หลังจากผ่านมาสักพักพวกเขาก็ไปรับ ซู่เสี่ยวเหมิง และก็ขับรถมุ่งหน้ากลับวิลล่า
“พี่ พี่ได้ยินรึเปล่า? ที่ถนนสาย 39 เกิดเรื่องขึ้น เห็นบอกว่ามีโจรปล้นธนาคารด้วยแหละ พวกมันนี่ชั่วจริง!” ทันทีที่ขึ้นมาบนรถ ซู่เสี่ยวเหมิง ก็ชวนคุยขึ้น
“เธอว่ายังไงนะ?” เมื่อได้ยินน้องสาวตัวเองสบถออกมา ซู่ฉิง จึงขมวดคิ้วขึ้น
“อ๊ะ ไม่มีอะไร ๆ ” ซู่เสี่ยวเหมิง แลบลิ้นหยอกล้อออกมา ดูแล้วน่ารักไม่เบาเลยทีเดียว
“ห้ามพูดคำหยาบออกมา ได้ยินไหม? เป็นสาวเป็นนาง อย่าได้พูดถ้อยคำสกปรกออกมา มันจะดูไม่ดี? เธอไปเรียนคำพวกนี้มาจากไหน?”
“เรื่องนี้...เรื่องนี้ เซียวเฉิน สอนมา!” ซู่เสี่ยวเหมิง มองซ้ายมองขวา จากนั้นก็หันไปเรียกชื่อ เซียวเฉิน
“อะไรนะ?!”
ในขณะที่ เซียวเฉิน ฟังสองพี่น้องคุยกัน แล้วได้ยินคำนี้ เขาก็เหยียบเบรกมิด จนหน้าเกือบกระแทกกับพวงมาลัยเลยทีเดียว!
“เฮ้ เสี่ยวเหมิง ฉันไม่ได้สอนคำสบถให้เธอซะหน่อย! กวางน้อยที่หน้าตาหล่อเหลาและสง่างามอย่างฉันเนี่ยนะ จะพูดคำพวกนั้น?” เซียวเฉินอดไม่ได้ที่จะพูดปกป้องตัวเอง ไม่เช่นนั้นคงถูกเจ้าเด็กคนนี้ใส่ร้ายป้ายสีเป็นแน่!
“เหอะ! นายเนี่ยนะกวางน้อยที่หล่อเหลาและสง่างาม? นายน่ะ เนื้อตากแห้งขี้เมาซะมากกว่า!” ซู่เสี่ยวเหมิง กลอกตาขึ้น และเอ่ยดูถูกออกมา
“เนื้อตากแห้งก็ดีนะ มันเคี้ยวยากดี” เซียวเฉิน เลียริมฝีปาก เขาไม่สนใจถ้อยคำของ ซู่เสี่ยวเหมิง
ท่ามกลางสงครามน้ำลายระหว่างทั้งคู่ ซู่ฉิงก็เผยยิ้มออกมา ดูเหมือนว่าน้องสาวของเธอจะค่อยๆเปิดใจยอมรับเซียวเฉินแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่พูดจาอย่างสนิทสนมแบบนี้
เมื่อกลับไปที่วิลล่า ซู่เสี่ยวเหมิง ก็ขึ้นห้องไปเพื่อทำการบ้าน ส่วน ซู่ฉิง ก็เปลี่ยนชุดสวมผ้ากันเปื้อน เพื่อเตรียมทำอาหารค่ำ
ด้านเซียวเฉิน ด้วยความขี้คร้าน เขาจึงนอนกลิ้งเล่นในห้องของตนเองอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ลงมานั่งดูทีวีที่ห้องนั่งเล่น
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง ซู่ฉิง ทำอาหารค่ำเสร็จ ส่วน ซู่เสี่ยวเหมิง ก็ลงมาที่ชั้นล่างเป็นที่เรียบร้อย
“เซียวเฉิน มากินข้าวได้แล้ว” เมื่อ ซู่ฉิง วางอาหารบนโต๊ะเสร็จสรรพ เธอก็ตะโกนเรียก เซียวเฉิน
“หึ ทำอาหารเสร็จแล้วยังต้องให้เรียกอีก? ทำไมไม่ให้พี่สาวฉันป้อนข้าวนายเลยล่ะ?” ซู่เสี่ยวเหมิง เอ่ยประชดประชัน
“โอ้ ได้เหรอ ถ้าพี่สาวเธอเต็มใจ ฉันก็ไม่ค้านอะไรหรอกนะ”
“นาย...”
“เอาล่ะ พวกเธอทั้ง 2 คนหยุดต่อปากต่อคำแล้วมากินข้าวได้แล้ว!” ซู่ฉิง ยิ้มขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ และเร่งให้ทั้ง 2 คนมากินข้าว
“ฉันก็ขี้เกียจจะเถียงกับหมอนั่นเหมือนกัน ถึงจะรู้ว่าเป็นบอดี้การ์ดของเรา แต่ดูเหมือนเขามาเป็นเจ้านายเรามากกว่า!”
“เอาล่ะๆทั้งสองคน ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไป ฉันจะทำอาหารเช้าให้กินดีไหม?” เซียวเฉินรู้ความคิดของ ซู่เสี่ยวเหมิง จึงรีบเอ่ยขึ้น
“เรื่องนี้นายพูดเองนะ ไม่มีใครมาบังคับนาย!” แน่นอนว่า แววตาของ ซู่เสี่ยวเหมิง เป็นประกายขึ้นด้วยความสุข แต่เธอก็แสร้งทำเป็นพูดอย่างจริงจัง
“เซียวเฉิน อย่าไปฟังเสี่ยวเหมิงเลย มื้อเช้าให้ฉันจัดการเอง” ซู่ฉิง เหลือบมองน้องสาวตัวเอง แล้วหันไปพูดกับ เซียวเฉิน
“ฮ่าๆ ไม่เป็นไร ถึงอย่างไร ตอนเช้าผมก็ไม่ได้ทำอะไร! และอีกอย่าง เหมือนช่วงนี้คุณจะดูเหนื่อย ๆ พักผ่อนให้เยอะ ๆ เถอะ” เซียวเฉิน เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
ได้ยินอย่างนั้นซู่ฉิง รู้สึกอบอุ่นหัวใจ เธอพยักหน้าและไม่กล่าวอะไรอีก
ทั้ง 3 คนพูดคุยและหัวเราะไปจนกินข้าวเสร็จ ในใจของ เซียวเฉินรู้สึกอบอุ่น นี่คือความรู้สึกของสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวซินะ?
เสร็จจากนั้น ทั้ง 3 คนก็ช่วยกันเก็บจานอาหาร แล้วไปนั่งดูทีวีอยู่ที่โซฟาด้วยกัน
“รายงานท้องถิ่น วันนี้ตอนบ่ายถนนสาย 39 ธนาคาร... ได้ถูกปล้น คนร้ายมีทั้งหมด 7 คน ซึ่งในขณะนี้ตำรวจทำการจับกุมได้แล้ว 3 คน ส่วนที่เหลืออีก 4 คนยังลอยนวลอยู่… ในช่วงนี้ ขอให้ประชาชนทุกคนพยายามอย่าออกไปข้างนอกและระมัดระวังความปลอดภัยของตัวเองด้วย...”
ข่าวภาคค่ำของเมืองหลงไห่ มีผู้รายงานข่าวสาวสวยคอยรายงาน และมีภาพประกอบหลายภาพถูกฉายขึ้น ด้านบนนั้นมีรูปภาพการยิงปืนต่อสู้กันระหว่างโจรกับตำรวจในมุมมองด้านหลังออกมาให้เห็น
“ยังจับไม่ได้อีกเหรอเนี่ย ตำรวจพวกนี้ใช้ไม่ได้เลย” ซู่เสี่ยวเหมิงดูรายงานข่าวในทีวีแล้วเบะปากพูด
“เสี่ยวเหมิง ช่วงนี้เธอก็ระวังตัวเองให้มาก ๆ ล่ะ เลิกเรียนแล้วอย่าเถลไถลไปไหน รอให้พวกเราไปรับ เข้าใจไหม?” ซู่ฉิง รู้สึกกังวล ยังเหลือพวกผู้ร้ายอีก 4 รายที่ยังลอยนวล ดังนั้นจึงพูดเตือน ด้วยกลัวว่าน้องสาวเธอจะเป็นอันตราย
“พี่ เมืองหลงไห่ใหญ่โตขนาดนี้ ฉันจะบังเอิญไปเจอพวกมันได้ยังไง!”
“ฟังพี่สาวเธอไว้เถอะน่า!”
“ได้ ๆ เลิกเรียนแล้ว ฉันจะรอนายมารับ!” ซู่เสี่ยวเหมิง จนปัญญาจะเถียง
“โจรพวกนี้ต้องไม่ใช่พวกธรรมดาแน่ๆ!” เซียวเฉิน ดูโทรทัศน์ต่อ แล้วเอ่ยขึ้น
“ห๊ะ? ทำไมล่ะ?” ซู่เสี่ยวเหมิง ถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ปืน ak47 เป็นชุดเดียวกัน ทั้งยังสวมชุดเกราะกันกระสุน ไหนจะพวกระเบิดมืออีก...พวกมันจะต้องไม่ใช่โจรกระจอก ๆ แม้แต่ตำรวจของเมืองหลงไห่ ก็ยังต้องปวดหัว!”
อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ เซียวเฉิน ไม่พูด นั่นคือเขาสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสังหารจากร่างของโจรพวกนั้น...
พวกมันจะต้องเคยอยู่ในสนามรบ และมือพวกมันต้องเคยเปื้อนเลือดมาก่อน มีแนวโน้มว่าพวกมันจะเป็นทหารกองกำลังพิเศษที่เกษียณแล้ว
“ว้าว พวกนั้นต้องร้ายกาจมากแน่ ๆ แล้วจะมีการดวลปืนบนถนนแบบในหนังไหม?” ซู่เสี่ยวเหมิง ถามขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“เป็นไปได้ และถ้าอยากจะกำจัดพวกนี้ ตำรวจเมืองหลงไห่คงต้องออกแรงพอสมควร!” เซียวเฉินพูดขึ้น แววตาของเขามีประกายแห่งความสงสัย ทำไมพวกมันถึงมาปล้นธนาคาร? ถ้าพูดถึงเรื่องเงิน ยังมีอาชญากรรมมากมายที่เสี่ยงน้อยกว่าการปล้นธนาคารซะอีก เช่นพวกลักพาตัวลูกคนรวย...
ตอนแรกเขาคิดว่าโจรพวกนี้อาจจะเป็นบ้าไปแล้ว ถือปืนไปไม่กี่กระบอกมาปล้นธนาคาร แต่ตอนนี้ดูเหมือนมันจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น!
“ทหารกองกำลังพิเศษอย่างนาย เคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนไหม มันไม่ทำให้นายรู้สึกโกรธหรือรู้สึกอยากปกป้องความยุติธรรมบ้างเลยหรือไง? นายไม่คิดลงมือจัดการโจรพวกนี้ เพื่อกลายเป็นฮีโร่บ้างเหรอ?” ซู่เสี่ยวเหมิง พูดยุยงเขา
ด้านเซียวเฉิน มองหน้า ซู่เสี่ยวเหมิง แล้วตอบกลับไปหนึ่งประโยค “เธอคิดว่าฉันจะติดเบ็ดหรือไง?”
“....”
“และอีกอย่าง ฉันไม่ได้เป็นทหารกองกำลังพิเศษ ฉันเป็นแค่คนเลี้ยงหมู”
“อะไรนะ? คนเลี้ยงหมูงั้นเหรอ?” ซู่เสี่ยวเหมิง เบิกตากว้าง
“ใช่ ฉันบอกเธอไปแล้ว ฉันเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการเลี้ยงหมูของกองร้อย....”
ได้ฟังอย่างนั้น ซู่ฉิง อยากจะตบไปที่หัวตัวเองอย่างช่วยไม่ได้ นายคนนี้เอาอีกแล้ว...
“งั้นฉันขอตัวขึ้นไปอาบน้ำก่อน พวกเธอสองคนคุยกันต่อเถอะ”
“อื้อๆ” ซู่เสี่ยวเหมิง พยักหน้าตอบรับ จากนั้นหันไปหา เซียวเฉิน
“เห็นนายโม้ไว้เยอะไม่ใช่เหรอ? ไหนนายบอกว่านายกระโดดได้สูงกว่า 2 เมตรนี่...”
“ไม่ได้โม้ เรื่องจริงนะ ฉันทำได้จริงๆ.......”
“ไม่สิ! นายบอกว่าเป็นเพื่อนกับพี่ชายฉันนี่? งั้นเขาก็เป็นคนเลี้ยงหมูด้วยซิ? ” ซู่เสี่ยวเหมิง นึกอะไรบางอย่างออก เธอกะพริบตาปริบ ๆ ถ้าพี่ใหญ่ของเธอเป็นคนเลี้ยงหมูในกองทัพจริงๆ เธอคงรับไม่ได้!
“แน่นอนว่าไม่ใช่ พี่ชายของเธอเป็นสุดยอดทหาร ฉันจะเทียบกับพี่ชายเธอได้ยังไง ฉันไม่คู่ควรจะเป็นเพื่อนกับเขาเลยสักนิด...” เซียวเฉิน ยกย่อง ซู่หยุนเฟย ไปพลาง และแอบรู้สึกตะลึงไปพลาง อาซู่นะอาซู่ เพื่อที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของนายที่มีต่อน้องสาวดีขึ้น ฉันคนนี้จะยอมเสียสละทำลายภาพตัวเองเอง!
มุมปากของ ซู่เสี่ยวเหมิง กระตุกเองโดยอัตโนมัติ “ถือว่านายยังพอรู้ตัวเองดีอยู่นะ”
“ฮ่าๆ เสี่ยวเหมิง พี่ชายของเธอเป็นเหมือนกับฮีโร่เลย เดี๋ยวฉันจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับเขาให้ฟังเอง...” เซียวเฉิน รู้ว่าตีเหล็กควรจะตีตอนมันร้อน เขาเตรียมตัวที่จะเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายน้องสาวคู่นี้
“ได้… ไม่สิ หึ ใครอยากจะฟังเรื่องของเขากัน เขาก็คือเขา ฉันก็คือฉัน!” ใบหน้าสวยงามของ ซู่เสี่ยวเหมิง พลันเปลี่ยนไป
“.......”
ด้านเซียวเฉิน รู้สึกจนปัญญา เขาทำได้แค่พยักหน้า แล้วเปลี่ยนเรื่องพูด “เสี่ยวเหมิง หยินเหอ ยังมาตอแยเธออยู่ไหม? ถ้ายังไม่เลิก เดี๋ยวฉันจะจัดการให้เอง”
“นายจะจัดการอะไรเขา?” ซู่เสี่ยวเหมิง เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ฉันจะหักขามันสักข้าง เธอว่าเป็นไง?” เซียวเฉิน พูดขึ้นอย่างโหดเหี้ยม
“ได้ งั้นนายรีบไปหักขามันเลย!”
“.......”
ได้ยินเธอพูดเซียวเฉิน ถึงกับอึ้ง ให้ตายเถอะ ทำไมเธอถึงโหดเหี้ยมขนาดนี้? ทำไมไม่แสดงท่าทางเหมือนเด็กสาวคนอื่นบ้าง? เธอไม่ควรจะพูดแบบนี้ไม่ใช่หรือไง?
“นายจะไปหักขามันเมื่อไหร่? บอกฉันหน่อย เดี๋ยวฉันจะช่วยวางแผนให้อีกแรง!”
“ไอ้หยา เสี่ยวเหมิง คุณครูไม่ได้สอนเธอเหรอว่าให้มีมิตรไมตรีกับเพื่อนร่วมห้อง ให้รักกันเข้าไว้?”
“เชอะ ถ้านายไม่กล้าก็ไม่ต้องไป ฉันไม่สนใจนายแล้ว!” ซู่เสี่ยวเหมิง พูดเหยียดหยามเขาเสร็จ ก็เดินขึ้นห้องไป
ด้านเซียวเฉิน มองตามหลัง ซู่เสี่ยวเหมิงไปพลางคิดว่า เด็กสมัยนี้ช่างเข้าใจยากเหลือเกิน!
หลังจากที่ดูทีวีไปอีกสักพัก เซียวเฉิน ก็กลับห้องไป เขาล้างหน้าบ้วนปากแล้วขึ้นไปนอนทอดกายบนเตียงพร้อมครุ่นคิดไปเรื่อยเปื่อย
เมื่อคิดไปสักพัก เขานึกถึงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ดวงตาของเขาก็ไปสะดุดอยู่ที่แหวนกระดูก แหวนวงนี้ซ่อนความลับอะไรเอาไว้กันแน่?
.............
เช้าวันรุ่งขึ้น เซียวเฉิน ตื่นขึ้นมาทำอาหารเช้า
พี่น้องตระกูลซู่ที่เดินลงมาข้างล่าง พลันเห็นอาหารเช้าที่มีกลิ่นหอมถูกจัดเรียงขึ้นอยู่บนโต๊ะ พร้อมไข่เจียวสีเหลืองทำให้น้ำลายสอ
ด้านซู่เสี่ยวเหมิง กลืนไข่เจียวลงไปหลายคำ จากนั้นก็เอ่ยชม เซียวเฉิน ออกมาไม่หยุด แต่เขารู้สึกเหมือนกับว่าถ้อยคำประจบเหล่านี้ มันแฝงถ้อยคำด่าทอเอาไว้อยู่ด้วย แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ
หลังจากกินข้าวเสร็จ ซู่เสี่ยวเหมิง ก็ไปเรียน ส่วน ซู่ฉิง และ เซียวเฉิน ก็ไปทำงาน เริ่มต้นวันที่วุ่นวายขึ้นอีกครั้ง
เมื่อมาถึงเซียวเฉิน เดินเล่นรอบบริษัทรอบหนึ่ง จากนั้นเข้าไปที่ห้องมอนิเตอร์เพื่อทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ท้ายที่สุดเขาก็กลับมาเปิดประชุมที่แผนกรักษาความปลอดภัย หลังจากได้รับการยืนยันว่าไม่มีสิ่งผิดปกติอะไร เขาจึงรีบไปที่ห้องทำงานของ ฉินหลาน
เพราะเมื่อวานเขาได้ให้สัญญากับฉินหลานเอาไว้ ถ้าเขาไม่ไปช่วยงานเธออีก ฉินหลานคงตอนเขาแน่ๆ!
นอกจากนี้ แม้ว่าจะต้องทำงานเหนื่อยยาก แต่การที่ได้ทำงานร่วมห้องกับสาวสวยอย่าง ฉินหลาน มันอาจจะคุ้มค่าเหนื่อยก็ได้ การได้ดูขาอ่อนขาวคู่นั้นของเธอ อาจจะสนุกกว่าการเล่นเกมเป็นไหน ๆ!
หากเขาใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาคำว่าขาอ่อน มันก็เพียงพอที่จะให้เขาอยู่ได้มากกว่าเดือนหนึ่งแล้ว!
ในตอนบ่าย ติงลี่ ได้โทรศัพท์หา เซียวเฉิน นัดให้มากินข้าวที่โรงอาหารบริษัทด้วยกัน แต่ว่าเขาได้ปฏิเสธไป
ตลกแล้ว หากได้อยู่กับสาวงามเช่น ฉินหลาน ใครอยากจะไปกินข้าวกับผู้ชายกันเล่า?
เมื่อ เซียวเฉิน ไปกินข้าวที่โรงอาหารของบริษัทด้วยกันกับ ฉินหลาน ก็ดึงดูดสายตาของผู้ชายมากมาย ทุกคนเกิดความอยากรู้อยากเห็น สงสัยว่าคนที่เดินมากับ ฉินหลาน คือใครกัน?
ส่งผลให้เรื่องของ เซียวเฉิน ค่อย ๆ แพร่กระจายออกไปทั่วทั้งบริษัท รวมถึงเรื่องที่เขาจัดการ เหรินคุน ทรมานหลิวต้าขุย การเผชิญหน้ากับแก๊งอินทรี และอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งหมดถูกแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว!
เรื่องแต่ละเรื่อง ทำให้คนไม่น้อยต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ คนผู้นี้น่าเกรงขามมากจริง ๆ !
ผู้หญิงบางคนมองไปที่ เซียวเฉิน ดวงตาก็เปล่งประกาย ทำไมเขาถึงดูแข็งแกร่งสมชายชาตรีอย่างนี้นะ!
แน่นอนยังมีข่าวลืออีกว่าเขาสนิทสนมกับ ฉินหลาน ดังนั้นจึงทำให้เขาสามารถไต่เต้าขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว...
แม้จะเกิดเรื่องเช่นนั้นเซียวเฉินเองก็ รู้สึกตลกกับข่าวลือพวกนี้ คนบางพวกกินองุ่นไม่ได้ ก็บอกว่าองุ่นมันไม่อร่อย ปล่อยไปเถอะ คาดว่าพวกเขาก็คงดักดานอยู่กับที่นั่นแหละ!
และอีกอย่างเขากับ ฉินหลาน ก็มีความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์
อย่างน้อยในตอนนี้ มันก็ยังคงบริสุทธิ์อยู่!