Mom in the 70s ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70

    บทที่42. กลับหมู่บ้านที่ชนบท

    บทที่42. กลับหมู่บ้านที่ชนบท

     

    สองวันต่อมา


    “ภรรยาครับเดี๋ยววันนี้ผมจะเอารถยนต์ไปจัดการเรื่องป้ายทะเบียนก่อนนะครับ”ฉิงเฟิ่งเอ่ยบอกซีอินขณะกินข้าวเช้าเป็นข้าวต้มปลาหอมๆ อยู่ด้วยกันอยู่ในครัว


    ที่บ้านใหม่นี่มีห้องครัวใหญ่และมีโต๊ะกินข้าวเป็นทรงกลมขนาดใหญ่พร้อมเก้าอี้นั่งอีก8ตัว แต่ซีอินเอาเก้าอี้ไว้ใช้แค่จำนวนคนพอดีส่วนที่เหลือก็เอาเก็บไว้ที่ห้องเก็บของในบ้านก่อนเวลามีแขกมาค่อยเอาเก้าอี้ออกมาใช้ส่วนเด็กๆ ที่ยังตัวเล็กๆ อย่างตูตู ไคไคและอี้เชาซีอินก็เอาเก้าอี้เด็กที่สูงขึ้นมาหน่อยออกมาให้นั่งกันก่อน


    “ได้ค่ะคุณไปจัดการเรื่องรถ ส่วนฉันจะไปเปิดร้านก่อนพอตอนเย็นรอเด็กๆกลับมาจากโรงเรียนแล้วค่อยกลับไปที่หมู่บ้านด้วยกัน”


    “ได้ครับเอาตามที่คุณว่า”เสียงทุ้มนุ่มนวลรับคำภรรยาอย่างว่าง่ายก่อนจะรีบกินข้าวเข้าไปอาหารที่ภรรยาเขาทำอร่อยมากจริงๆเขากินข้าวเยอะมากในแต่ละมื้อจนรู้สึกเหมือนน้ำหนักตัวจะพุ่งขึ้นๆ แต่ภรรยาเขากลับดูตัวบางลงๆทุกวัน


    “ภรรยาคุณกินน้อยไปหรือเปล่าครับ” ตาคมกริบเหลือบมองถ้วยข้าวของภรรยาแล้วจึงเอ่ยทักขึ้น


    “ไม่นะคะฉันกินแค่นี้ก็อิ่มแล้ว”


    “คุณกินน้อยกว่าเมื่อก่อนมากไม่ต้องลดน้ำหนักแล้วนะครับแค่นี้คุณก็สวยมากแล้ว” เขาเงยหน้าขึ้นมองภรรยาแล้วพูดฉิงเฟิ่งรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ตอนนี้ภรรยาของเขาสวยมากแล้วไม่อยากให้สวยมากไปกว่านี้แล้วด้วย เขาหวง


    “ฉันไม่ได้เคร่งครัดมากเหมือนเมื่อก่อนแล้วล่ะค่ะเพียงแต่กระเพาะฉันหดลงเลยกินได้เท่านี้จริงๆ คุณอย่างห่วงเลย”


    “ครับ”เมื่อเสียงหวานๆเอ่ยบอกแบบนั้นพร้อมยิ้มหวานมาให้ด้วย ฉิงเฟิ่งก็ยิ้มตอบพร้อมความรู้สึกหวานในอกก่อนจะได้ยินเสียงใสแสบๆ ซนๆ ดังขึ้นจนบรรยากาศหวานๆ ของเขากับภรรยาชะงักไปสายตาคมกริบต้องละออกจากใบหน้าหวานอย่างแสนเสียดายก่อนหันไปมองเจ้าก้อนขาวๆ กลมๆที่นั่งอยู่ด้านข้างทันที


    “แม่ดูไคไคกินไม่หมดแน่เลย ตูตูช่วยกินนะ”พูดกับแม่แต่ตามองน้องชายที่กำลังกินข้าวไม่วางตา


    “ตูตูอย่าแย่งข้าวน้องชายลูกสิน้องแค่กินช้าเท่านั้นเองน้าา”ซีอินเอ่ยพูดหยอกเย้าอย่างรู้ทันว่าลูกชายคนโตน่าจะยังไม่อิ่มแน่เลย


    “ไคไค จินหมดมั้ย” ดวงหน้ากลม ๆ เล็กๆ หันไปถามน้องชายต่อ


    “.....” ไคไคเคี้ยวข้าวเงียบๆ ไม่ได้สนใจพี่ชายจอมตะกละ


    “ไคไค”ตูตูยังคงเรียกอยู่


    “.....” ไคไคก็ยังเคี้ยวข้าวเงียบๆ อย่างช้าๆ ต่อไป


    “เจ้าหัวผักกาดตัวอ้วนๆถ้ายังไม่อิ่มเดี๋ยวแม่ตักเพิ่มให้เองตกลงมั้ย


    “ฮิฮิ ฮิ ตกลงคับ” ปากน้อยๆ ตอบรับแม่เสียงสดใสพร้อมหัวเราะชอบใจ ตากลมวาวยังจ้องถ้วยข้าวของน้องชายไม่หยุดพร้อมเอียงคอสงสัยว่าทำไมไคไคถึงกินช้านัก


    “จินเยอะๆซี่~ ตัวจะได้ฉูงๆ เหมือนพ่อไง”ขณะรอแม่ตักข้าวต้มถ้วยที่สองให้อยู่เจ้าตัวแสบตูตูก็เอ่ยขึ้นกับน้องชายและพี่ชายบ้านอี้ทั้งสองคน


    “อื้มรู้แล้ว” ไคไคตักข้าวต้มที่มีชิ้นปลาขาวๆ คำโตเข้าปากทันที พร้อมเคี้ยวๆจนแก้มตุ่ยพองออกทั้งสองข้างฉิงเฟิ่งเห็นแบบนั้นจึงหยิบกระดาษที่ภรรยาบอกว่ามันคือกระดาษทิชชูไว้ใช้สำหรับเช็ดหน้าเช็ดปากได้มาเช็ดปาดให้ลูกชายคนเล็กเบาๆ


    “ค่อยๆกิน” เสียงทุ้มเอ่ยบอกขณะเช็ดปากให้


    “คับ”หัวกลมๆที่มีเส้นผมนุ่มๆปกคลุมอยู่พยักหน้าหงุกหงักให้พ่อทันที


    “พี่เซาเซาด้วยนะจินเยอะๆ” ตูตูหันไปบอกพี่ชายอี้ด้วยขาสั่นๆของเขายังแกว่งไปมาอย่างคึกคักขณะรอแม่ตักข้าวเพิ่มให้อยู่


    “ได้”อี้เชาตอบรับพร้อมยิ้มตาหยีให้ตูตูไปด้วย

            

    “พี่เหวินเหวินฉูงแล้วกินไม่ต้องเยอะได้ ไม่งั้นพุงจะป่องนะ”พอบอกพี่อี้เชาแล้วก็หันไปบอกพี่อี้เหวินบ้าง


    “หึหึ ได้ๆ พี่เข้าใจแล้ว” อี้เหวินเอ่ยตอบรับตูตูพร้อมหัวเราะเบาๆด้วยน้ำเสียงที่เริ่มแตกหนุ่มแล้ว ก่อนนี้เสียงเขายังไม่ค่อยแตกมากนัก เจ้าเด็กตัวน้อยทั้งหลายจึงยังไม่ได้สังเกตแต่ตอนนี้ได้ยินถึงการเปลี่ยนแปลงของเสียงพี่ชายที่ตัวโตสุดในบ้านชัดเจนขึ้นทีเดียว


    “เสียงพี่เหวินเหวินเป็นอะไร”ไคไคเอียงหัวมาถามมือก็หยุดตักอาหารไปด้วย


    “เสียงแปลกๆ”อี้เชาเองก็พูดขึ้นบ้าง เขาพึ่งรู้สึกว่าเสียงพี่ชายตัวเองเปลี่ยนไปจริงๆด้วย


    “เหมือนเป็ดเยย”ตูตูพูดอย่างตื่นเต้น รู้สึกพี่ชายเหวินเหวินเก่งมากที่ทำเสียงแบบนั้นได้


    “ตูตูรู้จักเป็ดด้วยหรือจ๊ะ”ซีอินหันกายกลับมาเมื่อตักข้าวต้มถ้วยที่สองให้ลูกเสร็จแล้วและเดินเข้ามาที่โต๊ะกินข้าว ก่อนจะวางไว้ตรงหน้าตูตูและเอ่ยถามขึ้นเพราะปกติที่บ้านในชนบทและที่บ้านในเมืองอำเภอนี้เลี้ยงแต่ไก่และลูกเจี๊ยบเท่านั้นยังไม่เคยเลี้ยงเป็ดเลย


    “ที่โยงเยียนมีเป็ดด้วยคับ”ตูตูตอบไปตาก็มองควันฉุยสีขาวที่ลอยอยู่เหนือถ้วยข้าวต้มขึ้นข้างบน


    “เสียงพี่เหวินเหวินเป็นแบบนั้นเพราะเริ่มแตกหนุ่มแล้วแสดงว่ากำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว” ฉิงเฟิ่งอธิบายให้ลูกเด็กๆฟังเรื่องแบบนี้เด็กผู้ชายที่อายุเข้าสู่วัยการเปลี่ยนแปลงจากเด็กชายกลายเป็นเด็กหนุ่มจะต้องเจอทุกคน


    “โฮ๊ะตูตูก็เป็นคนโตแล้วทำไมเสียงไม่เหมือนเป็ด ไคไคเป็นยึเป่า”พอได้ยินพ่อบอกว่าเสียงแบบนี้แสดงว่าจะเป็นคนโตแล้วตูตูก็รีบหันไปถามน้องชายทันที


    “ไม่เป็นนะไคไคยังเสียงเหมือนเดิม”


    “หยอ” 


    “เอาละจ้ะกินข้าวได้แล้วเดี๋ยวไปโรงเรียนสายนะส่วนเรื่องเสียงแตกหนุ่มนั้นตูตู ไคไค แล้วก็เชาเชาต้องรออีกหลายปีจ้ะตอนนี้เป็นเจ้าหัวผักกาดน้อยของแม่ไปก่อนยังไม่ต้องรีบโตหรอก”


    “รอก่อนนะแม่บอก”ไคไคหันมาบอกพี่ชายเสียงกระซิบกระซาบ


    “อื้มๆยู้แล้ว”เมื่อมีข้าวมาวางตรงหน้าเจ้าหัวผักกาดตูตูก็ไม่ได้คิดเรื่องเสียงแตกหนุ่มอีกเพราะกำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารที่เป็นของโปรดอยู่

    จากนั้นครอบครัวเซียวพร้อมเด็กๆบ้านอี้ก็กินข้าวกันต่อ พร้อมความป่วนเล็กๆ น้อยๆเป็นบางครั้งบางคราวของเจ้าตัวแสบตูตูโดยมีไคไคคอยตอบโต้เป็นระยะๆกับพี่ชายอีกที


    หลังจากเด็กไปโรงเรียนแล้วฉิงเฟิ่งก็ขับรถยนต์ออกไปโดยมีซีอินนั่งไปด้วยเพราะเขาต้องการไปส่งภรรยาที่ร้านค้าก่อน หลังจากนั้นก็รีบเอารถไปจัดการเรื่องป้ายทะเบียนอีกที


    ก่อนเปิดร้านขายของซีอินเอาของในมิติห้างออกมาเติมจนเต็มและเอาของออกมาเพิ่มที่ชั้นสองเพื่อกักตุนไว้เรียบร้อยแล้วโดยเฉพาะเนื้อต่างๆที่ขายดีมากก็เอาออกมาไว้จนเต็มตู้แช่แข็งจัดของเตรียมของผ่านไปราวๆ หนึ่งชั่วโมงต่อมาซีอินก็เปิดร้านขายของตามปกติ…


     

    ตกตอนเย็นฉิงเฟิ่งขับรถพาภรรยาและลูกๆรวมถึงเด็กๆ บ้านอี้กลับหมู่บ้านในชนบทด้วยกันอี้เหวินและอี้เชาขอกลับไปดูบ้านตัวเองเพราะไม่ได้กลับมาหลายอาทิตย์แล้วฉิงเฟิ่งจึงขับรถไปส่งที่บ้านอี้เลย ก่อนจะขับรถกลับมาที่บ้านตัวเอง


    เสียงรถยนต์สี่ล้อที่วิ่งเข้ามาในหมู่บ้านเรียกสายตาที่อยากรู้อยากเห็นปนแตกตื่นของคนในหมู่บ้านได้ดียิ่งนักมีทั้งคนที่เดินตามทางถนนในหมู่บ้าน ทั้งคนที่พึ่งเลิกงานจากแปลงนาของตัวเองทั้งเหล่าผู้หญิงที่จับกลุ่มพูดคุยกับอยู่หน้าบ้านเป็นกลุ่มๆพวกเขาต่างตกใจและพากันชี้ชวนกันดูรถคันใหญ่ที่วิ่งเข้ามา เด็กๆ ตัวเล็กๆนับสิบพากันวิ่งตามรถยนต์เป็นแถว แม้กระทั่งผู้ใหญ่บางคนก็ยังวิ่งตามมาดูฉิงเฟิ่งไม่ได้ขับเร็วเพราะเป็นพื้นที่


    หมู่บ้านหากขับเร็วไปก็อันตรายได้ดังนั้นคนในหมู่บ้านต่างก็เห็นกันทั้งนั้นว่าคนที่ขับรถเข้ามาเป็นใคร อีกทั้งยังมีเสียงร้องกรี๊ดกร๊าดชอบใจของตูตูกับไคไคเวลาลมพัดตีหน้าก็ยิ่งทำให้รู้ว่าเป็นคนบ้านสามเซียว


    “มะไม่น่าเชื่อเลยนั้นรถยนต์เชียวนะ”เสียงหนึ่งในชาวบ้านที่ชอบจับกลุ่มนินทาคนในหมู่บ้านเอ่ยขึ้น


    “นี่บ้านสามเซียวถึงกับซื้อรถยนต์เชียวหรือ”


    “ขายของเก็งกำไลแบบนั้นมันได้เงินเยอะขนาดนั้นเชียวหรือ”


    “นั้นสิๆหรือฉันจะลองไปทำดูบ้างดี” ชาวบ้านที่เห็นว่าบ้านเซียวมีแต่จะสบายขึ้นๆก็เริ่มสนใจบ้างเพราะนอกจากบ้านสามเซียวแล้วพวกเขายังได้ยินว่ามีบ้านใหญ่เซียวที่ไปขายของในเมืองอำเภอด้วยเหมือนกัน


    “อาจจะเอารถคนอื่นมาขับก็ได้อย่าไปเชื่อเลย” คนที่ไม่ยอมเชื่อและยังยึดติดกับอะไรเดิม ๆทั้งยังมีความอิจฉาบังตาก็มีอยู่มากพากันเอ่ยขัดขึ้นอยู่หลายคน


    “แกโง่รึเปล่าคนอื่นใครเขาจะให้เอารถมาขับกันง่ายแบบนี้นั้นรถยนต์นะถ้าเป็นจักรยานก็ว่าไปอย่าง”


    “นั้นสิๆแกมีหัวเสียเปล่าโง่จริงๆ”


    “เฮอะพวกแกนั่นแหละที่โง่ ยังไงฉันก็ไม่เชื่อหรอก”


    “ฉันจะตามไปดูจะเอาของคนอื่นมาขับหรือเป็นของบ้านสามเซียวฉันก็ไม่สนใจหรอกขอแค่ได้เห็นรถยนต์คันโตนั้นใกล้ๆ สักครั้งก็ยังดี”


    “ไปๆฉันไปด้วย”


    จากนั้นก็มีชาวบ้านที่ชอบสอดรู้สอดเห็นอยากรู้เรื่องของคนอื่นไปทั่วพากันเดินตามหลังไปเป็นขบวนแต่พอตามมาถึงหน้าบ้านก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถามเพราะพอจะเอ่ยปากก็เห็นหน้าตานิ่งขรึมดุดันของเซียวฉิงเฟิ่งก็ไม่มีใครเอ่ยปากแล้วได้แต่แอบมองดูรถยนต์คันโตที่ฉิงเฟิ่งขับเข้าไปจอดที่ลานหน้าบ้านพร้อมพากันชี้ไม้ชี้มือวุ่นวายกันไปหมดจนร่างสูงโปร่งของฉิงเฟิ่งต้องก้าวขายาวๆเดินมาหน้าบ้านเพื่อบอกกล่าวชาวบ้านอยู่สักพักก่อนจะปิดประตูรั้วบ้านลง


    “เย่ๆๆบ้านๆ” ตูตูคึกจัดเพราะคิดถึงบ้านที่อยู่มาตั้งแต่จำความได้


    “ไปดูไก่กัน”ไคไคเอ่ยชวนทันทีที่ลงจากรถได้


    “อื้มไปๆ” หัวผักกาดน้องสองคนวิ่งจูร๊ดดตามหลังกันไปทันทีซีอินได้แต่ส่ายหัวแล้วยิ้มอย่างเอ็นดู


    “ลูกชายซุกซนจริงๆ”เสียงหวานพึมพำออกมาเบาๆ


    “งั้นมีลูกสาวกันดีมั้ยครับ”เสียงเอ่ยถามอย่างหยอกล้อพร้อมเดินเข้ามาหา มองภรรยาด้วยสายตากรุ้มกริ่มมุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ด้วย


    “ฮึมเลี้ยงไหวหรือคะ หื้ม” คิ้วเรียวสวยยกขึ้นทำหน้าตาเป็นเชิงถาม


    “ไหวครับผมอยากมีลูกสาวน่ารักๆ มาอ้อนบ้างลูกชายชวนเล่นซนตลอดผมแก่แล้วเริ่มวิ่งตามไม่ทัน”


    “คิกคิก ถ้าได้ลูกสาวคุณคงต้องเล่นขายของกับเล่นตุ๊กตาผ้าเป็นเพื่อนลูกนะคะ ทำได้หรือเปล่า”


    “ไม่มีปัญหาอยู่แล้วครับแบบนั้นยิ่งดีเลยผมจะไม่ต้องวิ่งตามลูก”


    “ถึงมีลูกสาวแล้วคุณก็ยังต้องวิ่งตามเจ้าหัวผักกาดจอมซนด้วยอยู่ดีค่ะ”


    “ได้ครับขอแค่คุณยอมมีลูกสาวให้ผมเชื่อฟังคุณทุกอย่างต่อให้แก่จนผมขาวเดินไม่ไหวก็จะวิ่งตามลูกๆ ให้คุณเอง”


    “ฉันจำที่คุณพูดไว้หมดแล้วนะคะแล้วก็เดี๋ยวถึงเวลาลูกสาวก็มาเองแหละค่ะ”


    “งั้นผมถือว่าคุณตกลงแล้วนะครับต่อไปผมจะพยายามให้มากๆ ขยันขันแข็งอย่างเต็มที่”


    ทั้งสองสามีภรรยาพูดคุยหยอกล้อกันไปมาไม่นานเมื่อจัดการดูแลเรื่องในบ้านของตัวเองเรียบร้อยแล้วก็พากันเดินไปบ้านใหญ่เซียวด้วยกันสี่คนพ่อแม่ลูก...

     



    คล้ายกับเรื่องMom in the 70s ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70 ที่คุณอ่าน