บทที่ 32
ภารกิจสำเร็จ
ทั่วทั้งบริเวณถูกปกคลุมไปด้วยม่านควันสีขาวทำให้ทัศนียภาพรอบๆบริเวณนั้นถูกบดบังจนหมดผู้ที่ลงมือกระทำเช่นนั้นเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผนพวกเขาได้ทำการหนีออกมาจากจุดนั้นได้สำเร็จ
หลี่หยางและหลันเซ่อรวมไปถึงอี้ชิงทั้งสามได้ทำการหนีออกมาจากจุดนั้นมุ่งตรงไปยังเส้นทางที่พวกเขานั้นจะเตรียมเอาไว้
ร่างของทั้ง 3 ที่สวมใส่ชุดสีดำสนิทกำลังวิ่งตรงผ่านป่าขนาดใหญ่ในขณะที่กำลังวิ่งอยู่ดวงตาก็คอยมองไปทางบริเวณด้านหลังของตนเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะคอยดูแลสอดส่องเอาไว้ว่าผู้ที่อยู่ด้านหลังตามมาหรือไม่
“ พวกเราวิ่งออกมาถึงขนาดนี้แล้วดูเหมือนว่าคนเหล่านั้นน่าจะวิ่งตามมาไม่ทัน” หลันเซ่อพูดขึ้นมา
ในตอนนี้พวกเขาทั้งสามได้ทำการวิ่งออกมาจากจุดนั้นได้ประมาณนึงแล้วถ้าอีกฝ่ายไล่ตามมาได้ทันตอนนี้ก็คงจะเห็นตัวแล้ว
พวกเขาหลุดออกมาจากระยะนั้นแล้วระยะที่มันมีม่านควันปกคลุมอยู่รอบบริเวณ
“ อย่าเพิ่งหยุดเท้าพวกเราต้องวิ่งต่อวิ่งไปจนถึงให้หลุดพ้นออกจากเขตของกองทัพของเผ่ามาร” หลี่หยางพูดขึ้นมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล
เม็ดเหงื่อที่ไหลออกมามันเป็นความรู้สึกของเขาที่มีต่อสถานการณ์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เขายังคงจดจำได้เป็นอย่างดีร่างของชายผู้นั้นค่าสเตตัสของระบบที่มันปรากฏขึ้นอยู่ด้านหน้าเป็นตัวยืนยันความแข็งแกร่ง
‘ ถ้าต้องลงมือปะทะจริงๆถึงทางฝั่งเรามี 3คนแต่ว่าไม่มีทางที่จะเอาชนะคนผู้นั้นได้อย่างแน่นอนทางที่ดีตอนนี้ต้องรีบหนีไปให้ไกลที่สุดให้เข้าไปบริเวณทัพของพวกเรา’
หลี่หยางได้ทำการมุ่งตรงหลุดออกจากบริเวณนั้นพวกเขาทั้งสามทำการเดินทางไปจนถึงบริเวณเขตกองทัพของเผ่ามนุษย์โดยทำการใช้เส้นทางที่เขาจัดเตรียมเอาไว้ก่อนหน้านี้
ใช้วิชาตัวเบาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วพุ่งผ่านป่าใช้เวลาในการเดินทางประมาณ1 ชั่วโมงยามพวกเขาก็สามารถเข้าไปถึงบริเวณกองทัพของตนเองได้
ทั้งสามเข้ามาภายในเขตของกองทัพแสงไฟสว่างไสวอยู่ด้านหน้าเมื่อมองเห็นเช่นนั้นร่างของทั้งสามได้หยุดนิ่งพวกเขาทิ้งกายของตนเองนั่งลงที่พื้นอย่างรวดเร็ว
ตู้บ!!! ร่างกายของทั้ง 3ทิ้งลงไปนั่งอยู่กับพื้นด้วยจังหวะเดียวกันทั้งหมด
ใบหน้าของพวกเขาแสดงใบหน้าเช่นเดียวกันนั่นคือใบหน้าที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อและความเหนื่อยล้าได้ตลอด 1 ชั่วยามที่ผ่านมาพวกเขาทำการเดินทางอย่างไม่หยุดเท้าของตนเองเพราะเกรงว่าจะมีผู้ใดวิ่งตามไล่หลังมาทัน
หลี่หยางในดวงตาของตัวเองสังเกตค่าสถานะบริเวณหน้าต่างของระบบ
ค่าความเหนื่อยล้า [100/20]
‘ เป็นครั้งแรกเลยที่ใช้ค่าเหนื่อยล้าลดลงไปถึงขนาดนี้’
หลันเซ่อที่กำลังนั่งหอบอยู่ได้ทำการเหลือบไปมองหลี่หยาง “เจ้า… ”
“ เหตุใดเจ้าถึงย้อนกลับไปแบบนั้นด้วย ”เขาทำการเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความไม่เข้าใจ
หนึ่งในตอนนี้เขาเองก็ยังคงไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนผู้นี้ถึงทำการเลือกที่จะเดินทางกลับเข้าไปภายในค่ายเพียงคนเดียว
ทางที่ภารกิจของพวกเขานั้นก็น่าจะเสร็จสิ้นและเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วสิ่งที่ควรจะทำคือการหนีออกมาตอนแรกถ้าทำการหนีออกมาก็คงจะสามารถหนีพ้นได้อย่างสบายๆแล้วแท้
หลี่หยางเบนใบหน้าไปหาอีกฝ่ายพร้อมกับยกยิ้มขึ้นที่มุมปากพลางกล่าว“ ทำความดีความชอบอย่างไร ”
“ ข้าเพียงแค่อยากจะลองประเชิญหน้ากับแม่ทัพของฝ่ายศัตรูดูเท่านั้น” หลี่หยางพูดออกไปด้วยใบหน้าที่ปรากฏรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก
ตัวของเขาทำการแสร้งโกหกออกไปก็เท่านั้นแน่นอนว่าเขาไม่สามารถบอกเกี่ยวกับจุดประสงค์ที่แท้จริงที่เขานั้นจะพยายามสังหารแม่ทัพของเผ่ามารให้ผู้อื่นรู้ได้
หลันเซ่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็ได้แต่ทำใบหน้าตลาดใจเพราะว่าเขารู้ดีว่าคนที่อยู่ด้านหน้าของเขาไม่น่าใช่คนที่มีความกล้าบ้าดีเดือดหรือว่าเป็นคนที่ต้องการจะประชันฝีมือ
แม้ว่าจะพบเจอกันเพียงแค่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกแต่เพียงแค่ได้มองดูก็รู้ได้ทันทีว่านิสัยของบุรุษผู้นี้จริงๆแล้วเป็นคนที่มีความคิด
เขารู้ได้ในทันทีว่าหลี่หยางกำลังโกหกเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าตนเองนั้นอยากจะประชันฝีมือกับอีกฝ่ายหลี่หยางมีบางอย่างที่ซ่อนเร้นเอาไว้อย่างแน่นอน
แต่กระนั้นหลันเซ่อเองก็ไม่ได้ถามต่อตัวของเขาเลือกที่จะทำการเงียบแล้วก็ค่อยๆหันหน้าของตนเองเงยไปยังบนท้องนภา
“ ข้าเพิ่งเคยพบเจอคนของสกุลใหญ่ที่ทำตัวเช่นเจ้าเป็นครั้งแรกเนี่ยแหละ” หลันเซ่อที่กำลังแหงนหน้ามองท้องนภาอยู่พูดขึ้น
“ ไม่ว่าจะคนจากตระกูลใหญ่หรือว่าคนจากเชื้อพระวงศ์สุดท้ายแล้วก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนทั้งนั้น”
“ มนุษย์ถูกชักนำพาด้วยความรู้สึกภายในร่างกายความรักความโลภความโกรธและความหลง ส่วนใหญ่แล้วอารมณ์เหล่านี้จะเป็นตัวชักนำพาแม้ว่าจะเป็นคนจากตระกูลใหญ่หรือว่าคนจากเชื้อพระวงศ์ก็มีสิทธิ์จะชั่วช้าได้ทั้งนั้น”
“ อีกอย่างไม่ว่าข้าจะเป็นคนจากตระกูลใดตัวของข้าเองก็สามารถใช้ชีวิตอย่างที่ข้าต้องการได้มันไม่มีกดอันใดที่เขียนเอาไว้นี่.. ”หลี่หยางพูดออกมาด้วยรอยยิ้มดวงตาของเขามองขึ้นไปยังท้องนภาที่ถูกปกคลุมไปด้วยม่านเมฆสีดำสนิท
ยามที่ม่านเมฆเคลื่อนตัวมันเผยปรากฏแสงจันทร์สาดส่องลงมาเล็กน้อยเป็นระยะระยะราตรีนี้แม้จะไม่ใช่ราตรีที่งดงามที่สุดแต่สำหรับบุรุษทั้ง 3 ที่หมุนเวียนเปลี่ยนกันมาพบเจอด้วยโชคชะตาทั้ง3 ที่นั่งเงยมองท้องนภาอยู่นั้นพวกเขากลับมองว่ามันเป็นพัสดุสภาพที่ไม่เร็ว
หลันเซ่อที่กำลังนั่งอยู่ได้เริ่มทำการเล่าเรื่องบางอย่างออกมา“ ตัวของข้าเป็นเด็กกำพร้าเติบโตมาจากหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งยามที่เติบโตมาเริ่มโตมาด้วยตัวคนเดียวไม่มีญาติพี่ไม่มีญาติพี่น้อง ”
“ ข้าต้องเอาตัวรอดและเอาชีวิตรอดในยุทธภพที่โหดร้ายไม่ว่าจะเป็นการฆ่าฟันหรือการต่อสู้ ”
“ ข้าในวัยเด็กคิดเพียงอย่างเดียวว่ากำปั้นนี้จะสามารถเอาชนะได้แล้วก็สามารถนำพาค่าผ่านอุปสรรคเรื่องราวต่างๆไป”
“ ข้าต่อสู้มาเรื่อยๆจนถึงในวันนี้จุดได้มาพบเจอเจ้า ”หลันเซ่อในตอนนี้เขาโดนความรู้สึกบางอย่างเข้ามาสะกดภายในจิตใจ
มันกลับกลายและทำให้เขาดังรู้สึกเคารพนับถือผู้ที่อยู่ข้างกายของตนเอง
“ ข้าเองก็ไม่ใช่เป็นคนที่มีอดีตที่ลื่นล้มอะไรขนาดนั้นหรอกแม้ว่าจะเกิดในตระกูลใหญ่” หลี่หยางพูดขึ้น
แม้ว่าเขาจะไม่รู้อดีตของตนเองว่าเขาเคยพบเจออะไรมาบ้างแต่ว่าถ้าเป็นเรื่องราวของเขาในชีวิตก่อนก่อนที่จะมาอยู่ภายในร่างกายนี้เรื่องราวที่เขาเคยผ่านมาเองก็คงจะเป็นอุปสรรคอันใหญ่โตเช่นเดียวกันมันยังคงเป็นบาดแผลที่ฝังรากลึกอยู่ภายในจิตใจของเขาจนถึงปัจจุบัน
จนถึงในตอนนี้ความรู้สึกนั้นภายในจิตใจของเขามันก็ยังไม่ได้จ่ายไปก่อนเวลาที่หน้าโศกเศร้า
“ นายน้อยพูดถูกแล้วขอรับสำหรับนายน้อยแล้วโชคชะตาของเจ้าถือว่าดีกว่ามาก ”อี้ชิงได้ทำการพูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับมองตรงไปที่หลันเซ่อ
“ ตัวของเจ้าแม้ว่าจะเกิดมาแล้วไม่มีผู้ใดแต่ว่าเจ้าเองก็ต่อสู้และฝ่าฟันมันมาโดยที่สามารถเอาชนะมาได้ตลอดเวลาอีกทั้งยังไม่มีผู้ใดกล้าหยามหรือว่าดูถูกเจ้าอีกด้วย ”
“ แต่สำหรับนายน้อยไม่ใช่แม้ว่าจะเกิดในตระกูลใหญ่แต่ว่าในน้อยก็เหมือนกับมีกรงขังขังตัวเองอยู่ตลอดเวลาแล้วก็ยังโดนดูถูกจากถ้อยคำของผู้คนมากมายข้าติดตามนายน้อยมาตั้งแต่ยังเยาว์รู้ดีที่สุดสายตาผู้คนภายในเมืองหลวงมองนายน้อยไม่ได้แตกต่างอะไรจากมองสิ่งของที่ไหนค่ะราวกับว่าเป็นของที่ไม่มีชีวิต” อี้ชิงเขาทำการพูดออกมาด้วยใบหน้าที่เดือดดาล
เมื่อยิ่งพูดถึงเรื่องราวภายในอดีตตัวของเขารู้สึกเจ็บแค้นแล้วก็โกรธเคืองแทนนายน้อยของตนเอง
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลันเซ่อทำการยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปากก่อนที่จะหลุดหัวเราะเล็กๆ
“ ไม่คิดเลยว่าคุณชายจากตระกูลใหญ่จะมีชะตากรรมเช่นนี้น่าเห็นใจจริงๆ ”
“ ไม่จำเป็นจะต้องมาเห็นใจข้าต่อจากนี้ข้าจะไม่ใช้ชีวิตเช่นนั้นอีกแล้วสิ่งที่เขาต้องการข้าจะไขว่คว้ามาด้วยมือนี้และพลังของข้า” หลี่หยางตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ด้วยดวงตาที่จริงจัง
หลันเซ่อจ้องมองไปที่บุรุษข้างกายของตนเองอยู่สักพักก่อนที่เขาจะกล่าวออกมา
“ เสบียงถูกเผาทำลายไปแล้วหลังจากนี้จะทำอย่างไรต่อ?” หลันเซ่อคำถามนี้ถามไปยังผู้ที่อยู่ข้างกายของตนเองเขาทำการส่งสายตาไปหาหลี่หยาง
“ หลังจากจบสงครามข้าจะแยกออกไปจากกองทัพแล้วก็เดินทางไปยังเมืองที่อยู่ใกล้ๆชื่อว่าเมืองอะไรนะอี้ชิง ”
“ เมืองหลอมโลหะขอรับ ”
ขณะที่พวกเขาทั้งสองกำลังสนทนาอยู่หลันเซ่อลุกยืนขึ้นอย่างรวดเร็วมันกลายเป็นจุดดึงดูดสายตาของทั้ง 2 ที่ให้หันไปมอง
พวกเขาทำการหันไปมองคนผู้นั้นอยู่ในท่ายืนตัวตรงเขาทำการยกสิ่งที่อยู่ภายในมือของตนเองขึ้นมาดาบเล่มใหญ่ได้ถูกปักลงไปที่พื้น ฉึก!!
เข่าข้างขวาทรุดต่ำลงไปจนร่างกายของเขานั้นลงไปอยู่ในท่าทางคุกเข่าข้างเดียว
การกระทำเช่นนั้นของเขามันทำให้ทั้งหลี่หยางและอี้ชิงได้ทำใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“ เจ้ากระทำอะไรของเจ้า? ” หลี่หยางพูดขึ้นด้วยไม่น่าประหลาดใจ
หลันเซ่อยกฝ่ามือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันก่อนที่จะกล่าวออกมา“ ข้าขอติดตามท่านไปด้วยได้หรือไม่ ”
อี้ชิงที่ทำการฉุดดึงแขนของนายน้อยของตนเองพลางกระซิบข้างหู “ไม่ได้นะขอรับนายน้อยดูน่าสงสัยเกินไป ”
เขาทำการพูดขึ้นมาเช่นนั้นเพราะว่ารู้สึกน่าสงสัยแต่หลี่หยางดวงตาของเขาจ้องมองไปเขากลับมองเห็นต่างเขามองเห็นดวงตาที่แน่วแน่ภายในแววตาคู่นั้นของผู้ที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้า
“ เอาสิ!!! ” หลี่หยางยกยิ้มที่มุมปากข้างขวาอย่างพิลึก
จบบท