เบย์ซาเป็นหญิงสาวชนเผ่าไป่ ซึ่งอาศัยอยู่นอกด่าน บริเวณมณฑลยูนนาน แต่เมื่อสองปีที่ผ่านมาเกิดเหตุสิ่งของล้ำค่าของเผ่าถูกขโมยไป นางกับคนในเผ่าออกสืบหาจนได้ข้อมูลว่าคนร้ายนำของสิ่งนั้นเดินทางเข้ามายังภาคกลาง นางออกติดตามอยู่นานจนพบว่าฟาร่าเป็นผู้ต้องสงสัย ยิ่งทุกครั้งที่เจอกันฟาร่าจะไม่ยอมต่อสู้กับนาง เอาแต่ป้องกันตัวแล้วหลบหนีไป ยิ่งทำให้นางมั่นใจว่าไม่ผิดตัว นางตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ยอมกลับเผ่า หากไม่สามารถนำสิ่งของกลับไปด้วย
น่าเสียดายโอกาสในครั้งก่อน หากไม่มีเจ้าทึ่มนั่น นางอาจตามฟาร่าได้ทัน
เจ้าทึ่มที่ว่าย่อมเป็นหวงซิ่น
ซึ่งขณะนี้กำลังนั่งอยู่ในร้านสุรากับเฟิงตงเปียน
เสวียจง เยวี่ยจง และหวงหลงนั้น โดยปกติมิค่อยดื่มสุรามากเท่าใด ที่ยอมดื่มร่วมกับหวงซิ่นในในคราวก่อน เพราะน้ำใจระหว่างกัน
หวงซิ่นดื่มไปตาเคลิ้มไป
“พี่หวงมีความในใจอันใดให้ผู้น้องช่วยเหลือ”
หลังจากสุราหมดไปสองไห ทั้งสองก็กลายเป็นพี่น้องกันคนละบิดามารดา
“บอกพี่เฟิงตามตรง พักนี้ผู้น้องสบายใจยิ่ง”
“ถ้าเช่นนั้นขอคารวะหนึ่งจอก”
“เช่นกัน”
ขณะที่พี่น้องกำมะลอทั้งสองกำลังดื่มด่ำกับมิตรภาพข้างไหสุราอยู่นั้น เบย์ซาก็เดินเข้าร้านตรงมานั่งโต๊ะเดียวกับพวกมัน
นางหันไปสั่งเสี่ยวเอ้อ
“ไก่ผัดเปี้ยวหวานหนึ่งที่ เป็ดย่างครึ่งตัว สุราหนึ่งไห”
หงซิ่นกับเฟิงตงเปียนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
เฟิงตงเปียนยิ่งสงสัย
สตรีนางนี้คือใคร
นางปลดผ้าปิดหน้าออกแล้วลงมือดื่มกินเป็นการใหญ่
กิริยาอาจหาญกว่าหญิงสาวภาคกลางนัก
“อาหารมื้อนี้ท่านเลี้ยง”
นางหันมาพูดกับหวงซิ่น
“ผู้น้องนึกขึ้นได้ว่ามีธุระด่วน จำต้องขอตัวก่อน”
เฟิงตงเปียนสองมือคำนับพลิ้วกายออกไปอย่างรวดเร็ว
สมกับเป็นสายลมแห่งบูรพา
แต่หวงซิ่นมิอาจหนีไปได้
“ขออภัยแม่นาง เอ่อ เกิดอันใดขึ้น”
เบย์ซาจ้องหน้ามัน
“ข้าพเจ้าใช้เงินทองหมดแล้ว จากนี้ท่านต้องเป็นผู้จ่ายค่าสุราอาหาร”
เฟิงตงเปียนออกมาจากร้าน
เพียงดูจากสีหน้าแววตาของหวงซิ่น มันก็คาดเดาจิตใจของสหายสุราผู้นี้ออก
หากหวงซิ่นไม่ชมชอบนาง มันยินยอมลดเงินเดือนลงไปหนึ่งขั้น
ขณะนั้นใกล้ค่ำ เฟิงตงเปียนเดินเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็ก ซึ่งมิใช่ทางไปโรงเตี้ยม
มันเดินไปจนพบลานกว้างแห่งหนึ่ง
แถวนี้ไม่มีผู้คน
“กระทำเช่นนี้ หากไม่ใช่ยอดฝีมือก็โง่เขลาอย่างยิ่ง”
เสียงบุรุษหนึ่งดังขึ้น
“คนผู้นี้ตามสืบเรื่องของเรามานาน มิควรประมาท”
อีกคนเป็นไป่เซ่อเชิน
ส่วนบุรุษนั้นมิใช่ต้าคลุ้มคลั่ง แต่ตรงกันข้ามเป็นชายร่างเล็กเพียงครึ่งหนึ่งของคนธรรมดา
คนแคระ
เฟิงตงเปียนคิด นี่เราตกต่ำถึงขั้นพรรคปราบมังกรส่งคนแคระกับสตรีมาเล่นงานแล้วหรือ
ไป่เซ่อเชินยิ้มเหยียดหยันตัดพ้อ
คราวนี้แม้แต่สายลมแห่งบูรพายังไม่เข้าใจ ว่านางสามารถทำอารมณ์เช่นนี้ได้อย่างไร
ภายในใจของนางคิดอะไร
“รีบจัดการจะได้กลับไปพักผ่อน”
ไป่เซ่อเชินพูดเบา ๆ
เฟิงตงเปียนเกร็งลมปราณขึ้น
คนแคระนั้นเป็นคนของพรรคเรืองรอง ชื่อจางเหมาเซียง
จางเหมาเซียงพุ่งเข้าหามันด้วยความเร็วที่น่าตระหนก
เฟิงตงเปียนไม่แตกตื่น ขยับร่างออกด้านข้าง
มิคาดจางเหมาเซียงเปลี่ยนทิศทางได้เร็วกว่ามัน
ร่างเล็กนั่นทำให้สามารถเคลื่อนที่ในมุมแคบได้ดีกว่า
เฟิงตงเปียนขยับคล้ายจะเปลี่ยนทิศทางอีกครั้ง
จางเหมาเซียงพุ่งตัวไปดักไว้ ร่างของมันหมุนวนอยู่กลางอากาศราวลูกข่างอันใหญ่ มีประกายสีเงินล้อมรอบตัว
ประกายของใบมีด
เฟิงตงเปียนทดลองเตะเท้าเข้าใส่ช่วงล่างของมัน
ประกายสีเงินยื่นมาวูบหนึ่ง
เฟิงตงเปียนรีบดึงเท้ากลับ แต่โลหิตไหลจากหน้าแข้งของมัน
มีดที่เร็วนัก
เฟิงตงเปียนใช้วิชาตัวเบากระโดดลอยตัวขึ้นไปบนกำแพง ตั้งใจว่าหากศัตรูกระโดดตามมาก็จะเล่นงานช่วงศีรษะ
แต่ขณะที่ร่างลอยอยู่กลางอากาศ ไป่เซ่อเชินพลันยิงดัชนีใส่มัน
เฟิงตงเปียนเห็นท่าไม่ดีจึงต่อยหมัดออกปะทะกับดัชนีไร้สภาพของนาง
เสียงคล้ายระเบิดลูกย่อม ๆ ดังขึ้น
จางเหมาเซียงพุ่งมาถึงพอดี
เฟิงตงเปียนเอี้ยวตัวหลบกลางอากาศ แต่คมมีดยังเฉือนเข้าที่สีข้างของมัน
การจู่โจมทั้งสองจังหวะนี้ เกิดขึ้นในพริบตาที่มันลอยตัวเท่านั้น
เฟิงตงเปียนรู้ว่าพบศัตรูเข็มแข็งแล้ว
แต่มันยังไม่คิดหนีโดยง่าย เปลี่ยนท่าร่างเป็นตีลังกากลับหลังถีบเท้าใส่กำแพงพุ่งเข้าหาไป่เซ่อเชิน
จางเหมาเซียงก็ถีบเท้าใส่กำแพงพุ่งตัวตามมา
ไป่เซ่อเชินผลักฝ่ามือออก
ฝ่ามือสีแดงปานโลหิตและเปลวไฟ
เฟิงตงเปียนทางหนึ่งต่อยหมัดเข้าปะทะกับฝ่ามือสีชาด ทางหนึ่งถีบเท้าใส่จางเหมาเซียง
แต่มันรู้สึกว่าพลังของฝ่ามือหยุดเยียบของนางฉุดรั้งมันไว้
เสี้ยววินาทีที่ช้าลง มีดของจางเหมาเซียงก็เฉือนที่ขามันอีกแผล
ดีที่มันขยับขาหลบเล็กน้อย มิเช่นนั้นอาจเสียขาข้างนั้นไป
เฟิงตงเปียนรีบต่อยอีกหมัดเข้าใสไป่เซ่อเชิน
คราวนี้ฝ่ามือสีชาดเปลี่ยนเป็นรุนแรงก้าวแกร่ง
มันถูกพลังของฝ่ามือกระแทกจนลอยเข้าหาใบมีดที่หมุนรออยู่
เฟิงตงเปียนพลันหัวเราะร่า
“ฝีมือที่ร้ายกาจ อภัยที่ข้าพเจ้ามีเวลาเล่นด้วยเพียงนี้”
จางเหมาเซียงไม่สนใจคำพูดของมันรีบหมุ่นตัวพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง
เฟิงตงเปียนพลันโยกกายไปมา สองเท้าขยับไปด้านข้าง พริบตาร่างคล้ายแยกออกจากกันเป็นสี่ถึงห้าคน
จางเหมาเซียงพุ่งผ่านเงาร่างหนึ่งของมันไปราวกับอากาศว่างเปล่า
“อย่าให้มันหลบหนี”
ไป่เซ่อเชินยิงดัชนีออกจากทั้งสองมือพร้อมกัน
ร่างของเฟิงตงเปียนโยกเร็วขึ้นจนคล้ายกับแยกออกเป็นหกถึงเจ็ดคน
ดัชนีของนางพุ่งผ่านร่างเงามันไป
เฟิงตงเปียนรีบวิ่งไปทางถนนใหญ่
จางเหมาเซียงพุ่งตัวตาม
“หยุด” ไป่เซ่อเชินตะโกน
จางเหมาเซียงหยุดร่างทันที
สองมือของมันถือมีดสั้นรูปร่างประหลาดไว้ข้างละหนึ่งเล่ม คมมีดโผล่ออกมาด้านนอกของมือ แนบไปกับแขนทั้งสองข้างยาวเกือบถึงข้อศอก
“คนผู้นี้เจ้าเล่ห์กว่าที่คิด มันตั้งใจชักจูงเรายังสถานที่ซึ่งมีคนอยู่มาก”
จางเหมาเซียงเย้ยหยัน
“มันจะรู้สิ่งใด”
ไป่เซ่อเชินยิ้มเหยียดตัดพ้อ
“ปล่อยมันไปก่อน ยังไม่ถึงเวลาที่เราจะเปิดเผยตัว”
เหมยฮวาขี่ม้าเข้าตัวเมืองลั่วหยาง
นางรีบตรงมาที่โรงเตี๊ยมเถี่ยนหยา
แต่ไม่พบเสี้ยวอู่หมิง
เมื่อไม่รู้จะไปที่ใด จึงเข้าพักในห้องเดิม
เสี่ยวเอ้อมิบอกอันใด
เหมยฮวานอนครุ่นคิดอยู่จนยามจื่อ (เกือบเที่ยงคืน)
มันไปที่ใด
เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นที่หน้าต่าง
นางไหวตัวรีบเคลื่อนร่างหลบเข้าไปในเงามืด
เสียงไป่เซ่อเชินดังขึ้น
“พวกเรารู้ว่าเจ้ากลับมาแล้ว ระวังตัวไว้”
แล้วเงียบหายไป
นางรออยู่ครู่ใหญ่จึงลองแง้มหน้าต่างมองไปในความมืด
ไม่มีผู้ใดอยู่ด้านนอก
พวกมันรู้ตัวเร็วนัก
หรือหนึ่งปีที่ผ่านมาพรรคปราบมังกรยังคงวางกำลังอยู่ในลั่วหยาง
นางย่องออกมาจากห้องอย่างแผ่วเบา แล้วรีบเข้าไปในห้องว่างอีกห้องหนึ่ง
ค่ำมืดดึกดื่นเช่นนี้หากออกไปข้างนอกอาจยิ่งอันตราย
หากพวกมันตามมาจริง นางก็จะสู้
เบย์ซาดื่มกินอย่างสมใจ
หวงซิ่นพยายามคิดคำถาม
“ตกลงเกิดอันใดขึ้นกับท่าน”
“ข้าพเจ้าแท้จริงมีเงินใช้จ่ายเพียงพอ”
“นั่นมิแปลก”
ลักษณะของนางมิใช่คนเร่ร่อนยากไร้
“แต่วันก่อนพบแม่เฒ่าชราและหลานสาวตัวน้อย นั่งขอทานอยู่ริมถนน ข้าฯ จึงมอบเงินให้ไปสองตำลึง”
“ท่านคงมีเงินมากกว่านั้นกระมัง”
“แน่นอน เงินที่ติดตัวมาย่อมพอใช้จ่ายได้หลายเดือน”
“แล้ว”
“หลานสาวตัวน้อยดีใจวิ่งเข้ามากอดข้าฯ”
หวงซิ่นพอเอาเหตุการณ์ได้
“หลังจากนั้นเงินของท่านก็สูญหายไปหมด”
“นี่เป็นเพราะท่าน”
หวงซิ่นพยายามคิดเหตุผลว่าเป็นเพราะมันตอนใด
“เรื่องสุราอาหารย่อมมิใช่ปัญหา แต่แม่นางจะพักที่ใด”
“ย่อมเป็นสำนักตระกูลหวง”
หวงซิ่นรู้สึกเหมือนไหสุราติดคอขึ้นมา