หลังจากตกลงคบหาดูใจกับพี่คนงามไปแล้ว หนิงหนิงก็คิดว่าเขาคงจะไม่ว่างมาหานางเร็วนี้ๆ หรอก ทั้งที่มันควรจะเป็นเช่นนั้น แล้วเหตุใดใบหน้าหล่อเหลานั้นถึงได้มาปรากฏอยู่บนเตียงของนางได้กันละ?
“หนิงเอ๋อร์อรุณสวัสดิ์^^” รอยยิ้มอันเจิดจ้าของชายหนุ่มทำเอาหนิงหนิงแทบตาบอดเพราะประกายนั้น ร่างบางได้แต่มองเจ้าของดวงหน้างามด้วยสายตาพร่ามัว ก่อนจะหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นมามองใหม่
“พี่ชิงหลง พี่มาอยู่ในห้องของข้าได้อย่างไร?” ดวงตากลมจ้องมองชายหนุ่มด้วยความสงสัย เพราะนางจำได้ว่าก่อนนอนนางล็อกห้องไว้แล้วนิ แล้วเขาเข้ามาได้เช่นไรกัน ไม่สิควรจะต้องถามเขามาทำอันใดที่นี่ต้องแต่เช้าสิถึงจะถูก
“พี่ก็เดินเข้ามาทางประตูอย่างไรละ” ชิงหลงเอ่ยบอกนาง ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นอนไปยกน้ำมาให้นางล้างหน้าล้างตา
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไรก็แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น^^”
“-.-?”
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ นางก็เดินเข้าไปหลังฉากกั้นเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนชิงหลงเขาก็ไปที่ห้องครัว เพื่อไปเตรียมอาหารเช้าให้คนรักของเขา เลยทำให้หนิงหนิงที่ตามมาที่หลังก็ได้พบเข้ากับชายหนุ่มรูปงามในผ้ากันเปื้อนสีชมพู
“ไม่มีผืนอื่นแล้วหรือ” นางหันไปถามเสี่ยวอ้ายที่ยืนอยู่ข้างๆ
“นายหญิงท่านเขยบอกว่าอยากได้ผืนของท่านนะเจ้าคะ”
“ก็บอกว่าให้เรียกอาจารย์ไง เฮ่อแล้วนี่ใครบอกให้เรียกท่านเขยอีกละ? ” หนิงหนิงดีดหน้าผากลูกศิษย์ตัวน้อย
“เขาเป็นคนบอกเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์” เสี่ยวอ้ายชี้ไปที่ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ในห้องครัว
“เฮ่อ เสี่ยวอ้ายนะเสี่ยวอ้ายเขายังไม่ได้แต่งงานกับข้าสักหน่อย ยังไม่จำเป็นต้องเรียกท่านเขยหรอก เรียกคุณชายก็พอแล้ว” นางลูบหัวเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู ก่อนจะบอกให้นางไปหยิบผ้ากันเปื้อนมาอีกผืน เพราะนางจะเข้าไปช่วยทำอาหารเช้าด้วย
หลังจากได้รับผ้ากันเปื้อนมา นางก็ให้เสี่ยวอ้ายไปรดน้ำผักที่แปลง ส่วนนางก็เข้าไปช่วยเตรียมมื้อเช้า
“พี่ชิงหลงเดี๋ยวที่เหลือข้าทำเองพี่ไปพักเถอะ” นางเอ่ยบอกชายหนุ่มให้ไปพัก แล้วที่เหลือปล่อยให้นางทำเอง เพราะถึงยังไงเขาก็ถือว่าเป็นแขกละนะ
“ไม่เป็นไรพี่ไม่เหนื่อยให้พี่ได้ช่วยเจ้าเถอะ”
“แต่พี่เป็นแขก..”
“ไม่ใช่พี่เป็นคนรักของเจ้า” ชิงหลงช่วยแก้ให้เมื่อนางบอกว่าเขาเป็นแขก
“แต่ถึงอย่างนั้นบุรุษเข้าครัวก็ไม่เหมาะ..”
“แต่เสี่ยวหลงเองก็เข้าครัวเหมือนกันนิ”
“เอ่อ...” หนิงหนิงที่พยายามหาเหตุผลมาแย้ง ก็ต้องชะงักเมื่อโดนอีกฝ่ายดักทาง
“ให้พี่ช่วยเจ้าเถอะนะ จะได้ทำเสร็จเร็วๆ”
“อื้อ...ก็ได้เจ้าค่ะ แต่แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะเจ้าคะ”
“ได้” ชิงหลงรับปากนางด้วยรอยยิ้ม แต่ในใจนั้นเขาหาได้คิดอย่างที่พูดไม่
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ช่วยกันเตรียมมื้อเช้า ภายใต้การแอบมองของหนิงหลงที่กำลังมองคนทั้งคู่อย่างอารมณ์ดี
“ดูเหมือนว่าอีกไม่นานข้าจะได้มีพี่เขยเหมือนกับคนอื่นแล้วสินะ” เด็กน้อยคิดอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเดินออกจากหน้าห้องครัวกลับไปที่ห้องของตนเพื่อทบทวนตำรา
.
.
ยามเฉิน (07:00-08:59)
หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ นางก็ย้ายของมานั่งทำงานที่ศาลา โดยมีชิงหลงตามมานั่งสอนการบ้านให้น้องชายด้วยเช่นกัน ทั้งสามคนต่างก็นั่งทำงานของตนเองไปโดยที่ไม่รบกวนกันและกัน
แป๊ก แป๊ก เสียงดีดลูกคิดดังอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบของสวน ร่างบางนั่งคิดบัญชีอย่างจริงจัง มือขวาถือปากกาขนนกไว้คอยเขียนตัวเลขลงในสมุดบัญชี ส่วนมือซ้ายก็ดีดลูกคิดไปด้วย ข้างๆ กันนั้นก็เป็นชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าคนรัก กำลังอธิบายเนื้อหาในตำราให้น้องชายของนางที่นั่งอยู่ฝั่งข้ามฟัง
ซึ่งภาพของทั้งสามคนในศาลานั้นมันช่างกลมกลืนกันอย่างน่าประหลาด ถึงขนาดที่ว่าถ้าคนที่ไม่รู้จักอาจจะคิดว่าพวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกันเลยด้วยซ้ำ ซึ่งนี่ก็คือภาพที่หยางจื่อเห็นเมื่อเขาเดินมาถึง
“พี่หยางจื่อ พี่มาถึงแล้วทำไมถึงไม่เข้ามาละ” หนิงหนิงเอ่ยถามชายหนุ่มที่ยื่นตากแดดอยู่นอกศาลา
“คือพี่ไม่อยากรบกวนพวกเจ้าน่ะ”
“หืม??” หนิงหนิงมองเขาด้วยสายตางุนงง ส่วนหยางจื่อที่เห็นเช่นนั้นเขาก็หัวเราะเบาๆ แล้วเดินเข้ามานั่งในศาลา
“สวัสดีขอรับท่านอา” ชิงหลงที่เห็นว่าหยางจื่อเดินเข้ามา เขาก็เอ่ยทักทายอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หืมเสี่ยวหลงเองรึ กลับมาตั้งแต่เมื่อใดละ”
“พึ่งกลับมาเมื่อไม่กี่วันนี่เองขอรับ ท่านตาสบายดีหรือไม่”
“ท่านพ่อสบายดี หากเจ้ามีเวลาก็ไปเยี่ยมท่านหน่อยแล้วกัน อ่อจริงสิข้าได้ยินว่าพี่หญิงใหญ่ไม่สบายนางดีขึ้นหรือยัง” หยางจื่อเอ่ยถามชิงหลงไปพลาง ก็หยิบของว่างบนโต๊ะขึ้นมากินไปพลาง
“ดีขึ้นมากแล้วขอรับ เพราะมีท่านพ่อคอยดูแลอยู่อาการของท่านแม่จึงดีขึ้นมากแล้ว เหลือแค่อ่อนเพลียเล็กน้อย” ชิงหลงนึกถึงท่านพ่อของเขาที่แทบจะไล่เขาออกจากบ้านอยู่แล้ว เพราะเขาดึงความสนใจจากท่านแม่มากเกินไป
“งั้นรึ งั้นก็ดีแล้วละ”
“ขอรับ”
หลังจากน้าหลานคุยกันได้สักพักพวกเขาก็เงียบลง ชิงหลงก็หันไปสอนการบ้านหนิงหลงต่อ ส่วนหยางจื่อก็คุยกับหนิงหนิงเรื่องสวนสมุนไพรและไร่ชาของนาง
“ที่ไร่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า พี่ถึงได้ดูทุกข์ใจเช่นนี้” หนิงหนิงเอ่ยถามเมื่อนางเห็นว่าหยางจื่อมีสีหน้าเศร้าๆ เมื่อนางถามถึงสถานการณ์ในไร่
“ก็ไม่มีอันใดน่าเป็นห่วงหรอก เพียงแต่..”
“เพียงแต่?”
“ช่วงนี้มีคนมากมายที่ชอบมาสร้างปัญหาให้ก็เท่านั้น” หยางจื่อพูดจบก็ดื่มชาลงไปจนหมดจอกแล้วรินให้ตัวเองใหม่อีกจอก
“คนสร้างปัญหาหรือ เป็นปัญหามากหรือไม่” หนิงหนิงเอ่ยถามด้วยความกังวลเล็กน้อย เพราะสมุนไพรที่ไร่ส่วนใหญ่นั้น ถึงไม่ได้เป็นของล้ำค่ามาก แต่ก็สร้างรายได้ให้นางได้ไม่น้อย
“ไม่มากหรอก เพราะเจ้าวางระบบป้องกันไว้ดี จึงทำให้คนของเราจับพวกเขาได้ก่อนจะลงมือทุกครั้ง เพียงแต่พวกเขาชอบมาสร้างปัญหาบ่อยๆ มันจึงค่อนข้างน่ารำคาญน่ะ”
“อ่อ แล้วผลสืบสวนละ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะมาสร้างปัญหาให้ข้าโดยไม่มีสาเหตุน่ะ”
“อื้อ..เรื่องนี้แหละที่ข้าจะมาปรึกษาเจ้า”
“มันมีปัญหาที่ใดหรือ” นางมองสีหน้าเคร่งเครียดของหยางจื่อด้วยความสงสัย หรือว่าผลการสืบสวนมันจะมีปัญหา ร่างบางคิดในใจ
“ก็คนพวกน่ะสิ พวเขาไม่ยอมบอกเรื่องผู้ว่าจ้างเลยสักนิด ถึงแม้ว่าจะข่มขู่พวกเขาแล้วก็ตาม พวกเขาก็เอาแต่พูดเช่นเดิมว่าไม่มีใครจ้างมา ที่พวกเขาทำเช่นนี้ก็เพราะไม่ชอบขี้หน้าเจ้าเฉยๆ” หยางจื่อพูดสีหน้าจนปัญญา เพราะเขาพยายามเค้นคอคนพวกนั้นแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ยอมพูดออกมาเลย
“อื้อ..เรื่องนี้จริงๆ แล้วมันก็แก้ไม่ยากหรอก ก็แค่ดูว่าช่วงนี้ข้ามีปัญหากับใครมาก็หาได้แล้ว แต่เดิมแล้วมันควรเป็นเช่นนั้น เพียงแต่ช่วงนี้ข้าไม่ค่อยได้ออกไปไหนเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเรื่องที่ไปสร้างปัญหาให้คนอื่นเกลียด จึงเป็นไปได้ยากสักหน่อย” นางส่ายหน้าด้วยความจนปัญญา ก่อนจะพยายามนึกถึงช่วงนี้นางได้ไปก่อปัญหาให้ใครหรือไม่ เพราะกิจการของนางเองก็เป็นแบบผูกขาด ซึ่งสมุนไพรของนางนั้นขายให้อยู่แค่ร้านเดียว ส่วนชานางก็ส่งออกให้หลายๆ ร้าน เพียงแต่มันก็ไม่ได้มีจำนวนมากมายนัก ดังนั้นคู่แข่งทางด้านการค้าของนางจึงมีไม่มาก
“ไม่มีเลยจริงๆ หรือ”
“อื้อ...เหมือนว่าจะมีอยู่” นางมองคนข้างกายด้วยแววตาสงสัย ก่อนจะส่ายหน้าเพราะคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้
“เรื่องนี้เกี่ยวกับเสี่ยวหลงหรือ” หยางจื่อที่เห็นว่านางมองไปที่ชิงหลงแว๊บนึง ก่อนจะเบนสายตากลับมามองบัญชีบนโต๊ะ เขาก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ที่จริงแล้วเรื่องนี้ข้าเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่”
“ทำไมหรือ”
“ก็เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นแค่อุบัติเหตุ ดังนั้นข้าจึงคิดว่าอีกฝ่ายไม่น่าจะคิดเล็กคิดน้อยกับข้า” หนิงหนิงพูดออกมาด้วยความจนปัญญา เพราะถ้าเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับอีกฝ่ายจริงๆ นางก็ไม่รู้จะยังไงแล้วเช่นกัน
“เรื่องมันเป็นมาเช่นไรหรือ”
“คือว่าเรื่องนี้น่าจะพูดได้ว่าเป็นความบังเอิญจริงๆ เมื่อสี่วันก่อนข้าได้ไปที่ร้านขายตำราเพื่อไปรับเงินค่าตำรา ซึ่งในช่วงที่ข้ากำลังเดินออกมาจากห้องรับรอง ก็บังเอิญได้เข้าไปช่วยเหลือพี่ชิงหลงที่กำลังจะล้มเข้า ซึ่งคนที่ทำให้พี่ชิงหลงล้มก็คือลูกสาวของพ่อค้าท่านนึงในเมือง ซึ่งข้าก็จำไม่ได้ค่อยว่านางมาจากตระกูลไหน ดังนั้นข้าจึงคิดว่าเรื่องนี้มันไม่น่าจะทำให้เจ็บแค้นข้าได้กระมั้ง” นางเอ่ยด้วยท่าทางใสซื่อ ซึ่งในควรเป็นจริงนั้น นางคิดว่ามีความเป็นไปได้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่เป็นคุณหนูคนนั้นเป็นคนลงมือ ส่วนอีกแปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็คือเหตุจูงใจ ซึ่งนางรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระมากถ้าอีกฝ่ายจะแค้นนางเพราะเรื่องอุบัติเหตุ
โดยที่หนิงหนิงไม่ได้รู้ตัวเลยว่า นางได้บังเอิญค้นพบคนร้ายตัวจริงเข้าโดยบังเอิญ และเหตุจูงใจที่อีกฝ่ายเล่นงานนั้น ก็เป็นเรื่องไร้สาระอย่างอุบัติเหตุครั้งนั้นจริงๆ