ยามรุ่งเช้ามาเยือน หลิวอ้ายผิงตื่นขึ้นมาแช่น้ำอุ่นที่ลู่เอินจัดเตรียมเอาไว้ในอ่างไม้ราคาแพง นางเอนกายแช่น้ำในอ่างด้วยความรู้สึกอุ่นสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึก ัักลิ่นหอมของดอกไม้นานาชนิดในน้ำอุ่นอย่างชื่นใจ เมื่อยามเสร็จแล้วก็มีลู่เอินคอยช่วยแต่งตัวให้ เพราะหลังจากนี้ศิษย์พี่ของนางให้ไปร่วมโต๊ะอาหารยามเช้าด้วยกัน
หลิวอ้ายผิงมองเสื้อผ้าอาภรณ์หลากหลายสีสันในตู้ ลู่เอินบอกให้หญิงสาวเลือกชุดที่ชอบออกมา นางไม่รู้จะเลือกอย่างไรเลยตกลงกันว่าเื่การแต่งกาย ยกให้ลู่เอินเลือกตามใจชอบได้เลย เพราะยามปกตินางไม่ค่อยให้ความสนใจเื่รูปลักษณ์สักเท่าไหร่
ลู่เอินยิ้มอย่างอารมณ์ดี นางที่ชื่นชอบศึกษาเื่การแต่งกาย ก็พอมีความรู้อยู่ไม่น้อย มองนายของตนแล้วแม้มิใช่หญิงที่งดงาม แต่ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ แต่งองค์ทรงเครื่องเสียหน่อยอาจจัดได้ว่าดูดีในระดับหนึ่ง นายหญิงของนางรูปร่างค่อนข้างผอมบาง สิ่งที่สตรีพึงมีก็มิได้โดดเด่นมากนัก ลู่เอินจึงเลือกชุดผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าอ่อนคลุมทับด้วยชุดคลุมไหล่ขนเป็ดสีขาว ให้ความรู้สึกเป็สาววัยแรกแย้มสดใส เครื่องประทินโฉมลู่เอินใช้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ริมฝีปากทาด้วยชาดสีชมพูอ่อนๆ ปัดแก้มเพียงเล็กน้อยก็เป็อันเสร็จสิ้น นางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ อย่างน้อยคุณหนูของนางก็ไม่ดูจืดชืดจนเกินไปอีกแล้ว
หลิวอ้ายผิงมองตนเองที่สะท้อนในกระจกทองเหลืองบานใหญ่อย่างไม่คุ้นชิน สำหรับนางได้เพียงเท่านี้ก็ดีที่สุดแล้วกระมัง หญิงสาวละความสนใจออกจากตนเองทันทีเมื่อท้องเริ่มประท้วงขึ้นมาแล้ว และเห็นว่าได้เวลาจึงเดินทางไปที่เรือนหลักที่อยู่ข้างกัน
เจียงจวิ้นเหยียนที่อยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเคย กำลังนั่งรอใครบางคนด้วยท่าทีนิ่งเฉยแต่ภายในกลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด เพราะนี่เป็มื้อแรกที่เขาร่วมโต๊ะกับหลิวอ้ายผิง ไม่รู้ว่านางจะชอบให้เขาทำเช่นนี้หรือไม่
วันนี้โจวหวางอี้ยังคงทำหน้าที่เช่นเดิม นางมักจะเป็คนจัดสำรับและเตรียมอาหารบางอย่างด้วยตนเองอยู่บ่อยครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้คนครัวดูจะทำอาหารหลายอย่างจนผิดปกติ หญิงสาวเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจยืนอยู่ที่มุมเดิมของห้อง ก่อนตระหนักได้ว่าหมดหน้าที่ของตนแล้วจึงเอ่ยขอตัวกลับไป
หลิวอ้ายผิงเข้ามายังห้องอาหาร ทักทายศิษย์พี่ของตนอย่างอารมณ์ดี “ท่านประมุข ข้ามาช้าไปหรือไม่” นางเอ่ยพร้อมนั่งลงตรงข้ามกัน
“ไม่” เขาตอบเพียงเท่านั้นจึงลอบสังเกตอีกฝ่าย ที่วันนี้ดูแปลกตาไปอย่างสิ้นเชิง ทว่าสำหรับเขา ไม่ว่าแบบไหนก็เหมือนกัน
“ทำไมท่านไม่กินก่อน ไม่หิวหรือ”
“ข้ารอเ้า”
“คราวหน้าก็ไม่ต้องรอ ท้องข้าไปผูกติดกับท่านั้แ่เมื่อใด” หลิวอ้ายผิงยิ้มขำ ศิษย์พี่ของนางแท้จริงแล้วเป็คนขี้เหงาั้แ่เมื่อใดกัน
อาหารมื้อนี้เป็ไปอย่างเรียบง่าย ทั้งสองไม่ได้สนทนากันมากมายแต่อย่างใด อาหารเลิศรสตรงหน้าสยบหลิวอ้ายผิงได้อยู่หมัดทีเดียว เพราะนางไม่ได้ให้ความสนใจกับผู้เป็ศิษย์พี่เลยสักนิด
ลู่เอินที่ติดตามหลิวอ้ายผิงมาจากสำนักแพทย์ั้แ่เมื่อวาน ทั้งยังได้เห็นความสัมพันธ์ของทั้งคู่เมื่อยามพบหน้า แม้นางไม่ใช่คนที่ประสีประสาด้านความสัมพันธ์ชายหญิง กระนั้นนางก็เป็คนที่ช่างสังเกตมิใช่น้อย ท่านประมุขเป็เช่นใด ตัวนางอยู่ที่นี่มานับห้าปีไยจะไม่รู้ หญิงสาวมากมายที่ไม่ทราบว่านายของตนเป็คนที่โเี้ไร้ความรู้สึกถึงเพียงนี้ ต่างเข้ามาเกี้ยวพาราสี บางรายออกเล่ห์เล่นแง่จนท่านประมุขเกิดความรำคาญหนักเข้า แม้เป็หญิงก็ไม่เว้นการลงทัณฑ์ จนยามนี้ไม่มีผู้ใดย่างกรายเข้าไปใกล้เขาอีกเลย
แต่สำหรับหลิวอ้ายผิง นางเป็ผู้เดียวที่ได้รับข้อยกเว้นทุกประการ ทว่าเ้าตัวกลับไม่รู้ตัวเลยสักนิด
หลายวันมานี้กิจวัตรประจำวันของหลิวอ้ายผิงจึงได้เปลี่ยนไป เนื่องจากนางต้องร่วมโต๊ะอาหารกับเ้าของจวนอย่างเจียงจวิ้นเหยียนในทุกวัน ทั้งยังสามเวลา จนหญิงสาวเริ่มสงสัยว่า่นี้เขางานน้อยหรืออย่างไร ทั้งที่ยามปกติหาตัวยากยิ่งนัก
อีกไม่กี่วันสำนักศึกษาจึงจะเริ่มการสอน ั้แ่วันนั้นแม้หลิวอ้ายผิงไม่สามารถอยู่รอฟังผลประกาศ แต่นางก็มั่นใจว่าผ่านการทดสอบอย่างแน่นอน ยืนยันจากสิ่งที่กำลังวางอยู่บนฟูกนอนยามนี้ นั่นคือชุดประจำสำนักพรรคมาร ทั้งชุดเป็สีดำขลับคาดด้วยริ้วสีทองมีปักอักษรคำว่า พรรคมาร ขนาดเล็กบริเวณอกขวา ยามมองแล้วดูสง่ายิ่งนัก หญิงสาวยอมรับว่าตนเองชื่นชอบจึงยิ้มออกมาอย่างสุขใจ นางอดใจรอให้ถึงวันนั้นไม่ไหวเสียแล้ว
ในห้องทำงานประมุขเจียงจวิ้นเหยียนยามนี้ ผู้ที่เป็ถึงสามขุมอำนาจแห่งพรรคมารกำลังทำหน้ากลัดกลุ้มอย่างที่ไม่เคยเป็ โดยเฉพาะอี้หาน ที่พลาดข่าวสำคัญขนาดนี้เนื่องจากตนคอยคุมกำลังทหารออกจากชายแดนเพิ่งมาถึงพรรคมารได้ไม่นาน เขาเพียงแปลกใจที่ทั้งสองรู้จักกันก่อนหน้านี้เพียงเท่านั้น ไม่ยักรู้ว่านายของตนกลับมีความรู้สึกดีให้อีกฝ่าย
ชงิรับรู้แล้วว่าคำแนะนำที่เขาให้ไป ผู้เป็นายไม่ได้เข้าใจเลยสักนิด แรกเริ่มเพียงแต่อยากให้เขาลองคิดเอง แต่ดูจาการที่ทำได้เพียงนั่งร่วมโต๊ะอาหาร ไร้การพัฒนาความสัมพันธ์ใดๆ ชงิรู้สึกว่าต้องให้คำแนะนำอย่างเป็ขั้นเป็ตอนมากกว่านี้ หรือไม่ก็โดยละเอียดไปเลยเสียมากกว่า
“ท่านประมุข ตอนนี้ท่านรู้สึกอย่างไรกับนาง” ชงิถามเข้าประเด็นทันทีโดยไม่อ้อมค้อม
“ข้าเพียงอยากเห็นนางอยู่ในสายตา แต่ข้าไม่ชอบให้นางใกล้จนเกินไป มันรู้สึกอึดอัดเหมือนไม่สบาย” เจียงจวิ้นเหยียนตอบตามความจริง ั้แ่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาร่วมยี่สิบแปดปี ตัวเขาเคี่ยวกรำตนเองจนควบคุมทุกสิ่งอย่างในแคว้นนี้ได้โดยสมบูรณ์ ทว่าพอเป็เื่ของหลิวอ้ายผิง กลับรู้สึกราวกับไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เขาคิดว่าสิ่งนี้ดูไม่สมเหตุสมผลเกินไปหรือไม่
“ท่านประมุข ท่านฟังข้านะขอรับ ที่ท่านเป็อย่างนี้ คืออาการของคนที่กำลังเริ่มรู้สึกชอบพออีกฝ่าย” อี้หานพูดเสริม ขนาดตัวเขาเองที่อยู่แต่ในกองทัพยังเข้าใจเื่พวกนี้ได้ แต่ท่านประมุขไม่เหมือนกัน เขาใช้ชีวิตผูกติดกับการแก้แค้นมากเกินไปจนมองไม่เห็นสิ่งอื่นนอกจากตัวเอง
เจียงจวิ้นเหยียนคิดตาม หลิวอ้ายผิงคือสตรีคนแรกที่ทำให้เขากระวนกระวาย เขาที่ไม่ชอบเข้าใกล้ใครมากเกินไปกลับอยากเห็นนางอยู่ในครรลองสายตา เขาที่ไม่เคยแยแสว่าใครจะเป็ตายร้ายดี กลับกรุ่นโกรธเมื่อมีคนมาทำร้ายสตรีผู้นี้ หากเขากำลังรู้สึกชอบอีกฝ่ายขึ้นมา ควรทำอย่างไรต่อไป
“เช่นนั้นข้าต้องทำเช่นไร”
“ท่านต้องแสดงความรู้สึกให้อีกฝ่ายรับรู้ รู้สึกอย่างไร อยากพูด หรืออยากทำสิ่งใด อย่าเก็บเอาไว้ในใจ” จางหย่งที่อยู่กับผู้เป็นายแทบจะตลอดเวลา รับรู้ว่าเขาเป็ผู้ที่ไม่เคยแสดงความรู้สึกไม่ว่าจะเป็เื่ใดก็ตาม ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกัน หากยังเก็บงำเอาไว้อาจถึงวันที่นายของเขาต้องรู้สึกเสียใจขึ้นมาแน่นอน
ประมุขเจียงจวิ้นเหยียนฟังคำแนะนำของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็ผู้นำระดับสูงทั้งสามอย่างตั้งอกตั้งใจ จนเวลาล่วงเข้ายามเย็นจึงแยกย้ายกันไปทำหน้าที่อย่างอื่น
เจียงจวิ้นเหยียนยังคงนั่งรอหลิวอ้ายผิงอยู่ในห้องอาหารเช่นเคย ซึ่งอาหารมื้อนี้เป็มื้อที่สามของวัน เขารับรู้ว่ากิจวัตรที่ดูเหมือนจะแสนธรรมดา กลับกลายเป็ความพิเศษที่ตนเองเฝ้ารอไปเสียแล้ว รอเพียงครู่หนึ่งสตรีที่เขารอคอยจึงเดินเข้ามา นางยังคงมีสีหน้าและแววตาเปี่ยมไปด้วยความร่าเริงสดใสเช่นเคย ร่างบางสวมใส่ชุดที่เขาให้คนจัดเตรียมเอาไว้ให้ ผมตรงยาวสยายถูกรวบตึงขึ้นครึ่งศีรษะ ปักด้วยปิ่นไม้เรียบง่ายอันหนึ่งที่คาดว่าเป็สมบัติของนางเอง
หลิวอ้ายผิงนั่งลงบนเก้าอี้ไม้สลักงดงาม ตรงข้ามกับผู้เป็ศิษย์พี่ เมื่อยามเห็นว่าเขาจ้องตนเองตาไม่กระพริบ จึงเอียงคอเล็กน้อยเป็เชิงสงสัยพร้อมเอ่ยถาม
“หน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือ” นางเห็นเขาพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนยื่นมือมาหยิบบางอย่างบริเวณไรผมของนาง จึงเห็นว่าเป็เศษใบไม้ขนาดเล็ก แม้มีอาการแปลกใจในการกระทำของเขาเล็กน้อย หญิงสาวก็ไม่ได้นึกแปลกใจ ก่อนเอ่ยขอบคุณและหันไปสนใจอาหารตรงหน้าต่อทันที
ระหว่างมื้ออาหารเจียงจวิ้นเหยียนคอยคีบอาหารให้นางอยู่หลายครั้ง หลังจากที่ได้ใช้เวลาร่วมโต๊ะกับหลิวอ้ายผิงมาหลายวัน เขาที่คอยสังเกตจึงรู้ว่านางชอบอาหารประเภทเนื้อเป็พิเศษ
“ท่านประมุข อีกสองวันสำนักศึกษาก็จะเริ่มการสอนแล้ว มื้อกลางวันจึงไม่อาจมาร่วมโต๊ะกับท่านได้” หญิงสาวบอกกับเขาให้รับรู้เอาไว้ก่อน
“เช่นนั้นข้าจะไปหาเ้าที่สำนักศึกษา”
“ท่านไม่มีงานการต้องทำหรือ ปกติท่านมักยุ่งจนไม่ค่อยมีเวลา”
“ข้ามีเวลาให้เ้าเสมอ”
“ท่านประมุข ท่านไม่สบายอีกแล้วหรือ”
“เ้าจะเรียกข้าว่าศิษย์พี่เช่นเดิมก็ย่อมได้” ไม่เพียงไม่ตอบคำถามของนาง เขายังเฉไฉไปเื่อื่นเสียได้
“ก็ได้เ้าค่ะ ศิษย์พี่” หลิวอ้ายผิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มขัน คราแรกยังไม่ยินยอมให้นางเรียกเช่นนี้ คราวนี้กลับเปลี่ยนใจอย่างหน้าตาเฉย “เช่นนั้น ท่านสบายดีหรือไม่ ่นี้ท่านดูใจดีกับข้าอย่างไรชอบกล” หญิงสาวถามออกไปตามที่นางกำลังรู้สึก หากจะกล่าวว่าเขาทำดีเพื่อหวังผล ตัวนางยามนี้ไม่มีอะไรให้ต้องทำเช่นนี้เลย
“ก็เ้า...เป็ศิษย์น้องของข้า หากท่านอาจารย์รู้ว่าข้าทำไม่ดีกับเ้า เขาคงไม่พอใจเป็แน่” สุดท้ายเจียงจวิ้นเหยียนก็เลือกที่จะโกหกคำโตออกไป ทว่าอีกฝ่ายกลับเชื่อสนิทใจไปเสียแล้ว
หลิวอ้ายผิงพยักหน้าหงึกหงักอย่างพอใจ เพราะนางคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าศิษย์พี่ของนาง อาจเห็นว่านางเป็ศิษย์น้องอยู่บ้าง รอยยิ้มสดใสจึงปรากฏบนใบหน้าของนางอีกครั้ง อย่างน้อยยามอยู่ที่นี่นางก็ไม่ต้องลำบากอีกต่อไปแล้ว
หญิงสาวรับรู้มาจากอาจารย์ว่าศิษย์พี่ของนางต้องทนทุกข์และโดดเดี่ยวมานานเพียงใด ภาพที่คนอื่นเห็นคือความอำมหิตและเ็าสร้างความหวาดหวั่นให้กับพวกเขา แต่ตัวนางรู้ดีว่าที่เขาเป็เช่นนี้เพราะต้องปกป้องความรู้สึกของตนเอง ทั้งยังต่อสู้เพียงลำพังมาโดยตลอด
หลิวอ้ายผิงจึงปฏิญาณอยู่ในใจเงียบๆ ว่าหากนางดึงเขาออกมาจากความรู้สึกโดดเดี่ยวเ่าั้ได้ เขาจะยอมปล่อยวางเพียงเล็กน้อยได้หรือไม่ และเขาจะมีความสุขขึ้นมากกว่านี้หรือไม่...