กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ

    กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ_50_ธวัชวิญญาณ

    อู่ อวี้ รีบหันกลับไปมองยังทิศทางของนครเย่วอู่ ปกติ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน จะต้องมาถึงสถานที่แห่งนี้แล้ว แต่ในครั้งนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา ซึ่งก็หมายความว่า ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ได้ยอมรับการต่อสู้ในครั้งนี้ให้เกิดขึ้น

    " ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะแพ้ หรือ ว่าชนะ ไม่ว่าจะอยู่ หรือ ตาย แต่ยังไงก็ถอยไม่ได้แล้ว"

    ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน เป็นผู้ที่มากด้วยเล่ห์เหลี่ยม อู่ อวี้ หวังจะยืมมือมันเพื่อสังหาร โย่ว หลิงจี แต่ทว่าแผนการกลับไม่เป็นไปดั่งคาด แต่มันคงไม่สำคัญอีกต่อไป นอกจากนี้ อู่ อวี้ ยังเป็นผู้ตัดหัวของ หว่านชิง ซึ่งนั่นถือเป็นการชำระหนี้เลือดระหว่างพวกเขา

    ตอนนี้ โย่ว หลิงจี และ องค์หญิง อู่หยู อยู่ท่ามกลางฝูงชน ฝูงชนเริ่มค่อย ๆ เข้าใกล้ขบวนรถม้ามากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อ จิ่ว ซื่อจุน เห็นดังนั้น มันได้แค่นเสียงอันเย็นชาออกมา ส่วน ในเวลานี้บริเวณด้านหน้ารถม้าของ องค์หญิง อู่หยู กำลังถูกฝูงชนรายล้อมจากรอบทิศทาง ซึ่งทำให้ขบวนรถม้าไม่สามารถไปต่อในทิศทางเดิมได้ จึงทำให้ขบวนรถม้าต้องเปลี่ยนทิศทางไปยังอีกข้างหนึ่ง

    มันเข้าใจระดับของการต่อสู้นี้ดี มันจึงรู้ว่าตนเองไม่อาจเข้าไปแทรกแซงได้

    " องค์หญิง อู่หยู ข้า จิ่ว ซื่อจุน ได้กระทำสิ่งใดให้องค์หญิงขุ่นเคืองใจหรือไม่? " ในเวลานี้สีหน้าขององค์หญิง อู่หยู นั้นซีดเผือดลง จากนั้นนางก็มองไปยัง โย่ว หลิงจี

    องค์หญิง อู่หยู รู้สึกกังวลขณะมองไปที่ โย่ว หลิงจี เป็นอย่างยิ่ง นางรู้สึกห่วงกังวลในตัวของ อู่ อนาถ เนื่องจากไม่รู้ว่าในยามนี้เขาอยู่ หรือ ตาย นางจึงจำเป็นต้องแสร้งคล้อยตามสถานการณ์ไปก่อน จากนั้นนางก็กล่าวว่า " จิ่ว ซื่อจุน ท่านหมกมุ่นแต่กับท่าน โย่ว หลิงจี จนไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา แล้วเพราะเหตุใดข้าต้องพอใจท่านด้วย "

    จิ่ว ซื่อจุน ถอนหายใจออกมา มันครุ่นคิดกับตนเองว่า องค์หญิง อู่หยู นั้นช่างเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดเสียจริง ๆ แม้ในเรื่องนี้นางก็ยังสามารถมองเห็นได้

    " ท่านรู้มากเกินไปองค์หญิง อดใจรออีกหน่อยเถอะ รอจนกว่าจะเดินทางไปถึงอาณาจักรตงเสินเถอะ ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส แทนอาหารที่ท่านจะต้องดื่มกิน " จิ่ว ซื่อจุน แสยะยิ้มออกมาอย่างน่าหวาดกลัวอย่างที่สุด ความจริงแล้วในเวลานี้ จิ่ว ซื่อจุน ปรารถนาที่จะใช้ฝ่ามือตบลงไปบนใบหน้าของ องค์หญิง อู่หยู อย่างแรง แต่ติดปัญหาตรงที่มันยังอยู่ในดินแดนเย่วอู่ และ ในเวลานี้สายตาของฝูงชนกำลังจับจ้องมาที่มันโดยเฉพาะ มันจำเป็นต้องไว้หน้า ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน

    ไม่ว่ามันจะกล่าวอะไรมา แต่สายตาของ องค์หญิง อู่หยู ก็จับจ้องไปยัง อู่อวี้ และ โย่ว หลิงจี เพียงเท่านั้น

    บรรยากาศกดดันได้แผ่กระจายไปทั่วทั้งนครเย่วอู่!

    เมื่อต้องไปเชิญหน้ากับ โย่ว หลิงจี ทำให้ อู่ อวี้ สัมผัสได้ถึงความอันตรายร้ายแรงอย่างยิ่ง

    " ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก ที่ข้ายังไม่อาจบรรลุในพลองเทวะทะลวงจิตได้! "

    ในวันนั้นที่เขาสามารถจัดการกับ ซือตู๋ หมิงหลาง ได้นับว่าเป็นเรื่องโชคดีอย่างยิ่ง

    แต่ความโชคดีคงไม่ได้เกิดกับเขาทุกครั้งไป

    การต่อสู้ในครั้งนี้ เสมือนกับ อู่ อวี้ กำลังพยายามดิ้นรนวิ่งเข้าไปหาความตาย นั่นก็เป็นเพราะว่าเขาไม่สามารถทะลวงผ่านขั้นชั้นฟ้าขั้นที่ 10 ได้ และ ไม่สามารถทะลวงผ่านเคล็ดวิชาเพชรอมตะขั้นที่ 10 ได้!

    ใช่ว่าเขาจะไม่ห่วงว่าตัวเองจะอยู่ หรือ ตาย แต่เขาก็ต้องก้าวเข้าไปเพื่อต่อสู้ เพราะท่ามกลางขบวนรถม้าที่อยู่ตรงหน้าของเขาในตอนนี้ มีคนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาอยู่!

    นางคือญาติสนิทผู้มีสายเลือดเดียวกันกับเขา!

    เขาจะไม่ยอมปล่อยให้ ท่านพี่หญิงของเขาต้องมาตายที่นี่!

    เพราะสายเลือดอันเข้มข้นนี้ จึงทำให้เขากล้าที่จะมาต่อสู้โดยไม่แยแสว่าจะอยู่หรือตาย!

    ปลายพลองพิชิตมารทั้งสองด้าน กำลังส่องแสงสีทองสว่างเจิดจ้าราวกับแสงของตะวัน ส่วน ' เพลิงผนึกทะยานฟ้า'! ที่กำลังลุกไหม้อยู่บริเวณปลายของทั้งสองด้านนั้น ทำให้ราวกับ อู่ อวี้ กลายเป็นเจ้าแห่งเปลวเพลิง

    ส่วนภาพของ โย่ว หลิงจี ในยามนี้ ราวกับซากศพที่กำลังลอยอยู่กลางน้ำ

    สนามรบร้อนระอุราวกับเปลวเพลิงที่ลุกท่วม!

    " ศาสตราเต๋า? ข้าก็มี... ธวัชวิญญาณ! "

    ในเวลานี้ โย่ว หลิงจี กำลังเปล่งเสียงหัวเราะอันเย็นยะเยือกออกมา น่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง อู่ อวี้ เหลือบมองไปที่ถุงมิติของนาง นางหยิบศาสตราเต๋าออกมาจากถุงมิติหนึ่งชิ้น ศาสตราเต๋าชิ้นนั้นไม่ใช่ดาบ กระบี่ หรือ พลอง แต่มันเป็นธวัชสีดำ มีกะโหลกสีแดงอยู่บนธวัช กะโหลกสีแดงนั้นดูราวกับว่ามันมีชีวิต ฟันของมันกำลังขยับ จากนั้นก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมา ดวงตาทั้งคู่ของมันกลวงโบ๋ ดูน่าขนลุก

    นี่มันคือศาสตราของผู้ฝึกฝนวิชามาร!

    โย่ว หลิงจี เริ่มโบกสะบัดธวัชวิญญาณ ราวกับว่ามันเป็นทูตผู้ส่งสารจากนรกอเวจี

    ทันทีที่ โย่ว หลิงจี โบกสะบัดธวัชวิญญาณ ผู้คนในนครเย่วอู่ จำนวนนับไม่ถ้วน ต่างสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่ล่องลอยอยู่ในบรรยากาศ ในเวลานี้ตัวเขาไม่อาจจะถอยหลังกลับได้อีกต่อไป ภายในหัวใจของเขายังคงกังวล เนื่องจากว่าเขาคือผู้พิทักษ์คนใหม่ของอาณาจักรเย่วอู่

    " เสิ่น อู๋เต้า วิญญาณของท่านข้าจะเป็นผู้รับมันเอาไว้เอง"

    โย่ว หลิงจี ยิ้มออกมาอย่างผ่อนคลาย ในยามนี้นางอยู่ห่างจาก อู่ อวี้ ยี่สิบจั้ง (76 เมตร) ยามนี้นางได้ใช้ศาสตราเต๋าของนางแล้ว! มันคือวิชาเต๋าของผู้ฝึกตนในวิถีมาร ช่างน่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง

    มันช่างเป็นภาพอันน่าตกตะลึง!

    " สวรรค์ดับสูญ เงาเดียวดายปกคลุม อสรพิษมังกรเคลื่อนตาลปัตร ประตูนรกจงเปิด! วิญญาณชั่วร้าย จงสดับฟังคำสั่งของข้า จงมาหาข้าเดี๋ยวนี้! "

    โย่ว หลิงจี โบกสะบัดธวัชวิญญาณ ธวัชที่นางกำลังโบกสะบัดอยู่นั้น ปล่อยกลิ่นอายปีศาจออกมาอย่างรุนแรง ทันใดนั้นเองนางก็เริ่มร่ายคาถา เสียงที่นางเปล่งออกมาฟังดูแล้วน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ไม่ว่าผู้ใดได้ยินเสียงนั้นจะรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งศีรษะ ในยามนี้เป็นเวลาเที่ยงวัน แต่ภายในรัศมี 10 ลี้ ความมืดสลัวได้แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งท้องนภา ราวกับว่าราตรีได้คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ กลิ่นอายโลหิตลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งอากาศ ท่ามกลางบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวนั้น ก็บังเกิดเสียงโหยหวนทรมานกรีดร้องดังไปทั่ว

    ฮ่า!

    โย่ว หลิงจี เปล่งเสียงตะโกนดังกึกก้อง ทันใดนั้นเองพื้นปฐพีใต้ฝ่าเท้าของนางก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ผ่านไปเพียงชั่วพริบตา ก็ปรากฏรอยแตกร้าวขนาดเล็กขึ้นบนพื้นดินมากมาย กลิ่นอายซากศพ และ กลิ่นอายหยินลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งอากาศ อู่ อวี้ จ้องมองอย่างตั้งใจ ทันใดนั้นเองก็มีกรงเล็บแหลมของวิญญาณ พยายามตะเกียกตะกายปีนป่ายขึ้นมาจากรอยแตกร้าว เหล่าวิญญาณร้ายส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน พื้นปฐพีสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทันใดนั้น! ร่างมหึมาก็ร่วงตกลงมาอยู่เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ เงาร่างเบื้องหน้าของเขาแผ่กลิ่นอายซากศพออกมาอย่างรุนแรง แล้วมันกำลังปะทะเข้าใส่ใบหน้าของเขาไม่หยุดหย่อน!

    มันคือวิญญาณชั่วร้ายในตำนาน!

    วิญญาณชั่วร้ายนี้มีความสูงมากกว่า 7 ฉื่อ สูงมากกว่าระดับตัวของ อู่ อวี้ ถึงสองเท่า ร่างกายสูงแห้งนั้นงุ้มงอ แขนของมันยาวจนถึงต้นขา มือของมันมีกรงเล็บซึ่งดูคล้ายกับใบมีด บนใบหน้าของมัน มีฟันขนาดใหญ่ยาวยื่นออกมา สภาพของอสุรกายตนนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ร่างกายของมันหมองคล้ำขาวซีด นอกจากนี้ยังมีกลุ่มก้อนอะไรบางอย่าง ปกคลุมเป็นชั้น ๆ อยู่ทั่วทั้งร่าง เมื่อรวมกับเส้นผมอันยุ่งเหยิง และ หนอนแมลงที่กำลังไต่ยั้วเยี้ยอยู่นั้น ทำให้ภาพของมันดูสะอิดสะเอียน และ น่าหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น

    วิญญาณชั่วร้ายกำลังยืนอยู่ตรงนั้น กลิ่นเหม็นเน่าของซากศพ ลอยคละคลุ้งกระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวง ของนครเย่ว อู่

    การคงอยู่ของวิญญาณชั่วร้ายนี้ ตามตำนานได้บอกเอาไว้ ว่ามันคือวิญญาณของผู้ที่มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามพวกเขาได้ตกตายไปอย่างน่าอนาถ ร่างไร้วิญญาณไร้ซึ่งผู้กลบฝัง ต้องกลายเป็นซากศพเน่าเปื่อย สูญสลายเป็นหนึ่งเดียวกับพื้นปฐพี เมื่อเวลาคล้อยผ่านเลยไป ซากศพที่ตกตายไปอย่างน่าอเนจอนาถ ก็เริ่มหล่อหลอมรวมตัวเข้าด้วยกัน ก่อกำเนิดเป็นปราณหยินกัดเซาะพื้นปฐพี รวมถึงเหล่าหนอนแมลงขนาดเล็กที่กัดกินซากศพนั้น ก็ถูกหลอมรวมเข้ากับปรานหยินนี้ด้วยเช่นกัน หลังจากนั้นก็ก่อให้เกิดปราณหยินจำนวนมากมายขึ้น อย่างไรก็ตามคนตายก็ย่อม เป็นคนตายอยู่วันยังค่ำ ดังนั้นมันจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอย่างง่ายดาย แต่เพราะนางเข่นฆ่าสังหารผู้คนไปมากมายนับไม่ถ้วน จึงสามารถใช้งานของศาสตรามาร ธวัชวิญญาณ ใช้ควบคุมเหล่าวิญญาณชั่วร้าย และ ถูกนำมากลายเป็นข้าทาสรับใช้นาง

    นั่นมันวิญญาณชั่วร้ายของจริง!

    ไม่เพียงแค่นั้น วิญญาณชั่วร้ายได้เข้ามาสกัดกั้นขวางทางเบื้องหน้า อู่ อวี้ เอาไว้ เพียงแค่ธวัชวิญญาณถูกชูขึ้น ไอหมอกสีขาวซีดก็เริ่มรวมตัวกันบนอากาศ ในที่สุดมันก็ผสานหลอมรวมกันกลายเป็นเงาวิญญาณลวงตา ร่างซีดจางนั้นเป็นเงาร่างของสตรีนางหนึ่ง ผมของนางยุ่งเหยิงและยาวลงไปถึงเอว ริมฝีปากสีม่วงเข้ม นัยน์ตาว่างเปล่าเลื่อนลอย ทันทีที่มันปรากฏตัวขึ้นมันก็ส่งเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนออกมาทันที แม้แต่นครหลวง เย่ว อู่ ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป เหล่าชาวเมืองก็ยังสัมผัสได้ถึง ความรู้สึกโกรธแค้นที่พุ่งทะยานไปจนถึงสวรรค์!

    วิญญาณอาฆาตนี้ เป็นผู้คนที่ตกตายไปอย่างกะทันหัน เป็นการตกตายอันไร้ซึ่งการยินยอม เมื่อเวลาคล้อยเลยผ่านไปปีแล้วปีเล่า ความเคียดแค้นชิงชัง และ ความทุกข์ทรมาน จากทั่วทุกสารทิศ จึงได้ก่อให้เกิดเป็นวิญญาณชั่วร้าย มันคือความหวาดกลัวอันไร้สิ้นสุดต่อสามัญชนทั่วไป แท้จริงแล้วมันคือรูปแบบของวิญญาณคั่งแค้น

    มันคือนรกบนดินอย่างแท้จริง!

    วิญญาณแค้น วิญญาณชั่วร้าย พวกมันได้เข้าห้อมล้อมร่างของโย่ว หลิงจี เอาไว้ โย่ว หลิงจี ยิ้มออกมาอย่างหนาวเย็น นางกรีดนิ้วไปบนปลายธวัชวิญญาณ ทันใดนั้นเองเหล่าวิญญาณชั่วร้ายก็กรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน ฉับพลันกลิ่นอายสังหารก็แพร่กระจายมาจากทั่วร่างของมัน และ ลุกลามไปทั่วทุกทิศทางที่เคลื่อนตัวไป กลิ่นอายสังหารแผ่กระจายไปไกลมากกว่าหมื่นเมตร!

    วิญญาณแค้นยังคงกรีดร้องออกมาอย่างต่อเนื่อง ร่างของมันเคลื่อนไหว และ หายตัวไปพร้อมกับปรากฏขึ้นอีกครั้งซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ ทำให้ภาพในตอนนี้ดูลี้ลับน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด

    ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านี้ ต่อให้เป็นเหล่าทหารที่อยู่บนกำแพงเมือง สีหน้าของทุกผู้คน ต่างซีดเผือดเปี่ยมล้นไปด้วยความหวาดกลัว จากนั้นพวกมันก็เริ่มก้าวถอยหลังกลับไป บางคนก็วิ่งหนีกระเจิดกระเจิงกลับไปยังนครหลวงเย่ว อู่ บางคนก็ก้าวขึ้นมาด้านหน้า เพื่อให้ตนนั้นได้มองเห็นภาพเบื้องหน้าชัดเจนยิ่งขึ้น สถานการณ์ในตอนนี้เรียกได้ว่า เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงวุ่นวายอย่างแท้จริง

    "นั้นมันวิญญาณ มีวิญญาณร้ายอยู่ที่นั่น! "

    "วิญญาณร้ายกำลังต่อสู้กับซ่างเซียน! "

    เกิดความวุ่นวายอลหม่านขึ้นในนครหลวง เย่ว อู่ อีกครั้ง

    ไม่ใช่แค่พวกเขา แต่ตัวของ อู่ อวี้ เองก็เพิ่งได้เห็นวิญญาณชั่วร้ายนี้เป็นครั้งแรกเช่นกัน มันทำให้เส้นขนทั่วร่างของเขานั้นลุกชูชัน! เขาอยู่ในนิกายกระบี่สวรรค์ ที่นั่นมีแต่เซียนกระบี่ เขาไม่เคยเห็นการต่อสู้เช่นนี้มาก่อน!

    เคล็ดธวัชวิญญาณ ที่สามารถเรียกวิญญาณชั่วร้ายออกมาได้ ถือว่าน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง แต่มีความเป็นไปได้ว่าเขานั้นน่าจะสามารถใช้พลองพิชิตมาร ขับไล่พวกมันออกไปจากนครเย่วอู่ได้เช่นกัน เหล่าวิญญาณแค้นไร้รูปร่าง เขาควรจะใช้วิธีใดในการทำลายมัน? สำหรับ โย่ว หลิงจี นางได้อยู่นอกเขตการต่อสู้อย่างสมบูรณ์ แน่นอนว่า อู่ อวี้ ไม่สามารถเข้าใกล้ตัวนางได้ง่าย ๆ

    ในยามนี้ อู่ อวี้ เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่า การต่อสู้ระหว่างนักรบนั้นต้องต่อสู้กันในระยะประชิด แต่การต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกตนในวิถีแห่งเต๋านั้น ไม่จำเป็นต้องต่อสู้กันในระยะประชิด บางคนก็สามารถสังหารคนที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยลี้ได้ เคล็ดวิชาเต๋าช่างเป็นความสามารถที่น่ากลัวอย่างแท้จริง!

    ในขณะนี้วิญญาณชั่วร้าย ได้เริ่มเปิดฉากการสังหารขึ้น!

    "เมื่ออยู่ต่อหน้าวิญญาณชั่วร้ายนี้ ข้าเกรงว่าความแข็งแกร่งของมันน่าจะเทียบเท่าได้กับตัวข้า! "

    มือข้างที่ อู่ อวี้ ถือพลองพิชิตมารไว้ กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ทันใดนั้นเสียงกระหึ่มก็ระเบิดก้องออกมาจากพลอง เขาได้ใช้เวลาในการทำความเข้าใจ ‘ตำราพื้นฐานการใช้พลอง’ อย่างยาวนาน ทำให้เขาสามารถปรับเปลี่ยนการใช้ ‘วิชาลับเปลวอัคคีทองคำปลิดชีพมังกร’ จากกระบี่มาเป็นพลองพิชิตมารได้

    "เปลวอัคคีทองคำผลาญฟ้า! "

    ช่วงเวลานั้นเอง วิญญาณชั่วร้ายก็ตวัดกรงเล็บขนาดยักษ์ของมันลงมาที่เขาอย่างรวดเร็ว อู่ อวี้ กระชับพลองในมือแน่น พร้อมกับเอี้ยวตัวบิดไปด้านข้าง ทันใดนั้นเขาก็เหวี่ยงพลองออกไปด้วยพละกำลังมหาศาล พลองพิชิตมารได้ปลดปล่อยเพลิงสีทองพวยพุ่งออกไป แล้วอัดกระแทกเข้าใส่ ช่วงหัวไหล่ของวิญญาณชั่วร้ายอย่างรุนแรง!

    ฟูม!

    ก่อให้เกิดเสียงดังสนั่น

    ตูม!

    อู่ อวี้ ล่าถอยออกไปหลายก้าวด้วยความตกตะลึง พลองพิชิตมารในมือของเขาแทบจะหลุดร่วง

    "้เป็นพลังอำนาจที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง! "

    ความแข็งแกร่งของวิญญาณชั่วร้ายนั้น อยู่เหนือเกินกว่าที่ อู่ อวี้ จะคาดคิด ที่สำคัญก็คือ มันเป็นเพียงสิ่งที่ตกตายไปแล้ว แน่นอนว่ามันย่อมไม่เกรงกลัวต่อความตาย หลังจากที่มันถูกพลองในมือของ อู่ อวี้ เหวี่ยงฟาดจนต้องล่าถอยกลับไป ทันใดนั้นเองกลิ่นอายแห่งความตายก็กลับมาอีกครั้ง สายลมภายในอากาศยามนี้ เต็มไปด้วยพิรุณโลหิต และ กลิ่นอายแห่งการสังหารอย่างรุนแรง

    "ฮิ ฮิ ฮิ" นอกเขตการต่อสู้ โย่ว หลิงจี กำลังโบกสะบัดธวัชวิญญาณของนาง พร้อมกับร่ายคาถาบางอย่างไปด้วย เป็นบางครานางก็จะหัวเราะออกมาอย่างแจ่มชัด

    "เสิ่น อู๋เต้า วิญญาณชั่วร้ายกำลังสนใจเลือด และ เนื้อของเจ้า หยุดดื้อรั้นดิ้นรนแล้วปล่อยให้พวกมันกลืนกินเจ้าซะ! " ท่าทางของ โย่ว หลิงจี ดูผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง ดูราวกับว่านางสามารถสะกดข่ม อู่ อวี้ ได้อย่างสมบูรณ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ทำให้ อู่หยู ซึ่งอยู่ภายในเกี้ยวรถม้า ร่างสั่นเทาด้วยความหวาดวิตกอย่างยิ่ง ฝ่ามือละเอียดอ่อนนุ่มละมุนทั้งสองข้างของนาง กำลังกำไปที่ลูกกรงของเกี้ยวรถม้าแน่น

    โว้ววว!

    ในเวลานี้ อู่ อวี้ กำลังพยายามระมัดระวังตัวจากวิญญาณแค้น เขาได้พุ่งเข้าปะทะกับวิญญาณชั่วร้ายอยู่หลายรอบสถานการณ์ในเวลานี้ถือว่าก้ำกึ่ง ไม่มีฝ่ายใดสามารถโจมตีฝ่ายใดได้ แต่วิญญาณชั่วร้ายนี้สามารถโจมตี และ ต่อสู้ได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่หากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ อู่ อวี้ คงจะไม่สามารถทนได้นานนัก!

    "โย่ว หลิงจี! "

    เขาจ้องมองไปยัง โย่ว หลิงจี นางยังคงหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย ราวกับว่าทุกอย่างนั้นอยู่ในกำมือของนาง

    สำหรับ จิ่ว ซื่อจุนมันยังคงนั่งอยู่บนหลังของม้าสีดำขนาดใหญ่ ทอดสายตามองมาที่เขาอย่างเย็นชา ราวกับว่ามันกำลังรอให้ โย่ว หลิงจี หยอกล้อกับ อู่ อวี้ จนเสร็จสิ้น จากนั้นพวกมันก็ค่อยเดินทางต่อ

    "หากเป็นเช่นนี้ ข้าจำต้องสังหารวิญญาณชั่วร้ายเหล่านี้เสียก่อน ข้าถึงจะเข้าไปสังหารโย่ว หลิงจี ได้! "

    เขาจ้องมองไปยัง อู่หยู เป็นครั้งสุดท้าย นางกำลังมองมาที่เขาด้วยสายตาห่วงกังวลอย่างยิ่ง ภายในดวงตาคู่นั้นของนางเต็มไปด้วยความกดดันวิตกกังวล และ เศร้าโศกเสียใจ บางทีพวกนางอาจกำลังครุ่นคิด ถึงสถานการณ์สิ้นหวังในวันนี้!

    "ท่านพี่หญิง"

    จิตใจของอู่ อวี้ เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ

    เขาจะต้องปกป้องนางให้จงได้ ในอดีต อู่ อวี้ เคยสัญญากับนางเอาไว้ว่า เขาจะปกป้องนางไปตลอดชีวิต จะไม่ยอมให้ใครมารังแกนาง!

    อย่างไรก็ตาม ถ้าเขาพ่ายแพ้ให้กับวิญญาณชั่วร้าย

    พวกเขาก็จะตกตายไปด้วยกัน

    "สู้! "

    ในยามนี้มีเพียงโอกาสเดียวเท่านั้น ที่เขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ด้วยเหตุนี้เขาต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มี

    "ร่างเซียนวานรจำแลง! "

    ในความมืดมิดยามตอนกลางวัน อู่ อวี้ ได้แผดเสียงร้องคำรามขึ้น ทันใดนั้นเอง สนามรบที่พวกเขาใช้ต่อสู้กันก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ผู้คนจำนวนมากจ้องมองไปที่ อู่ อวี้ ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เนื่องจากในยามนี้ร่างกายของ อู่ อวี้ นั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างมหาศาล!

    ร่างกายของเขายืดขยายขึ้น และ กล้ามเนื้อก็หนามากยิ่งขึ้น ผ่านไปเพียงชั่วพริบตาเขาก็ดูราวกับปีศาจยักษ์!

    ขนสีทองปกคลุมทั่วทั้งร่าง และ เปลวเพลิงสีทองลุกโชติช่วงอยู่รอบกาย!

    สัญลักษณ์’ 卍’ ด้านหลังของเขา ส่องแสงสีทองสว่างเจิดจ้าออกมา!

    ดวงตาทั้งสองข้างของเขา ดูราวกับดวงตะวันสองดวงที่กำลังเผาไหม้อย่างบ้าคลั่ง!

    พลองพิชิตมารในที่เคยสูงใหญ่เหนือร่างกายของเขา ยามนี้มันดูสมส่วนเข้ากันเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เขาในตอนนี้ดูคล้ายคลึงกับภาพจำแลงหัวใจวานรมากยิ่งขึ้น เขาดูราวกับราชาวานรผู้ยิ่งใหญ่!

    นี่คือร่างจำแลงเซียนวานรผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อเหล่าวิญญาณชั่วร้ายได้มายืนอยู่เบื้องหน้า อู่ อวี้ ในร่างนี้แล้ว ทำให้พวกมันเปรียบได้ดั่งสิ่งสกปรกที่ควรกำจัดออกไปจากโลกนี้

    "เสิ่น ซ่างเซียน ได้กลายเป็นวานรไปแล้ว! "

    ในเวลานี้ ความโกลาหลแผ่กระจายไปทั่วอีกครั้ง

    ......

    ในครานี้ ยามราตรีก็ยังคงคืบคลานเข้าปกคลุมดวงอาทิตย์ยามส่องแสง

    คล้ายกับเรื่องกลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ ที่คุณอ่าน