The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 93 บิดาของท่านได้ตายไปแล้ว

            สงครามสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วทุกที่ ขอเพียงแค่มีความขัดแย้งเป็นสารตั้งต้นทางความคิด แม้ภายนอกจะให้เหตุผลถูกผิดเป็นร้อยเปลี่ยนพันแปร แต่ภายในก็แค่หาข้ออ้างทำสงคราม ต้องการฉกชิงดินแดนของผู้อื่นมาเป็นของตน ชาวคัมเบียเองก็เช่นกัน พวกมันไม่สนใจว่าผู้อื่นจะคิดเห็นเป็นเช่นไร ทำตามคำสั่งของวรมันที่ 2 อย่างจงรักภักดี ไพร่พลนับล้านนายเคลื่อนที่ยกทัพเข้ามาใกล้ ด้วยข้ออ้างที่บอกว่า นายน้อยแห่งวังมรณะสาบสูญได้ดูหมิ่นเทพีของพวกมัน



            การทำศึกของอีกฝ่ายนั้นไม่ธรรมดา ตลอดเวลาที่กองทัพแห่งคัมเบียได้เคลื่อนพลผ่าน พวกมันก็กล่าวถึงข่าวลือมากมายจนร่ำลือกระจายไปทั่ว เป็นการสาดโคลนป้ายสีให้ชายหนุ่มกลายเป็นผู้อยู่นอกรีต กล่าวหาว่าชายหนุ่มนั้นนับมือในมารราคะ ชมชอบการเสพสมแบบวิตถารหน้าไม่อาย มิเนอร์วาเองก็ไม่ได้ออกมาปฏิเสธหรือตอบโต้กับสิ่งไร้สาระดังเช่นคำคน หลังจากเตรียมตัวทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มก็เดินทางมายังหอคอยไม้ที่สร้างเป็นทรงสูงแห่งหนึ่ง ที่มีเฟรเกีย และเหล่าระดับสูงจากวังมรณะสาบสูญ ยืนรออยู่



            มิเนอร์วาเดินยืดอกเข้าไปไม่เร่งร้อน เขาทำความเคารพทักทายทุกคนอย่างถ่อมตัว ชุดสูทสีดำรัดรูปได้อวดโอ่ในสัดส่วนอันกำยำ ทำให้บุคลิกนี้ของชายหนุ่มได้เป็นที่จดจำของทุกคน เมื่อก้าวย่างมาจนอยู่แถวหน้าสุดก็นั่งลงทำสมาธิบนเบาะผ้าข้างล่างเฟรเกียที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ไม้ ทุกคนต่างก็มีความคิดเป็นของตัวเอง พวกมันเลือกที่จะเงียบไม่ส่งเสียงใดออกมา แต่ส่วนใหญ่แล้วล้วนติดต่อกันผ่านทางพลังวิญญาณ ในระยะที่ใกล้กันการสื่อสารผ่านพลังวิญญาณนั้นสามารถทำได้อย่างง่ายดาย มิเนอร์วาเองก็ไม่ส่งเสียงใด นั่งลงได้ก็หลับตาทำสมาธิไม่สนสายตาผู้ใด



            ตั้งสติให้ปกคลุมไปทั่วห้วงจิต บังคับความคิดที่พลุ่งพล่านกระจายตัวให้ร้อยเรียงรับรู้ในสติ จิตเพ่งไปที่สายลมเย็นที่อยู่รอบๆ ตัว สัมผัสกำหนดว่าสิ่งนี้นั้นคือลม ปุจฉาหาคำตอบกับตัวเองอีกครา วิสัชนาจึงขานตอบให้กระจ่างในกังขา อันสายลมที่รูปไร้กายานี้ หากควบคุมให้ดีก็จะตัวเบาหวิวดั่งอากาศ ที่ใดไร้สายลมก็เรียกหาได้ตามใจ จิตจึงอธิษฐานให้เกิดเป็นวายุปะทุคลั่ง และรับสัมผัสกับสายลมโหมนี้อย่างจริงจัง ไม่สนใจในสายตาตกตะลึงจากรอบด้าน แม้แต่เฟรเกียที่นั่งอยู่สูงขึ้นไปก็ยังต้องหรี่ตามองอย่างเงียบๆ ชายหนุ่มนั่งสงบจิตใจปรับอารมณ์ให้นิ่ง เพ่งอารมณ์จนจิตประณีตเกิดเป็นสมาธิ จึงกำหนดลมหายใจให้อยู่ที่ปลายจมูก และริมฝีปากบน ภายในใจก็กำหนดจิตตั้งมั่น ภาวนาไปตามห้วงสติที่มองเห็นสายลมพัดสัมผัสกาย



            ‘วาโย… กสิณัง…’



            วาโยเมื่อหายใจเข้ารู้ กสิณังเมื่อหายใจออกรู้ จนกระทั่งชัดแจ้งในลักษณะ ว่าสั้นรู้ ยาวรู้ บ้างเบา บ้างหนัก เมื่อจิตใจเริ่มสงบจึงละทิ้งซึ่งวาโยกสิณัง เพ่งจิตทั้งหมดไปที่ลมหายใจเพียงเท่านั้น เกิดเป็นความปีติสุขอย่างหาได้ยาก สุขนั้นไม่เที่ยงหากก่อเกิดขึ้นได้ ย่อมมีเวลาที่จะสลายได้เป็นธรรมดา ความปีติสุขนี้เองก็เกิดขึ้นได้ไม่นาน ร่างกายของชายหนุ่มที่นั่งหลังตรงก็เริ่มรู้สึกชาเหน็บ เกิดเป็นความทุกข์รูปแบบหนึ่งขึ้นอีกครา แต่เมื่ออุเบกขาแล้วจึงปล่อยวางทำใจให้สงบได้ไม่ยาก



            มิเนอร์วาเลือกที่จะไม่สนใจปล่อยวางซึ่งอารมณ์ กำหนดไว้ซึ่งกองลมที่กระทบภายในกายทั้งปวง เห็นอาการของการกระทบกันระหว่างลมหายใจกับกายหยาบ กายหยาบเริ่มรู้สึกเบาลง ลมหายใจเองก็เบาตาม อาการปวดเมื่อยและสัมผัสรู้ทางกายเองก็เริ่มลดถอยลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นกองลมทั้งปวงสงบก็รับรู้ จิตรู้รูป จึงปล่อยวางรูปขันธ์ลง จนกระทั่งไร้ความรู้สึก จึงปล่อยวางวิญญาณขันธ์ลง ไร้อารมณ์ที่สับสน



            มิเนอร์วานั่งหลับตาโดยที่มีสายลมโหมพัดล้อมรอบ ส่งผลให้ผู้ที่ได้มองมารู้สึกศักดิ์สิทธิ์นัก สายลมนี้รุนแรงจนเฟรเกียต้องใช้พลังมรณะสาบสูญบดบังให้หายไป เป็นดั่งผนึกตัดขาดร่างของชายหนุ่มออกจากโลกภายนอก เขาพยายามเข้าถึงให้ได้ซึ่งความว่างเปล่าเช่นกาลครั้งก่อน แม้จะยังมีสติรับรู้ได้ซึ่งลมหายใจที่เคยเพ่งอยู่ แต่จิตใจกลับไม่ได้ว่อกแว่กจนเสียสมาธิ



            ในขณะที่กำลังจะเข้าถึงซึ่งความสงบว่างเปล่าที่ยากจะจินตนาการ ในจังหวะที่ทุกสรรพเสียงรอบด้านกำลังจะหายไป สรรพสิ่งมากมายที่กำลังจะเคยหายไป ก็หมุนทวนหวนย้อนกลับ ทำให้ชายหนุ่มต้องลืมตาขึ้นมา สัมผัสรับรู้ทั้งหมดกลับมาเป็นปกติ ไม่อาจเข้าสู่สภาพไร้ตัวตนที่เหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับการหยั่งรู้ และทำความเข้าใจซึ่งความเป็นไปของวาโยกสิณ



            สายลมที่หมุนวนจนทั่วร่างได้สงบหายไป อากาศรอบด้านที่สั่นไหวก็กลับเป็นความว่างเปล่า ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างเสียดาย กาลเวลานี้เป็นสิ่งอันเร้นลับ เมื่อไหลแล้วย่อมไม่อาจหยุดได้โดยง่าย กาลเวลานั้นไม่ชมชอบรอคอยในผู้ใด มันจะไหลต่อไปอย่างต่อเนื่องตามที่สมควรจะเป็น มิเนอร์วาเองก็เข้าใจในกาลเวลานี้อย่างจำกัด ก้าวย่างย่อแผ่นดินของร่างปฐวีนั้น ก็มีรากฐานที่พัฒนามาจากการก้าวผ่านกาลแห่งพุทธะนี้ ทำให้เวลาปัจจุบันตรงนี้สลับกับเวลาปัจจุบันอีกแห่งหนึ่ง นั่นจึงเป็นเหตุให้มิเนอร์วาผลุบโผล่เดินทางได้ไวนัก ความเร็วแทบจะเทียบได้เท่ากับครึ่งเทพ



            “แสนรู้ดีนัก! จะให้เวลาข้าอีกสักหน่อยก็ไม่ได้ น่าเสียดายร่างวาโยกสิณกำลังจะถือกำเนิดอยู่แล้วเชียว เจ้าเป็นหนี้ข้าแล้วราชาแห่งคัมเบีย…”



            ชายหนุ่มพึมพำเสียงเบา จ้องมองออกไปในสถานที่ห่างไกล เมื่อทอดตาออกไปจะมองเห็นเงาดำกลุ่มใหญ่ที่กำลังเคลื่อนเข้ามา เงาดำนี้ยาวเป็นแถวเรียงเป็นหน้ากระดาน อีกทั้งบนท้องฟ้าก็มีอินทรีเกล็ดเพชร และอินทรีเกล็ดศิลาหลายตัวตีปีกบินอยู่ ทั้งสองฝ่ายต่างก็มองเห็นกันและกัน ตลอดเขตแนวกำแพงเมืองล้วนเต็มไปด้วยไดนาไมต์ที่ลวงตา อีกทั้งยังทอดยาวออกไปเป็นพรมกว้าง จะเรียกว่าเป็นพื้นที่สังหารขนาดใหญ่ก็ไม่ผิดนัก



            เพื่อการทั้งหมดนี้ชายหนุ่มถึงกับต้องทุ่มออกด้วยทรัพย์สินส่วนตัวเกือบครึ่งหนึ่ง มีหลายคนที่คิดอยากยอมแพ้เมื่อได้เห็นขนาดกองทัพของคัมเบีย เป็นเพราะสูญเสียกองกำลังที่เคยมีส่วนหนึ่งให้กับสงครามอันโง่เขลาที่พลายัตสร้างขึ้นมา อีกทั้งยังมีไม่น้อยที่ตายลงเมื่อครั้งเปิดศึกกับแทนลายัสอย่างเต็มรูปแบบ เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้มีจิตใจอ่อนแอจะอ่อนไหวได้ง่าย ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมสั่นไหวของพลังวิญญาณจากผู้คนโดยรอบ มีเพียงเฟรเกีย และเหล่าอาวุโสระดับต้นๆ เท่านั้นที่ยังนั่งนิ่งเงียบ



            “กล่าวกันว่า… บุปผาเพลิงมักเบ่งบานบนลานดิน ใช้ชีวินจำนวนมากเป็นอาหาร พวกท่านเคยเห็นบุปผาเช่นที่ข้ากล่าวมาหรือไม่?”



            ชายหนุ่มยกยิ้มแล้วพูดขึ้นอย่างช้าๆ เสียงนี้ดังขึ้นอย่างแจ่มชัดที่ข้างใบหูของพวกมัน ราวกับมีพรายมากระซิบเป็นเสียงที่แต่ต่างกัน มีทั้งเสียงทุ้มของบุรุษ บ้างก็ได้ยินเป็นเสียงสตรีที่แหบพร่า มิเนอร์วาพูดขึ้นหนึ่งคำ สรรพเสียงก็พูดตามหนึ่งคำ ผู้คนมากมายต่างก็ทำหน้าตื่นตระหนกขนลุกให้กับความว่างเปล่ารอบกาย เฟรเกียเองก็พอจะสัมผัสได้จากใบหน้าเหยเกของเหล่าอาวุโสท่านอื่น อาจจะเป็นเพราะเสียงที่เฟรเกียได้ยินนั้นเป็นเสียงของมิเนอร์วา ตัวมันจึงเลือกปล่อยผ่านไม่เอ่ยพูดสิ่งใดออกมา



            เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างก็มองกลับมา รวมสายตาทั้งหมดมาที่ชายหนุ่ม รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏขึ้นที่ใบหน้าของชายหนุ่ม ดวงตามรกตคู่นี้ยังคงหนักแน่นเชื่อมั่นในตัวเองไม่เปลี่ยนแปลง ไม่สั่นคลอนให้กับเรื่องร้ายใด ไม่หวั่นไหวให้กับภัยที่เข้าใกล้ตัว มิเนอร์วาก้มหัวให้เฟรเกียที่นิ่งเงียบหนึ่งที เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพยักหน้าอนุญาต มิเนอร์วาก็จ้องมองเขาไปยังดวงตาของทุกคนรอบหนึ่งแล้วพูดต่อ ด้วยต้องการเรียกขวัญกำลังใจให้แก่ผู้คนที่อ่อนไหวในยามนี้



            “อย่างที่พวกท่านได้มองเห็น กองกำลังของพวกเขามีมากนัก ไพร่พลที่ยกทัพมานี้ก็มีนับล้านคน ข้าไม่อาจพูดได้ว่าจะรักษาอาณาจักรแห่งนี้ให้อยู่รอดจนปลอดภัย แต่ข้ากล้าพูดอย่างไม่อายฟ้าไม่กลัวคำสาปใดได้เลย ว่าสิ่งของข้า ข้าจะปกป้องมันอย่างสุดความสามารถ และตลอดชั่วชีวิตของข้า หลักการในข้อนี้ได้ทำให้ศัตรูมากมายต้องกลายเป็นวิญญาณ ถูกข้าสะกดทรมานอยู่ในนี้ ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นในอนาคต หวังว่าพวกท่านจะเลือกชื่อในแผนของข้า ข้าขอเอาศีรษะของตัวเองเป็นประกัน ว่าศึกครั้งนี้กรุงซัลวาโตเรจะยังคงอยู่ และในวันข้างหน้าอาณาจักรคัมเบียจะต้องชดใช้อย่างสาสม เชิญรับชมละครลิงเรื่องตรงหน้านี้ให้ดีเถิด…”



            ผู้คนมากมายต่างนิ่งเงียบไม่ตอบรับในคำใดจ้องมองไปยังตุ๊กตาฟางในมือของชายหนุ่ม เลือกที่จะพยักหน้าอย่างเชื่อใจ แม้จะไม่ได้ทำให้รู้สึกฮึกเหิมในการสงคราม แต่ก็รู้สึกปลอดภัยเป็นอย่างมาก ดั่งเช่นสรรพสัตว์ได้ค้นพบต้นไม้แห่งชีวิต ได้มีหลักพึ่งพิงบังลมแดด แน่นอนว่าพวกมันเองก็หวงแหนถิ่นของตัวเอง เป็นที่แน่นอนว่าจะเชื่อใจในกันและกัน จะทุ่มจนสุดตัวเพื่อปกป้องภัยจากเหล่าแมลงร้ายที่เข้ามารุกราน พวกมันเลือกเดินทางมาตามทุ่งโล่งอย่างโจ่งแจ้ง กรีธาทัพบุกเข้ามาอย่างห้าวหาญทรงพลัง มีทั้งทหารราบ พลธนู และอัศวินบนหลังม้า ธงรูปปราสาทสีทองโบกสะบัดปลิวไปมา



            “จงประกาศออกไปว่านับแต่วันนี้ กรุงซัลวาโตเรจะเริ่มต้นทำสงครามแล้ว หากผู้ใดต้องการจากไปให้เดินทางไปทิศอื่น พื้นที่ฝั่งตะวันออกจะถูกใช้ทำสงครามต้านข้าศึก!”



            เฟรเกียสั่งให้คนประกาศออกไป ว่าสงครามกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว แผ่นดินค่อยๆ สั่นเพราะการย่ำเดินพร้อมกันของผู้คนจำนวนมาก เสียงเฮโลดังลั่นขึ้นมาทีละน้อย จนกระทั่งกู่ก้องร้องดังลั่น กองทัพแห่งคัมเบียยิ่งมายิ่งเคลื่อนพลเข้ามาใกล้มากขึ้น จากนั้นก็หยุดลง ตั้งค่ายพักเหนื่อยอยู่ไกลออกไป อินทรีเกล็ดเพชรและอินทรีเกล็ดศิลาต่างก็ลงจอดยืนอยู่ในที่โล่งแจ้งด้านข้าง จากนั้นไม่นานก็เห็นเงาร่างหนึ่งแยกตัวพุ่งเข้ามาหาเพียงลำพังอย่างใจกล้า



            รออยู่เพียงไม่นาน มิเนอร์วาก็แสยะยิ้มเย็นทันทีที่ได้เห็นผู้ที่เข้ามาหา มองออกไปดังเช่นมองเห็นตัวตลกผู้หนึ่ง เจ้าบันทายคนนี้ช่างโง่เขลาเป็นถึงทูตประจำอาณาจักร แต่ไม่รู้จักในเรื่องของสันติบ้างหรือไร เอะอะไม่พอใจก็ยกทัพชิงดินแดน ด้วยเหตุเช่นนี้เองชายหนุ่มก็ไม่มีอะไรจะคุยกับอีกฝ่ายอีก พวกมันอยากจะทำอะไรก็ทำ แต่ต้องไปทำที่อื่น ซึ่งไม่ใช่ที่กรุงซัลวาโตเรแห่งนี้ เป็นเพราะพวกมันต้องการเดินผ่านเพื่อไปอาณาจักรเลวา จึงต้องการยึดดินแดนนี้ ช่างเป็นเหตุผลที่เอาแต่ใจสิ้นดี



            บันทายพุ่งตัวมาหยุดลงไม่ไกลจากหน้ากำแพงเมือง มันเงยหน้าขึ้นสูงมองไปยังสิ่งแปลกตา มันเห็นหอคอยที่สูงล้ำตั้งตระหง่านอย่างเด่นชัด จากนั้นก็หรี่ตาจ้องมองสำรวจไปที่ทุกคนอยู่ครู่หนึ่ง มันส่งสายตาอาฆาตทันทีที่เห็นมิเนอร์วา ยิ่งได้เห็นอีกฝ่ายขยำมือเลียอากาศ บันทายยิ่งโมโหหนวดเคราชี้ชูเพราะโทสะ มันพยายามระงับอารมณ์แล้วทำความเคารพเฟรเกียอย่างใจเย็น



            “องค์ราชาวรมันที่ 2 นั้นช่างเมตตา ทั้งๆ ที่ข้าในฐานะทูตแห่งคัมเบียถูกทำให้อับอาย พระองค์ก็ยังคงไม่คิดจะเอาผิดกับพวกท่าน ไม่ถือสาเอาความกับเด็กน้อยรุ่นหลังผู้หนึ่ง มอบหน้าที่ให้ข้านำโอกาสนี้มามอบให้อีกครั้ง จงส่งมอบอาณาจักรทั้งหมดให้แก่คัมเบียเสียแต่โดยดี โลหิตของผู้บริสุทธิ์จะได้หยุดหลั่งไหลโดยเปล่าประโยชน์เสียที องค์เหนือหัวให้เวลาคิดเพียงหนึ่งวันเท่านั้น พรุ่งนี้เวลานี้จะมาเอาคำตอบ… ขอตัวลา”



            “จะรีบไปไหนกัน ท่านบันทาย สุราหวานจอกที่แล้วข้ารินให้ท่านก็ดื่มไม่หมดจอก ดูเหมือนเสียงเตือนที่ข้าเคยบอกท่านให้จดจำจะไม่มีประโยชน์ เช่นนั้นก็ช่างมันเถิด ข้าเองก็อยากลองกดขี่งูสตรีดูบ้างเช่นกัน หากองค์ราชาของท่านต้องการคำตอบ เช่นนั้นข้าก็ขอฝากพูดนี้ให้เขาหน่อยก็แล้วกัน จะทำการเจรจายกดินแดนก็ต้องให้องค์ราชามาเจรจาเอาไปเอง พวกข้าอยู่ตรงนี้แล้ว เข้ามาพูดเอาไปสิ”



            “สามหาว! เด็กน้อยเจ้าคิดว่าตัวเองเลิศล้ำสามารถสู้รบกับผู้คนนับล้านได้หรือไรกัน? เห็นแบบนี้แล้วยังกล้าปากดีอีก ข้านับถือในความโง่เขลาของเจ้าเสียจริง ท่านเฟรเกียเองก็คงจะมืดบอดด้วยเช่นกันสินะ ถึงได้ยังคงนิ่งเงียบให้เด็กไร้หัวนอนปลายเท้าผู้หนึ่งออกหน้าให้ หึ! แต่ก็เอาเถิดพรุ่งนี้ข้าจะกลับมาเอาคำตอบ ชีวิตของพวกเจ้าก็ไปตัดสินกันเอาเอง”



            บันทายสะบัดหน้าหมุนตัวเตรียมจากไปอีกครั้ง แต่แล้วมันก็ต้องรู้สึกเย็นสันหลังวาบ รีบหมุนตัวกลับมาจ้องมองมิเนอร์วาที่ยังคงนั่งยิ้มอยู่ที่เดิม สัญชาตญาณเอาตัวรอดกู่ร้องจนดังก้อง บันทายรู้สึกได้ถึงความไม่ปลอดภัย ที่ก่อนหน้านี้ไม่อาจสัมผัสได้อย่างเด่นชัด มันมองซ้ายแลขวาไปรอบด้านแต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด เส้นขนทั่วร่างต่างก็รุกเกลียว มันหรี่ตาจ้องมองไปที่มิเนอร์วาอย่างระแวดระวัง ไม่กล้าขยับกายมั่วเพราะไม่รู้ว่ามีอันตรายใดกันแน่ที่ซ่อนอยู่



            “เจ้าเป็นบุตรของข้า และข้าคือผู้นำแห่งวังมรณะสาบสูญคนปัจจุบัน เขากล้าลบหลู่เจ้าซึ่งเป็นนายน้อยแห่งวังมรณะสาบสูญ เรื่องนี้เจ้าเป็นผู้ก่อเช่นนั้นก็จงจบปัญหานี้เสียแต่โดยเร็วเถิด”



            เฟรเกียเอ่ยบอกแก่ผู้เป็นบุตรด้วยน้ำเสียงเนิบช้า บันทายเองก็คลายความระวังลงเมื่อได้ยินสิ่งที่เฟรเกียเอ่ย มิเนอร์วาก้มหัวรับคำสั่งแล้วแสยะยิ้มอย่างเยือกเย็น จ้องมองไปยังบันทายด้วยแววตาเย็นชาราวกับมองปลาตาย พลังวิญญาณของชายหนุ่มได้เริ่มหมุนโคจร กลิ่นอายอันศักดิ์สิทธิ์ที่กระจายออกมาจากร่าง ต่างก็พาให้ผู้คนที่สัมผัสได้รับรู้ถึงความเท่าเทียมไม่แบ่งแยก เกิดเป็นการควบรวมเปล่งออกไปเป็นภาษาโบราณห้าคำ คลื่นความผันผวนสั่นไหวปกคลุมร่างของบันทายทั้งหมดไว้



            “ปิ ตา เต มะ โต”



            วาจาสิทธิ์อันชอบธรรมพรของเผ่าผู้พิทักษ์โชคชะตาทิศตุลย์แห่งทวีปเหนือนั้นไม่ธรรมดา วาจาเพียงห้าคำนี้คือกุญแจที่ชายหนุ่มได้เข้ารหัสไว้ เป็นดั่งรหัสปลดล็อกให้วาจาสิทธิ์นี้สำแดงฤทธิ์ บันทายร่างกายสั่นไหวรู้สึกได้ว่าสรรพสิ่งรอบกายนั้นเคลื่อนที่ช้าลงอย่างกะทันหัน แต่ในความเป็นจริงนั้นเป็นเพราะมีขีดจำกัดอันเร้นลับมากดพลังครึ่งเทพของทูตผู้นี้ลง จึงไม่แปลกที่มันจะรู้สึกไม่ชินกับความเปลี่ยนแปลงนี้



            บันทายรู้สึกมึนงงอยู่ชั่วครู่ใหญ่ ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะรู้สึกตัวได้ เสียงของทั้งห้าคำนี้ได้กังวานเต้นอยู่ในโสตประสาทของมันอย่างเด่นชัด ทูตแห่งคัมเบียสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่เข้ามาจ่ออยู่รอบลำคอ มันตกใจทะลึ่งร่างกระโดดหนีอย่างไม่คิดชีวิต แม้จะมองไม่เห็นในสิ่งใด แต่มันเชื่ออย่างสุดใจว่าอันตรายได้เข้ามาเยือนแล้ว มิเนอร์วายกยิ้มเอ่ยพูดส่งเสียงให้ไล่ตามหลังของอีกฝ่ายไปอย่างสนุกสนาน



            “เมื่อบิดาของท่านได้ตายไปแล้ว เช่นนั้นท่านก็ตายตามเขาไปเถิด ฮ่าๆ ๆ ๆ”



            เมื่อสิ้นเสียงของชายหนุ่ม ปรากฏเป็นลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นเด็กหลายลูกหมุนวนอยู่ทางด้านหลังของมิเนอร์วา ร่างเตโชกสิณสำแดงเดช หมุนควงลูกไฟให้รวมตัวแล้วกระจายออกเป็นวงกว้าง พุ่งไปที่ใดที่นั่นก็ระเบิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไดนาไมต์จำนวนมากที่ฝังพรางตาไว้ถูกจุดปะทะขึ้นหลายสิบลูก แรงระเบิดได้บีบอัดอากาศจนร่างของบันทายที่หลบหลีกอยู่ต้องปลิวหวือ หนวดเคราที่เคยดกดำของบันทายได้แหว่งหายไปเกือบครึ่งคาง ใบหน้ามอมแมมเปื้อนฝุ่นดินอย่างน่าสงสาร



            ทูตแห่งคัมเบียกรีดร้องไปตลอดทางที่หนี แต่เสียงระเบิดนี้ย่อมดังมากจนกลบเสียงสิ้นหวังของมันอย่างเลือดเย็น ร่างของครึ่งเทพนั้นไม่ธรรมดาก็จริงอยู่ แต่ถ้าโดนโจมตีอย่างรุนแรงซ้ำหลายครั้งก็สามารถบาดเจ็บได้ กายของครึ่งเทพถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของกายมนุษย์ ยังอ่อนแอและสามารถทำลายลงได้ไม่ต่างจากกายของชาวบ้านธรรมดา อาศัยว่ามีความพิเศษอยู่สักหน่อย จึงทนทานอยู่บ้างก็เท่านั้น



            กองทัพแห่งคัมเบียที่พึ่งตั้งค่ายได้ไม่นานก็ตื่นตัว ทันทีที่พวกมันได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น กลองศึกก็ลั่นรัวเป็นจังหวะ เหล่าทหารมากมายต่างก็ตกใจกับเสียงตูมตามนี้ ไดนาไมต์ลูกแล้วลูกเล่าที่ปะทุแตกตัวออกได้ทำให้ร่างกายของบันทายนั้นบอบช้ำมากเสียเหลือเกิน แม้จะยังคงไม่ตกตายไปโดยง่าย แต่สภาพก็โชกเลือดดูไม่ได้อุจาดสายตานัก มันยังคงดิ้นรนหนีอย่างสุดความสามารถ ต้องการลากพาร่างที่บาดเจ็บกลับไปยังกองทัพที่ตั้งค่ายรออยู่ แต่มีหรือที่มิเนอร์วาจะยอมให้มันหนีไปได้ ลุกขึ้นยืนได้ร่างก็กะพริบวาบแล้วหายไป ปรากฏตัววิ่งไล่ตามมาทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเอ่ยพูดเสียงเยือกเย็นน่าขนลุก ราวกับเป็นคำสาปร้ายที่กำลังจะตามไปหลอกหลอน



            “หากไม่มาก็แล้วไปเถิด แต่ในเมื่อมาแล้วก็นอนมันเสียที่นี่ย่อมดีกว่า…”



    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน