เมิ่งฝานรีบลุกขึ้นแล้วเข้าไปพยุงซินหลันทันทีเมื่อเขาลองััร่างกายของมารดาเพื่อตรวจสอบจึงพบว่าภายในร่างกายของซินหลันมีความเย็นผิดปกติคล้ายว่าโรคหานซางจะรุนแรงยิ่งกว่าเดิมก็ไม่ปาน
“ท่านแม่ เหตุใดอาการของท่านจึงได้กลับมาหนักเยี่ยงนี้อีกเล่าขอรับ?”
ซินหลันเงยหน้าขึ้นฝืนยิ้มส่งไป ทว่าที่มุมปากของนางกลับมีเืปรากฏแต่ถึงกระนั้นก็ยังคงเอ่ยเสียงเบา “ไม่เป็ไร คงเป็เพราะ่นี้แม่เก็บสมุนไพรเยอะไปหน่อยร่างกายจึงอ่อนแอ”
เมิ่งฝานชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะตระหนักได้ว่าตนเองได้มองข้ามบางอย่างไป ในยามที่เขาฝึกบำเพ็ญตนอย่างหนักมารดาที่้านำสิ่งต่างๆไปแลกเป็เหรียญทองคำก็ต้องออกไปเก็บสมุนไพรที่เขาเยียนหลาง โดยออกไปั้แ่ยามเช้าตรู่แล้วกลับบ้านในยามพลบค่ำเช่นเดียวกันด้วยเหตุนี้จึงทำให้ร่างกายทรุดหนัก
พืชวิเศษระดับสองต้นหนึ่งสามารถระงับโรคหานซางในร่างกายของซินหลันได้ก็จริงแต่โรคร้ายนี้อยู่ในร่างกายของซินหลันมานานจนลุกลามถึงกระดูกหากไม่ได้พืชวิเศษที่แท้จริงนางก็ไม่อาจหายขาดจากโรคร้ายนี้ได้
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเมิ่งฝานก็กัดฟันแน่น แล้วเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง “ท่านแม่ ท่านไม่ต้องห่วงขอรับหากได้เป็อันดับหนึ่งในการประลองของหมู่บ้านจะได้รับหินโลหิตเป็รางวัลข้าจะต้องได้มันมาแน่นอน!”
เมื่อเห็นสีหน้าที่แน่วแน่ของเด็กหนุ่มทำให้สตรีวัยกลางคนยกยิ้มขึ้นมานางเอ่ยให้กำลังใจ “อันดับหนึ่ง? ดี ถ้าอย่างนั้นแม่จะรอ!”
แม้ว่าลึกๆ ในใจแล้วซินหลันไม่ได้เชื่อมั่นอย่างนั้นแต่ในฐานะมารดาก็หวังว่าบุตรชายจะประสบความสำเร็จเพียงได้ยินเมิ่งฝานเอ่ยอย่างมั่นใจถึงเพียงนี้ก็ทำให้ซินหลันดีใจอย่างยิ่งแล้ว
หลังจากพยุงมารดาเข้าไปในห้อง เมิ่งฝานจึงกลับไปที่ห้องของตนเอง
เด็กหนุ่มนั่งอยู่ในห้องอย่างเงียบงันเขารู้ดีว่าภาระหน้าที่บนบ่าของตนเองไม่ใช่สิ่งที่สามารถรับมือได้ง่ายๆหาก้าโดดเด่นในการประลองของหมู่บ้านและสยบคนอื่นได้นั้นเป็สิ่งที่เมิ่งฝานเคยไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงแม้ยามนี้เมิ่งฝานจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับการประลองของหมู่บ้านแค่เหลยหู่กับเหลยเป้าสองคนก็นับว่าเป็ปัญหาใหญ่แล้วเพราะพวกเขาก็เสมือนกับพยัคฆ์ระดับเจ็ดที่คอยกีดขวางเส้นทางไม่ให้ก้าวเดิน
ทั้งยังมีกู่ฉิงผู้ที่ได้รับฉายาว่าเป็อัจฉริยะแห่งหมู่บ้านอูเจิ้นอยู่ด้วยพลังของเด็กสาวมุทะลุผู้นั้นแข็งแกร่งอย่างมากเลยทีเดียว
เมื่อคิดได้เช่นนี้เมิ่งฝานก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเจื่อนเพราะดูคล้ายว่าโอกาสในการเป็ที่หนึ่งของตนเองมันช่างริบหรี่เสียเหลือเกินว่าแล้วเมิ่งฝานก็เอาลูกปัดสีดำออกมาเพื่อเตรียมตัวทำการฟื้นฟูพลังในร่างกายทว่าเมื่อนำมันออกมาเมิ่งฝานก็ต้องตกตะลึงเมื่ออยู่ภายใต้แสงจันทร์ลูกปัดเม็ดนี้ไม่ต่างอะไรกับก้อนหินธรรมดาแต่ในยามนี้เด็กหนุ่มกลับพบว่าที่ใจกลางของมันกลับมีดวงไฟเปล่งประกายอยู่ข้างใน
มันคือสิ่งใด?
เมิ่งฝานย่นคิ้วมองอย่างสงสัยเพราะเขาเองก็ไม่รู้ถึงความเป็มาของลูกปัดสีดำเม็ดนี้เลยแม้แต่น้อยเขาประคองมันขึ้นมาแล้วเคลื่อนพลังปราณเข้าไปเพื่อััถึงพลังภายในโดยตรง
เมื่อพลังปราณผสานตัวและหยุดอยู่เบื้องหน้าแสงในลูกปัดสีหน้าของเมิ่งฝานก็เปลี่ยนแปลงไปในทันใดเขารู้สึกราวกับว่าถูกจู่โจมอย่างรุนแรงทำให้มีขุมพลังที่บ้าคลั่งหลั่งไหลเข้ามาในหัวมันเ็ปเสียจนทำให้เมิ่งฝานแทบจะสลบ
“ให้ตายเถอะ นี่มันคือสิ่งใดกันแน่!”
เมื่อความเ็ปแล่นเข้ามา ใบหน้าของเมิ่งฝานก็บิดเบี้ยวไปทันทีกว่าเมิ่งฝานจะรู้สึกดีขึ้นก็ผ่านไปราวครึ่งก้านธูป แต่เมื่อเขาขยี้ตาตนเองก็พบว่าภายในหัวยังคงมีเสียงที่คล้ายกับสะเก็ดไฟแตกกระจายดังอยู่ไม่ขาดสาย
ความเ็ปเมื่อครู่ทำให้เมิ่งฝานไม่กล้าแตะต้องลูกปัดเม็ดนั้นโดยพลการเขาชะงักงันไปชั่วครู่ก่อนจะคว้าตัวการของความเ็ปทว่าในวินาทีต่อมาเมิ่งฝานก็ััได้ถึงผนึกพิเศษบางอย่างตามมาด้วยเสียงของพลังิญญาที่ดังขึ้นมา
“ช่วยข้าด้วย...คุณชายพลังของข้าในยามนี้สามารถสื่อสารกับท่านได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นท่านต้องเบิกสมุทรจิตเสียก่อนจึงจะสามารถสื่อสารกับข้าได้ตราผนึกนี้คือสิ่งที่ข้ามอบให้แก่ท่าน มันจะต้องมีประโยชน์เป็แน่!”
น้ำเสียงนี้น่าฟังยิ่ง แต่กลับขาดหายไม่ปะติดปะต่อแต่ถึงกระนั้นเมิ่งฝานก็รู้ว่ามันคือเสียงของสตรีนางหนึ่งที่ดังขึ้นมาในหัวของเมิ่งฝานอย่างเลือนรางแต่ก็คล้ายกับว่าไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนทำให้เมิ่งฝานสงสัยและชะงักงันไปชั่วครู่ว่าภาพผนึกเมื่อครู่เป็เพียงภาพลวงตาเท่านั้นหรือไม่
เขาคิดไม่ถึงว่าลูกปัดเม็ดนี้จะสามารถพูดภาษามนุษย์ได้!
ฝ่ามือของเด็กหนุ่มชะงักไปชั่วครู่แต่เมื่อเมิ่งฝานเคลื่อนพลังปราณเพื่อััถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก็พบว่าตนเองไม่สามารถสื่อสารกับลูกปัดเม็ดนั้นได้อีกแล้ว
เด็กหนุ่มครุ่นคิดพลางขมวดคิ้วเข้ม หากเมื่อครู่เป็เพียงภาพลวงตาเช่นนั้นเหตุใดเขาจึงรู้สึกเ็ปไปทั้งศีรษะหากมันไม่ใช่ภาพลวงตาย่อมหมายความว่าลูกปัดเม็ดนี้จะต้องมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ถึงขั้นที่ว่าอาจมีใครบางคนซ่อนอยู่ภายใน!
เมื่อคิดได้เช่นนั้นร่างกายของเด็กหนุ่มก็สั่นเทาการที่เขาไม่อาจััถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ได้อีกคงเป็เพราะพลังในร่างกายมีไม่มากพอเท่านั้นหากอิงตามคำบอกของสิ่งที่อยู่ในลูกปัดเมื่อครู่การที่จะสามารถสื่อสารกับมันได้อีกครั้งเขาจะต้องก้าวเข้าสู่ประตูแห่งขั้นหลอมปราณเพื่อให้มีพลังจิติญญาที่แท้จริง
สำหรับพลังจิติญญามนุษย์โดยทั่วไปแล้วมีพลังนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นต่อให้เป็ผู้บำเพ็ญพลังปราณในขั้นฝึกกายาก็ยังเบิกพลังนี้ได้เพียงไม่มากหาก้าใช้งานพลังจิติญญาได้อย่างแท้จริงจะต้องก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมปราณแล้วสร้างสมุทรจิตขึ้นมาเสียก่อนจึงจะสามารถเข้าถึงประตูแห่งความลี้ลับของพลังจิติญญาได้อย่างเต็มรูปแบบ
เท่าที่เมิ่งฝานรู้มานั้นบนแผ่นดินใหญ่มีผู้บำเพ็ญพลังปราณจนกลายเป็ยอดฝีมือจำนวนมากแต่ผู้ที่เข้าถึงและชำนาญในวิชายุทธ์แห่งพลังจิติญญากลับมีเพียงไม่กี่คน
เมื่อใดที่บรรลุขั้นฝึกกายาขึ้นไปก็จะสามารถเบิกสมุทรจิตขึ้นในสมองได้เมื่อถึงยามนั้นก็จะสามารถกักเก็บพลังจิติญญาได้เล็กน้อยและนั่นคือสิ่งที่ทำให้ขั้นฝึกกายาและขั้นหลอมปราณมีความแตกต่างกัน
เล่ากันว่าเมื่อใดที่สามารถสร้างสมุทรจิตขึ้นมาได้ก็จะทำให้สามารถััได้ถึงสรรพสิ่งทั้งหมดที่อยู่รอบตัวในระยะร้อยเมตรได้นับว่ามีส่วนช่วยเหลือในการบำเพ็ญตนและการต่อสู้ไม่น้อย
ดูเหมือนว่าหากเมิ่งฝานอยากติดต่อสื่อสารกับผู้ที่อยู่ในลูกปัดสีดำเม็ดนี้ก็จำเป็ต้องบำเพ็ญตนไปจนถึงขั้นหลอมปราณเสียก่อน
ขณะที่เมิ่งฝานกำลังครุ่นคิดพลันขมวดคิ้วเข้มเพราะในยามนี้เขารู้สึกว่ามีบางอย่างเพิ่มเข้ามาในหัวของตนเองและนั่นดูคล้ายจะเป็ผนึกที่ลูกปัดสีดำได้กล่าวเอาไว้เมื่อครู่
เป็ไปได้อย่างไรกัน!
เขาระงับความตกตะลึงเอาไว้ในใจแล้วใช้ดวงจิตในการพิจารณาผนึกที่ปรากฏขึ้นในหัวผนึกนี้เป็เหมือนเมล็ดพันธุ์ก็ไม่ปานเมื่อมันัักับดวงจิตของเมิ่งฝานก็ทำให้ร่างกายของเขาสั่นสะท้านแล้วสิ่งที่เหมือนบันทึกลึกลับก็หลั่งไหลเข้ามายังสมองของเขา
ผนึกที่ลอยเด่นอยู่ด้านหลังดวงจิตของเด็กหนุ่มเป็เหมือนตราสัญลักษณ์อย่างหนึ่งซึ่งยามนี้สมองของเมิ่งฝานยังไม่อาจรองรับพลังทั้งหมดของมันได้ทว่าแค่เขาััได้ถึงผลกระทบที่เกิดจากการปรากฏตัวของมันยิ่งทำให้มีความรู้สึกเคารพยำเกรงเกิดขึ้นในหัวใจเมื่ออยู่ต่อหน้าผนึกนี้เมิ่งฝานรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็เพียงมดตัวน้อยนิดตัวหนึ่งเท่านั้นพริบตาต่อมาพลังจิตของเมิ่งฝานก็ถูกตีกลับ
เมื่อลืมตาขึ้นเมิ่งฝานจึงเห็นว่าร่างกายของตนเองเต็มไปด้วยเหงื่อเสื้อผ้าบนตัวเปียกชุ่มพลันขมวดคิ้วเข้มเพราะบันทึกลับที่หลั่งไหลเข้ามาในสมองเริ่มฉายภาพจากจุดเริ่มต้นให้เขาได้รับรู้
“วิธีฝึกฝนขั้นฝึกกายา...ศิลาสลักลาย!”