ตอนนั่งอยู่ในรถเมื่อสักครู่ เหลิ่งคุนที่กำลังขับรถอยู่อดไม่ไหวที่จะถามว่า “นายน้อยครับนายน้อยปฏิเสธการจับคู่ของนายใหญ่มาตลอดเลยไม่ใช่หรือครับ? ทำไมตอนนี้ถึงยอมมาได้ครับเนี่ย?”
“ก็ว่างพอดี”
เหลิ่งคุนรู้ดีว่านายน้อยของเขาตอบส่งๆ ไปอย่างนั้นเอง ในใจยิ่งทวีความอยากรู้มากขึ้น
จนกระทั่งตามพ่อลูกตระกูลมู่เข้าไปในภัตตาคารและพบกับจ้าวตงหานทำให้เหลิ่งคุนตะลึงเข้าไปกันใหญ่
โอ้นี่ไม่ใช่หญิงสาวที่อยู่กับนายน้อยทั้งคืนคนนั้นหรอกหรือ? ยิ่งมาเจอที่นี่อีกครั้งยิ่งบังเอิญเข้าไปกันใหญ่
ไม่สิ นายน้อยน่าจะรู้ว่าเธอมาที่นี่ก่อนอยู่แล้วดังนั้นจึงมาที่นี่กระมัง!
เมื่อพ่อลูกตระกูลมู่มาถึงครอบครัวตระกูลจ้าวก็มาถึงก่อนแล้ว มู่อี้เฉินกวาดสายตามองไปรอบๆ ก้มมองไปทางมุมหนึ่งของห้องที่มีหญิงสาวกำลังพยายามลดตัวเองไม่ให้เป็จุดสนใจอยู่ตรงนั้น
วันนี้เธอใส่ชุดไหมพรมสีฟ้าอ่อน ผมนุ่มสลวยยาวประบ่าแต่งหน้าบางเบา เห็นชัดว่าแต่งตัวพิถีพิถันกว่าเมื่อเทียบกับที่เจอกันครั้งที่ผ่านมาทั้งดูสง่างามกว่าเดิม
เมื่อพบเธออีกครั้ง ใจของเขาก็เต้นส่ำไม่อยู่กับตัวแต่ภายในแววตาเขายังคงความสงบเยือกเย็นเช่นยามปกติ
ในห้องนั้น สองสามีภรรยาตระกูลจ้าวและจ้าวเซี่ยหน่วน เมื่อเห็นคนตระกูลมู่เดินเข้ามาก็รีบยืนขึ้นต้อนรับ
จ้าวตงหานที่นั่งหลบอยู่ตรงมุมนั้นก็ลุกขึ้นมาด้วยและยืนหลบอยู่หลังของสามคนนั่น
มู่ป๋อเชาก้าวนำไปด้านหน้าก่อนแล้วจับมือกับจ้าวฝาน
“คุณจ้าว ขอโทษด้วยให้คุณรอนาน!”
“ไม่เลยครับ ไม่เลย ท่านประธานใหญ่มู่พวกเราก็เพิ่งมาถึงเช่นกัน”
“เชิญนั่งเถอะครับ! พวกเราค่อยๆ พูดคุยกัน”
สองคนทักทายกันอย่างสนิทสนมไม่กี่คำ ทุกคนก็ค่อยๆ นั่งลง
จะว่าบังเอิญหรือไม่ก็ไม่รู้ มู่อี้เฉินได้นั่งตรงข้ามกับจ้าวตงหานพอดิบพอดี
“ผมขอแนะนำก่อนละกัน นี่เ้าลูกชายผมเอง มู่อี้เฉิน อาเฉิน ท่านนี้คือคุณจ้าวแห่งตระกูลจ้าวกรุ๊ปและนี่ก็ภรรยาของเขา”
“รู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่งที่ได้รู้จักสองท่านครับ”
มู่อี้เฉินพยักหน้าทักทาย ทั้งจ้าวฝานและคุณนายจ้าวปากชมเขาเปาะอย่างไม่หยุดทั้งรูปร่างหน้าตา ทั้งการศึกษา ทั้งเป็สุภาพบุรุษเช่นนั้น
ตอนนี้ที่เห็น จ้าวตงหานอดไม่ได้ที่จะกล่าวในใจว่าไอ้สุภาพบุรุษหลอกลวง
คนคนนี้มีดีแต่เปลือกนอก ทำเป็ผู้ดีมีสกุล แต่วันนั้นที่ทำกับเธอไม่ใช่แบบที่แสดงออกมาให้เห็นอย่างนี้เสียที่ไหนกัน
ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็จะจับคนโยนไปนอกนอกหน้าต่างเสียแล้ว หรือแม้กระทั่งบีบคอให้ตายสุดท้ายยังทำเื่น่ากลัวแบบนั้นกับเธออีกตอนนี้พบเขาอีกครั้งยังทำให้อดไม่ได้ที่จะกลัวขึ้นมา
ด้วยเหตุนี้ตอนที่เขาเดินเข้ามา เธอก็เริ่มรู้สึกตื่นตระหนกแต่ใบหน้ายังแสร้งทำเป็ปกติอยู่เฉกเช่นเดิม
“ท่านมู่ ที่แท้ก็มีลูกชายเก่งกาจถึงขนาดนี้เชียวนะ!”
จ้าวฝานยิ่งมองลูกเขยในอนาคตยิ่งทำให้พอใจเป็อย่างยิ่งในใจอยากจะให้กำหนดวันแต่งงานให้เร็วขึ้นรู้แล้วรู้รอดไป “ผมแนะนำหน่อย นี่ลูกสาวทั้งสองคนของผมครับ”
มู่อี้เฉินเวลานี้ถึงได้พบว่าที่แท้ในห้องยังมีเด็กสาวนั่งอยู่อีกหนึ่งคน เขามัวแต่ให้ความสนใจไปยังฝ่ายตรงข้ามจ้าวตงหานเพียงคนเดียว แทบจะไม่ได้สนใจใครเลยด้วยซ้ำ
จ้าวฝานชี้ไปที่ลูกสาวคนโตและแนะนำอย่างกระตือรือร้นว่า
“นี่เป็ลูกสาวคนโตของผม ท่านมู่เคยพบแล้วสินะครับพวกเธอทำความรู้จักกันหน่อยไป!”
จ้าวเซี่ยหน่วนทักทายอย่างว่าง่าย ใช้น้ำเสียงสดใสที่ใครๆ ฟังแล้วก็รู้สึกรื่นหูประทับใจ
“คุณลุงมู่ นายน้อยมู่ สวัสดีค่ะ”
ถ้าหากพิจารณาในมุมมองภาพลักษณ์ จ้าวเซี่ยหน่วนภายนอกดูอ่อนโยนทำให้ผู้พบเห็นเป็ที่พอใจทั้งการศึกษาและการเลี้ยงดูอบรมจากครอบครัวก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ามู่อี้เฉินมองด้านรูปร่างหน้าตานั้นสวยกว่าจ้าวตงหานที่อารมณ์ประมาณลูกสาวบ้านตระกูลใหญ่ทั่วๆไป
มู่อี้เฉินเพิ่งจะรู้ในตอนนี้ว่าบ้านตระกูลจ้าวมีลูกสาวสองคน
เขาเพียงพยักหน้าเบาๆ แต่เ็าและสร้างระยะห่างกับจ้าวเซี่ยหน่วนหลังจากนั้นเขาก็ลากสายตากลับไปที่หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างเธอ
“อ้อ ยังมีนี่ลูกสาวคนเล็กของผมครับ จ้าวตงหาน”
จ้าวฝานแนะนำต่อ แต่ทว่าคำพูดดูเหมือนไม่ค่อยใส่ใจ
“สวัสดีท่านทั้งสองค่ะ”
จ้าวตงหานสงสัยเล็กน้อย ไม่รู้ว่าทำไมแม่ของมู่อี้เฉินไม่ได้มาด้วยหรืออาจจะเป็เพราะบ้านของพวกเขาไม่จำเป็ต้องออกมาพร้อมหน้ากันก็ได้หรือไม่นะ?
เธอคิดแต่เพียงแค่อยากออกไปจากที่นี่ให้ไวที่สุดสายตาคมของมู่อี้เฉินทำให้ในใจเธอรู้สึกขนลุก ภายใต้การกดดันของชายหนุ่มทำให้เธอไม่อาจที่จะปฏิเสธได้
มู่อี้เฉินมองเธออย่างไม่ได้ตั้งใจ บังเอิญจริงครั้งแรกก็เจอกันในห้อง ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เจอกันในห้องอีกครั้ง
สายตาขยับเลื่อนไปมองต่ำลงมาที่ริมฝีปากของเธอ
เป็เพราะว่าวันนี้แต่งหน้า ริมฝีปากนั้นของเธอเป็ประกายฉ่ำน้ำอมชมพูอวบอิ่มทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงรสชาติอันหอมหวนในคืนวันนั้นจากริมฝีปากของเธอและร่างกายที่นอนระทวยให้คนได้หลงใหลไม่รู้ลืม
คิดถึงตรงนี้ริมฝีปากของเขาก็แห้งผากแต่สีหน้ายังคงราบเรียบอยู่เช่นเดิม
“เป็เกียรติที่ได้พบครับ คุณหนูจ้าวตงหาน”
ขนาดเพื่อนๆ รอบตัวเขายังบอกว่าเขาเป็พวกเ็าไร้อารมณ์คิดไม่ถึงเลยว่า่นี้ได้พบกับหญิงสาวที่ทำให้เขาอยากจะแกล้งขึ้นมาได้ถึงสองครั้งถ้าหากว่าครั้งแรกเป็เพราะฤทธิ์ยาที่ทำให้เขารู้สึก แล้วครั้งนี้ล่ะ จะเป็เพราะอะไรกัน?
จ้าวตงหานเห็นเขาแกล้งทำเป็ไม่รู้จักกันก็รู้สึกโล่งอก ถอนหายใจอย่างเงียบๆซึ่งเป็แบบนี้ก็ดีที่สุดแล้ว
มู่ป๋อเชาพูดเอ่ยชมสองพี่น้องนั้นอีกหลายประโยค แล้วจึงพูดต่อไปว่า “ที่แท้บ้านตระกูลจ้าวมีลูกสาวสองคนหรือนี่ผมไม่รู้มาก่อนเลยจริงๆ เซี่ยหน่วนเคยเจอมาแล้วแต่คนนี้สิจ้าวตงหานเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก ไม่ทราบว่าคุณหนูรองเรียนอยู่ต่างประเทศตลอดเลยใช่หรือไม่?”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ตงหานไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพวกเราแต่เป็เด็กกำพร้าที่พวกเราเก็บมาเลี้ยงจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าต่างหากละ”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็อย่างนี้นี่เอง”
ที่แท้เธอไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของจ้าวฝาน!
มู่อี้เฉินมองไปทางจ้าวตงหานเกิดระลอกความรู้สึกที่คาดเดาไม่ได้บางอย่าง ที่แท้ก็เป็ที่พูดมานี่เองแล้วคนตระกูลมู่ที่จะต้องแต่งด้วย...
จ้าวเซี่ยหน่วนเห็นบิดาตนเองกล่าวเปิดเผยความลับออกมาต่อหน้าตระกูลมู่ก็ได้แต่ขมวดคิ้วน้อยๆ ได้แต่ใช้มือปลอบประโลมน้องสาวอยู่ใต้โต๊ะแทน
เธอรู้ว่าพี่สาวไม่สบายใจแทนเธอ จ้าวตงหานก็ยิ้มขึ้น แสดงออกให้เห็นว่าตนเองสบายดี
จ้าวฝานนั้นพูดเื่จริง แล้วเหตุใดเธอต้องรับไม่ได้ด้วยล่ะ
เมื่อรู้จักกันครบทุกคนแล้ว บริกรก็รีบยกชาขึ้นเสิร์ฟบนโต๊ะ
“ไม่ทราบว่าสองพี่น้องตระกูลจ้าวชอบทำกิจกรรมยามว่างอะไรหรือไม่?”
มู่ป๋อเชาถามด้วยสีหน้าเจือแววใจดี
“วาดภาพค่ะ”
จ้าวเซี่ยหน่วนตอบอย่างน่ารัก
“หนูไม่มีอะไรที่ชอบเป็พิเศษค่ะ”
จ้าวตงหานคิดจริงๆ แล้วท่านประธานใหญ่มู่ตั้งใจจะถามพี่สาวของเธอต่างหากละดังนั้นเธอไม่จำเป็ต้องตอบคำถามอย่างจริงจัง
ั้แ่เล็กจนโตทุกครั้งเวลาออกพบแขกพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งบ้านเธอมักจะเป็คนติดสอยห้อยตามพี่สาวมากกว่า ก็เพียงเพื่อให้พี่สาวมีตัวตนเท่านั้น
อาจเป็เพราะเธอไม่ใช่คนที่ชิงดีชิงเด่นดังนั้นสองสามีภรรยาตระกูลจ้าวจึงเก็บเธอเอาไว้เสียมากกว่า!
พูดกันไปพูดกันมาอยู่หลายประโยคจ้าวฝานเก็บสายตาจากใบหน้าของมู่อี้เฉินและกล่าวกับมู่ป๋อเชาว่า “ท่านมู่ ท่านมู่ได้เจอเซี่ยหน่วนมาแล้วหลายครั้งท่านมู่คิดว่าเราควรจะกำหนดวันแต่งงานของเด็กทั้งสองเลยดีไหมครับ?”
“พ่อครับ สรุปใครเป็คู่หมั้นของผมกันแน่?”
ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกแปลกๆ มู่อี้เฉินที่อดทนไม่ไหวจึงเอ่ยถามบิดาของตัวเอง
มู่ป๋อเชาตอบทันทีว่า
“จ้าวเซี่ยหน่วนไง! เป็ไงพ่อไม่ได้โกหกแกใช่ไหมล่ะ? ทั้งสวยทั้งนิสัยดีด้วยใช่หรือไม่?”
ที่แท้!
แววตาของมู่อี้เฉินค่อยๆ มืดสนิทลง คล้ายกับดาบคมกริบที่กำลังบาดแทงเข้าไปทางจ้าวตงหาน
ได้ยินคำตอบของมู่ป๋อเชาขนาดเหลิ่งคุนที่ยืนอยู่ด้านหลังของเขาก็ชะงักทันที ในใจพลางคิดว่า แย่แล้ว!
รู้สึกเหมือนมีสายตาที่จ้องจะกินเืกินเนื้อมองมาจากตรงข้ามจ้าวตงหานก็ได้แต่เพียงแค่เล่นาเย็นไปตามน้ำ
แต่พอถึงเวลาเธอมองกลับไปทางมู่อี้เฉินกลับพบว่าเขากำลังดื่มชาอย่างสบายอารมณ์ ทั้งคิ้วและขนตามองต่ำลงอย่างสงบนิ่งปกติ
จ้าวตงหานนั่งพลางคิดว่าหรือเป็เพราะเธอคิดไปเองกันนะ?
******ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/90ce161da221886d696d6570951463b2
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่หนีรักร้ายท่านประธานเ้าเล่ห์ที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #หนีรักร้ายท่านประธานเ้าเล่ห์ #readAwrite ด้วยน้า