เล่มที่2 บทที่48 ไม่มีใครกล้าประลอง
ครั้งก่อนตอนที่สู้กับเซียวพั่วรื่อ แม้จั่วเฉินจะเอาชนะมาได้แต่ก็ยากลำบากอยู่มาก เรียกได้ว่าเขาเกือบจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และถูกเซียวพั่วรื่อสังหารเสียด้วยซ้ำซึ่งสาเหตุก็เพราะเคล็ดวิชาสังหารสี่ส่วนนี้นั่นเอง
นี่เป็นเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับดินขั้นต่ำ ถือเป็นวิชาที่ศิษย์มากมายใฝ่ฝันซึ่งมีแค่ศิษย์สายตรงบางส่วนเท่านั้นที่มีสิทธิฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับนี้ได้
สำหรับจั่วเฉินและศิษย์ทั่วไป อย่างมากก็แลกได้แค่เคล็ดวิชาปราณโบราณระดับดินเช่นเคล็ดวิชาบงการอัสนีเท่านั้นไม่เหมือนเซียวพั่วรื่อที่มีสกุลเดิมส่งเสริม จึงมีเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับนี้ได้
เคล็ดวิชาสังหารสี่ส่วนแบ่งเป็นสี่ลักษณะ สามารถสำแดงพลังสี่ชนิดออกมาเพื่อใช้ในการโจมตี
ก่อนหน้านี้เซียวพั่วรื่อสามารถสำแดงพยัคฆ์ขาวที่เป็นหนึ่งในสี่ลักษณะออกมาได้และเพียงแค่พลังของพยัคฆ์ขาวก็ทำเอาจั่วเฉินเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดแล้ว ทว่าบัดนี้เซียวพั่วรื่อผู้นี้ไม่เพียงพัฒนาระดับพลังแต่ยังสามารถสำแดงเคล็ดวิชาสังหารสี่ส่วนได้ยอดเยี่ยมกว่าเดิมจนสามารถสำแดงพลังมังกรเขียวออกมาได้แล้ว
เมื่อมีร่างพยัคฆ์ขาวและร่างมังกรเขียวลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ เซียวพั่วรื่อก็ดูน่าเกรงขามราวกับราชันแห่งแดนมนุษย์ที่กำลังก้มมองผืนพิภพก็ไม่ปาน
จั่วเฉินคล้ายจะเห็นร่างหงส์แดง ซึ่งเป็นร่างที่สามของเคล็ดวิชานี้กำลังจะปรากฏได้ลางๆ เทียบกับทั้งสองร่างก่อนหน้า ร่างที่สามนี้ยังไม่ได้หลอมรวมขึ้นอย่างแท้จริงทว่าเขาก็ยังรับรู้ได้ถึงขุมพลังอันน่ากลัวที่ซ่อนอยู่
พลังปราณในตัวระเบิดออกมา จั่วเฉินกำหมัดแน่น เขาก้าวเท้าไปด้านหน้าแล้วชกออกไปอย่างรุนแรงพร้อมกับพลังระลอกหนึ่งแม้จะมั่นใจในพลังของตัวเอง ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับเซียวพั่วรื่อในตอนนี้หากจะบอกว่าเขาไม่กดดันเลยก็คงจะโกหก
มั่นใจก็เรื่องหนึ่ง ทว่าการระมัดระวังตัวก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งจั่วเฉินไม่คิดจะทำตัวเหมือนพวกปัญญาอ่อนบางคนที่ประมาทคู่ต่อสู้จนตัวเองต้องพ่ายแพ้
หลังจากที่โจมตีออกไป ลำแสงหมัดทั้งหมดก็ซัดเข้าใส่ร่างพยัคฆ์ขาวอย่างแรงทว่าหลังจากนั้นกลับมีเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงเกิดขึ้น
พยัคฆ์ขาวเงยหน้าแผดเสียงคำรามลั่นขณะที่อ้าปากก็ส่งพลังกลืนกินมาทางจั่วเฉิน จากนั้นเงาร่างมังกรก็พุ่งแหวกอากาศออกมาตามการควบคุมของเซียวพั่วรื่อมันกางกรงเล็บและจ้องเขม็งมาทางจั่วเฉินอย่างดุร้าย ก่อนจะพุ่งเข้ามาหมายจะจ้วงจับไหล่ทั้งสองของเขา
“กลืนกินหรือ!?” จั่วเฉินตกใจ รีบถอยหนีออกไปสามก้าว
เคล็ดวิชาสังหารสี่ส่วนนี้สมกับเป็นเคล็ดวิชาระดับดิน ถือว่ามีพลังไม่ธรรมดาสามารถหลอมรวมร่างพยัคฆ์ขาวออกมาและกลืนกินหมัดที่จั่วเฉินซัดออกไปได้
เซียวพั่วรื่อที่อยู่ด้านหน้าแค่นหัวเราะ เพียงการโจมตีครั้งเดียวก็ทำให้เขาเป็นต่อขึ้นมาแล้วนั่นจึงทำให้เขามั่นใจขึ้นมากจนอดที่จะกล่าวออกมาไม่ได้
“ความอัปยศในวันวาน วันนี้ข้าจะเอาคืนเป็นสิบเท่า เจ้าทำลายแขนข้าไปข้างหนึ่งวันนี้ข้าจะทำลายพลังทั้งหมดของเจ้าเสีย!”
ได้ยินสิ่งที่เซียวพั่วรื่อกล่าวออกมา ศิษย์ที่อยู่ด้านล่างแท่นประลองต่างก็รู้สึกไม่อยากเชื่อพวกเขาไม่คิดว่าที่เซียวพั่วรื่อสูญเสียแขนไปข้างหนึ่งจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับจั่วเฉิน
แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมารเซียวพั่วรื่อไม่กลัวเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เขาไม่กลัวขายหน้าคนอื่น เพราะหากวันนี้สามารถเอาชนะจั่วเฉินได้เรื่องที่ถูกทำลายแขนไปข้างหนึ่งก็ไม่นับเป็นอะไร อีกอย่างตอนที่ทุกคนถกเถียงกันเรื่องนี้ก็จะพากันพูดว่าจั่วเฉินเป็นนั้นคนไร้ค่า ตรงข้ามกับเขาที่จะต้องเป็นที่ตกตะลึงในเรื่องความเร็วในการพัฒนาระดับพลัง
“อย่างนั้นหรือ”
แรงปณิธานพุ่งทะลุทะลวงออกมา เมื่อรับรู้ได้ถึงทุกสิ่งของเซียวพั่วรื่อแล้วจั่วเฉินก็อดที่จะยกยิ้มไม่ได้
“อะไรน่ะ เกิดอะไรขึ้น!?” ความภาคภูมิใจบนใบหน้าของเซียวพั่วรื่อพลันหายไปพร้อมกับความหวาดกลัวที่เข้ามาแทนที่
เขารู้สึกได้ว่าเคล็ดวิชาสังหารสี่ส่วนของตนถูกพลังที่แข็งแกร่งขัดขวางอยู่พูดให้ถูกก็คือ มันกำลังถูกบั่นทอนพลังไม่หยุด และเพียงระยะเวลาสั้นๆ ร่างของพยัคฆ์ขาวที่กำลังกลืนกินลำแสงหมัดของจั่วเฉินก็ค่อยๆจางลงไป กลิ่นอายพลังถดถอยลงอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันนั้น จั่วเฉินส่งเคล็ดวิชาบงการอัสนีออกมา พลังชี้พุ่งแหวกอากาศพร้อมกับสายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวก่อนจะอัดใส่ร่างของมังกรอย่างรุนแรง ทว่าครั้งนี้เซียวพั่วรื่อจำต้องเข้าต้านรับตรงๆไม่กล้ากลืนกินพลังชี้ของจั่วเฉินอีก
ตู้ม!
พลังชี้ทะลุทะลวงทุกสิ่งพลังปราณที่แฝงไปด้วยพลังห้วงมิติรอบข้างพลันปั่นป่วนขึ้นมา เซียวพั่วรื่อต้องถอยออกไปหลายสิบเมตรกว่าจะทรงตัวไว้ได้เขาจ้องมองจั่วเฉินด้วยสีหน้าซับซ้อน
เดิมที การสำแดงเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับดินออกมาควรเอาชนะได้ทุกสิ่ง หากอยู่ต่อหน้าเคล็ดวิชาระดับนี้ ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาใดล้วนไม่สามารถทำอะไรได้ทว่าต่อหน้าจั่วเฉิน เคล็ดวิชาสังหารสี่ส่วนนี้กลับไม่เกิดผล
คนทั้งสองโจมตีใส่กันไม่หยุดยั้ง เคล็ดวิชาสังหารสี่ส่วนของเซียวพั่วรื่ออ่อนแรงลงทุกครั้งที่ปะทะกันสุดท้ายร่างของพยัคฆ์ขาวก็แตกสลาย และไม่นานร่างมังกรก็สลายตามไปด้วยเช่นกัน
“ไม่... พลังปราณของเจ้า ทำไมถึงแปลกประหลาดเช่นนี้!” เซียวพั่วรื่อตื่นตระหนกจนแทบจะคำรามออกมา
ระหว่างที่ปะทะกัน พลังของจั่วเฉินได้แทรกซึมสู่ร่างของเซียวพั่วรื่อทำให้เซียวพั่วรื่อไม่สามารถสำแดงพลังออกมาได้ทั้งหมด เขาใช้พลังได้เพียงเจ็ดถึงแปดในสิบส่วนเท่านั้นความรู้สึกเช่นนี้ทำเอาเซียวพั่วรื่อแทบจะกระอักเลือด คล้ายกับว่าเขาถูกจั่วเฉินข่มไว้ตลอดเวลา
ครั้งก่อนตอนที่สู้กัน แม้จั่วเฉินจะเอาชนะไปได้ ก็ไม่ได้ทำให้เซียวพั่วรื่อรู้สึกเช่นนี้
ทั้งที่ตัวเองมีระดับหลอมรวมขั้นเก้า ทว่าตอนนี้กลับใช้ได้เพียงพลังระดับหลอมรวมขั้นแปดเท่านั้นยิ่งการต่อสู้ดำเนินไปเท่าไร เซียวพั่วรื่อก็ยิ่งรู้สึกว่าพลังของตนถูกสะกดขึ้นเรื่อยๆเมื่อใดที่ปลดปล่อยพลังออกไปก็จะถูกพลังปราณของจั่วเฉินข่มและหลอมละลาย จนทำให้เขาไม่มีความแข็งแกร่งเช่นเดิมอีก
คนที่ชมการประลองอยู่ต่างก็ไม่เข้าใจ เซียวพั่วรื่อเกือบจะชนะแล้วแท้ๆไม่รู้ทำไมคนทั้งสองถึงกลับมาสูสีกันได้อีก
ทว่าบางคนก็เข้าใจความรู้สึกของเซียวพั่วรื่อ พวกเขาต่างก็กำลังครุ่นคิด
ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขาได้ประมือกับจั่วเฉิน ก็รู้สึกได้เหมือนกันว่าตนไม่สามารถสำแดงพลังออกมาได้เต็มที่แต่เพราะพวกเขามีระดับพลังแตกต่างกับจั่วเฉินมาก ต้านทานไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียวจึงไม่ได้รู้ถึงความรู้สึกนี้ลึกล้ำเท่าไรนัก
โดยปกติแล้ว ธาตุน้ำจะข่มธาตุไฟ ส่วนธาตุโลหะนั้นข่มธาตุไม้พลังปราณธาตุต่างๆ เองก็สามารถข่มกันและกันได้
พลังปราณธาตุน้ำนั้นข่มพลังปราณธาตุไฟได้ ขณะเดียวกันพลังปราณธาตุดินก็สามารถข่มพลังปราณธาตุน้ำได้เช่นกันผู้ฝึกยุทธพลังปราณแต่ละคนนั้นมีพลังปราณต่างธาตุกัน จั่วเฉินอาจจะข่มพลังของคนถึงสองคนได้ทว่าตอนนี้คล้ายกับเขาสามารถข่มได้ทุกคน เช่นนั้นจึงเป็นเรื่องน่าแปลก
จั่วเฉินยิ้มบางๆ พลางมองไปทางเซียวพั่วรื่อก่อนจะเอ่ยถามเสียงต่ำ “เจ้ามั่นใจมากเลยไม่ใช่หรือ”
ที่จริง การที่เซียวพั่วรื่อสำแดงเคล็ดวิชาสังหารสี่ส่วนออกมาก็ทำให้จั่วเฉินรู้สึกกดดันอยู่เหมือนกันแต่ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะควบคุมให้ร่างพยัคฆ์กลืนกินพลังของเขา
หลังจากที่หลอมรวมพลังปราณเจ็ดธาตุเข้าด้วยกัน จั่วเฉินก็สามารถข่มพลังปราณของผู้อื่นได้ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นพลังธาตุใดก็ตาม ซึ่งการที่เซียวพั่วรื่อให้พยัคฆ์ขาวกลืนกินหมัดของเขาเข้าไปจึงเป็นการกลืนกินพลังปราณของเขาเข้าไปด้วย ปกติแล้วเซียวพั่วรื่อควรจะต้องสลายลำแสงหมัดนั้นได้ทว่าพลังปราณของจั่วเฉินกลับกลืนกินกลับ ทำให้เขากลืนกินพลังของเซียวพั่วรื่อไปด้วย
จั่วเฉินไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ พลังสังหารสี่ส่วนของเซียวพั่วรื่อแทบจะเรียกได้ว่าถูกทำลายลงแล้ว
เมื่อไม่มีเคล็ดวิชาสังหารสี่ส่วน ต่อให้เซียวพั่วรื่อจะมีระดับพลังสูงกว่าสองขั้นย่อยก็ตามนั่นก็ไม่นับเป็นอะไรสำหรับจั่วเฉินทั้งนั้น เพราะหากพวกเขาต้องห้ำหั่นกันจริงจังเซียวพั่วรื่อไม่มีทางที่จะชนะเขาได้เลย
จู่ๆ ขุมพลังอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดออกมาจากตัวจั่วเฉินเพียงพริบตา เขาก็สำแดงคมดาบเงารัตติกาลกระบวนท่าแรกออกไป ขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหวก็ซัดพลังอัดเข้าใส่หน้าอกของเซียวพั่วรื่อทันที
เซียวพั่วรื่อร้องโหยหวน ก่อนที่ร่างกายจะถูกซัดจนถอยออกไปไม่หยุดในตอนที่ได้สติกลับมา จั่วเฉินก็ซัดพลังเข้ามาอีกครั้งแล้ว ตัวเขากระเด็นขึ้นไปด้านบนและร่วงหล่นกระแทกพื้นอย่างรุนแรงเซียวพั่วรื่อได้แต่ครางเสียงต่ำ เลือดสดๆ ไหลซึมออกจากมุมปาก
หลังจากจบเรื่อง จั่วเฉินก็ไม่สนใจเซียวพั่วรื่ออีก เขายืนนิ่งอยู่บนแท่นประลองเพื่อรอคนถัดไป ทว่าผ่านไปครู่หนึ่งนอกจากสายตาหวาดระแวงที่มองมาแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าขึ้นมาท้าดวลกับเขาอีก
ล้อเล่นหรืออย่างไร เซียวพั่วรื่อที่มีระดับพลังหลอมรวมขั้นเก้าแถมมีร่างมารทลายฟ้ายังต้องพ่ายแพ้ถ้าพวกเราขึ้นไปประลองด้วยจะมีจุดจบแบบไหนกัน?
แม้หลายคนจะไม่อยากเชื่อ ทว่าความจริงก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า อีกทั้งยังมีบุคคลระดับสูงของสำนักและผู้ตัดสินมองอยู่ด้วย ดังนั้นจั่วเฉินจึงไม่มีทางเล่นตุกติกอะไรได้
การสู้กับเซียวพั่วรื่อทำให้จั่วเฉินสูญเสียพลังไปไม่น้อย โชคดีที่มีหินหยกลึกลับอยู่ในร่างเขาจึงฟื้นฟูพลังกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ทว่าต่อให้รอจนพลังฟื้นคืนกลับมาโดยสมบูรณ์แล้วก็ยังไม่มีใครกล้าขึ้นมาท้าประลองด้วยอยู่ดี
จั่วเฉินอดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ เขามองไปยังผู้ตัดสินที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
ทุกคนคิดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ทว่ามันก็ชัดเจนว่าศิษย์ที่เหลือไม่อยากเสียโอกาสในการแพ้ให้กับจั่วเฉินจึงไม่มีใครกล้าท้าประลองด้วย ทว่าหากเป็นเช่นนี้ จะต้องรอต่อไปเรื่อยๆหรืออย่างไร
ผู้ตัดสินรีบร้อนเดินออกจากแท่นประลองเพื่อไปหารือกับเหล่าบุคคลชั้นสูงของสำนัก ครู่หนึ่งหลังจากนั้นเขาก็เดินกลับมาก่อนจะเอ่ยกับจั่วเฉิน
“เจ้าไม่ต้องประลองแล้วหลังประลองตารางอันดับเขียวจบลง เจ้าค่อยท้าประลองผู้ที่ติดอันดับคนอื่นๆ แน่นอนว่าเจ้ายังคงมีโอกาสพ่ายแพ้ได้สองครั้ง”
“ดี!” จั่วเฉินตาเป็นประกาย
ถ้าเป็นเช่นนั้น เขาก็สามารถประลองกับคนที่ติดอันดับต้นๆ ได้โดยตรงนับว่าขจัดความยุ่งยากไปได้ไม่น้อย เพราะการต่อสู้ทีละยกเช่นนี้ถือว่าสิ้นเปลืองเวลาเป็นอย่างมากการตัดสินใจของสำนักถือว่าฉลาดทีเดียว
ทว่าพอเห็นจั่วเฉินลงจากแท่นประลอง ศิษย์ไม่น้อยกลับไม่เห็นด้วย
“ทำไมพวกเราต้องต่อสู้อย่างลำบากแต่เขากลับสามารถท้าประลองในช่วงสุดท้ายได้เล่า แบบนี้มันไม่ยุติธรรม!”
ผู้ติดสินแค่นหัวเราะ
“ได้ เจ้ารู้สึกไม่ยุติธรรมใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าจะให้โอกาส เจ้าขึ้นมาประลองกับเขาสิ หากชนะเจ้าก็แทนที่เขาไป”
ได้ยินดังนั้น ผู้ที่เอ่ยปากก็พูดอะไรไม่ออก