาเลย
ด้วยเหตุผลนี้เพียงอย่างเดียวชายหนุ่มคนนี้ก็สมควรได้รับความไว้วางใจจากเขาแล้ว
ในขณะนั้นเองเสียงหนึ่งก็ขัดจังหวะการสนทนาของพวกเขา
“เอ่อ...พวกคุณมาทำอะไรที่นี่เหรอคะ?”
หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ถามขึ้นมาในขณะนั้นดวงตาของเธอดูไร้เดียงสา
“จะมาเพราะเรื่องอะไรได้อีกเล่าก็สัตว์อสูรกลายพันธุ์ระบาดหนัก เราเลยต้องมาสำรวจพื้นที่นี้”
ผู้บัญชาการหนวดเคราเฟิ้มโบกมืออย่างไม่ใส่ใจและตอบด้วยรอยยิ้ม
หญิงสาวที่ชื่อหลิงเอ๋อร์เขาก็รู้สึกชอบพอเช่นกัน
หายากที่หญิงสาวตัวน้อยคนนี้จะถามเขาจึงตอบออกไปทันที
“อ้อ...”
หญิงสาวลากเสียงยาวท่าทางคล้ายกับกำลังครุ่นคิด
ครู่หนึ่ง เธอก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้จึงเอ่ยถามว่า
“สัตว์อสูรกลายพันธุ์คือพวกอสุรกายใช่ไหมคะ แล้วพวกคุณรู้ได้ยังไงว่ามีสัตว์อสูรกลายพันธุ์อยู่ที่นี่?”
“เรื่องนั้น...”
ผู้บัญชาการอ้าปากคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่ครู่หนึ่ง เขาก็มองไปรอบๆแล้วก็ปิดปากสนิท
แม้ว่าเรื่องเหล่านี้จะไม่ใช่ความลับอะไรเลยแต่ก็ไม่ควรให้ชาวบ้านเหล่านี้รู้
“พูดไม่ได้เหรอคะ?”
หญิงสาวก้มหน้าลงเล็กน้อยน้ำเสียงของเธอแผ่วเบา
“เอ่อ...”
ผู้พันนิ่งเงียบ แต่ก่อนที่จะทันได้พูดอะไรเยี่ยนเกาหย่วนที่อยู่ข้างๆ ก็ส่ายหน้าอย่างจนใจเขาเหลือบมองหญิงสาวที่เขาถือว่าเป็นรุ่นน้องด้วยความเอ็นดู และตอบด้วยรอยยิ้มว่า
“ไม่มีเรื่องอะไรที่พูดไม่ได้หรอก”
พูดจบ เขาก็ชี้ขึ้นไปบนฟ้า
“ดาวเทียมตรวจจับพลังวิญญาณตรวจพบความผันผวนของพลังวิญญาณที่ผิดปกติบริเวณนี้ผู้บังคับบัญชาของฉันจึงส่งพวกเรามาตรวจสอบ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เยี่ยนเกาหย่วนก็หันไปมองผู้ใหญ่บ้านและเตือนทิ้งท้ายว่า
“อ้อ ท่านผู้ใหญ่บ้านพวกคุณควรจะรีบย้ายออกจากขุนเขาแห่งนี้ให้เร็วที่สุดนะครับเพราะตอนนี้ขุนเขาแห่งนี้ไม่เหมาะเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์แล้ว”