เทพหรือมารก็แค่ชื่อเรียก

    ตอนที่27 ฝึกอักขระเวท

    อวิ๋นเฟยเฟิ่งเดินนำเหล่าสหายมุ่งไปที่หอโอสถเป็นที่แรกหอโอสถแห่งนี้มีศิษย์มากมายเดินเข้าออกแต่ว่าถึงผู้คนจะมากมายแค่ไหนกลับไม่มีใครส่งเสียงดัง มีเพียงพูดคุยกันแผ่วเบาเท่านั้น


    สายตาอันเฉียบคมของอวิ๋นเฟยเฟิ่งมองไปยังป้ายกฎระเบียบของหอโอสถที่ติดไว้หน้าทางเข้าขนาดใหญ่ คือห้ามส่งเสียงดังโดยเด็ดขาด จึงทำให้เข้าใจเมื่อสอบถามศิษย์คนหนึ่งก็ทราบว่าเพราะการปรุงโอสถต้องใช้สมาธิอย่างสูงถึงจะมีค่ายกลกักเก็บเสียงในแต่ละห้องหลอมก็ตามที หากใครที่จะเข้ามาแลกเปลี่ยนหรือรับโอสถห้ามส่งเสียงดัง มิฉะนั้นคนคนนั้นจะถูกสั่งห้ามเข้ามาอีกตลอดชีวิต


     เคร้ง! เคร้ง!


    เมื่อเดินมาถึงโรงหลอมศาสตราวุธบรรยากาศนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว ซึ่งที่นี่ดูวุ่นวายเสียงดังอึกทึกครึกโครมเป็นอย่างมาก บรรยากาศร้อนระอุกลิ่นเหล็กกลิ่นเตาพวยพุ่งโดยส่วนมากมีแต่บุรุษ จะมีสตรีบ้างประปราย


    จากนั้นก็เดินต่อไปศูนย์ค่ายกลและก่อนถึงศูนย์ค่ายกลก็จะผ่านโรงอาหารก่อน อวิ๋นเฟยเฟิ่งเดินดูทั้งภายในและภายนอกแค่คร่าวๆเท่านั้นเพื่อจะได้ไม่เสียเวลา 


    ต่อด้วยเดินผ่านสนามประลองยุทธ์ซึ่งมีบรรดาศิษย์บางกลุ่มกำลังประลองกันอยู่ สนามประลองนี้ใหญ่โตมากภายในจะมีเวทีประลองคาดจากสายตาคร่าวๆคงมีประมาณสักเกือบร้อยเวทีเห็นจะได้


    ตลอดทางที่เดินต่างมีผู้คนมองกลุ่มอวิ๋นเฟยเฟิ่งอย่างสนใจ หนึ่งคือรูปร่างหน้าตาของแต่ละคนนั้นงดงามและมีกลิ่นอายที่น่าเกรงขามโดยเฉพาะอวิ๋นเฟยเฟิ่งที่เดินนำหน้าอยู่ตรงกลาง


    ไม่นานทั้งกลุ่มก็มาถึงหอคอยเวทอักขระ หอนี้สูงใหญ่มีทั้งหมดสิบชั้นซึ่งแต่ละชั้นจะมีพลังฟ้าดินแตกต่างกันมีไว้เพื่อให้ศิษย์ในสำนักได้ฝึกฝน และตึกภารกิจซื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นตึกภารกิจมีไว้เพื่อให้ศิษย์ในสำนักทำภารกิจตามที่กำหนดไว้เพื่อแลกกับผลึกวิญญาณ


    และสุดท้ายมาจบที่ป่าสยบสัตว์วิญญาณ ที่นี่ก็ตามชื่อของมันบริเวณนี้เป็นป่าเสียส่วนใหญ่ มีหอคอยอยู่ตรงกลางป่าและมีเพียงหกชั้นเท่านั้น โดยรอบนอกของหอคอยจะมีสัตว์วิญญาณมากมายหลายชนิด บ้างก็ถูกขังไว้ บ้างก็ถูกล่ามไว้ หรือบางตัวไม่ได้ถูกจองจำก็มี ซึ่งสัตว์วิญญาณเหล่านี้มีอายุน้อยสุดก็สามปี มากสุดก็ไม่เกินยี่สิบปี เพื่อเอาไว้ให้เหล่าศิษย์ทั้งหลายได้ฝึกฝน


    "นั่น! นั่นมันศิษย์ผู้สืบทอดของผู้อาวุโสใหญ่มิใช่หรือ เหตุใดจึงมาปรากฏตัวที่เขตศิษย์สายในได้"


    "ใช่จริงด้วย! นั่นคือเหยียนไป๋หยาง!"


    "เป็นบุญตาของข้านักที่ได้พบอัจฉริยะอันดับหนึ่ง"


    ขณะที่กลุ่มของอวิ๋นเฟยเฟิ่งกำลังเดินดูรอบๆป่าสยบวิญญาณอยู่ ก็เกิดเสียงดังแซ่งแซ่ขึ้นเมื่อผู้คนในบริเวณหันไปมองบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่มีเส้นผมสั้นสีแดงเพลิงใบหูมีต่างหูรูปดาบขนาดเท่านิ้วก้อยห้อยอยู่ข้างขวา รูปร่างสูงใหญ่หน้าตาหล่อเหลากำลังเดินเข้าไปในหอคอยหกชั้น


    ในแต่ละสำนักยุทธ์จะมีแยกศิษย์สายนอก ศิษย์สายใน และศิษย์สืบทอดในแต่ละสายจะจัดอันดับของอัจฉริยะ แน่นอนว่าการจะได้อันดับมานั้นไม่ง่ายเลย


    "หรือว่าเยียนไป๋หยางจะมาหาสัตว์วิญญาณไปทำพันธสัญญา"


    "ก็เป็นไปได้เพราะอีกสองเดือนแต่ละสำนักจะส่งคนออกไปสำรวจปราสาทเลือดมารลึกลับที่จู่ๆก็ปรากฏขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์"


    "ได้ข่าวว่าเจ้าสำนักกำลังคัดเลือกศิษย์เพื่อจะไปสำรวจโชควาสนาในนั้น"


    "ข้าอยากไปนักแต่ว่าด้วยความสามารถของข้าคงไม่มีสิทธิ์จะไป"


    "ศิษย์พี่เหยียนไป๋หยางเป็นบุรุษในฝันของข้า"


    "หน้าตาอย่างเจ้าฝันไปเถอะ"


    เสียงพูดคุยกันยังคงดังอย่างต่อเนื่อง อวิ๋นเฟยเฟิ่งตาเป็นประกายอย่างสนใจ และได้ยินเสียงสรรเสริญของเหล่าศิษย์โดยเฉพาะเหล่าสตรีที่มองตามเหยียนไป๋หยางตาเป็นมันเหมือนได้พบเจอของหวานที่แสนอร่อย เป็นของหวานที่เลิศล้ำกว่าสิ่งใดและยอมแลกได้ทุกอย่างของเพียงได้มาครอบครอง


     ในดินแดนแห่งนี้มีเรื่องอัศจรรย์มากมายเกิดขึ้นได้โดยไร้เหตุผลแต่ที่นางสนใจไม่ใช่ต้องการโชควาสนาเพียงแค่มีอะไรให้ทำแก้เบื่อเท่านั้น


    "เจ้าสนใจปราสาทเลือดมารลึกลับเช่นนั้นหรือ?"อู๋เหล่ย มองใบหน้าและดวงตาที่เปล่งประกายอย่างสนอกสนใจของ อวิ๋นเฟยเฟิ่งก็พอจะเดาได้


    "หรือพวกเจ้าไม่สนใจ? ข้ากำลังคิดอยู่ว่าจะทำอะไรระหว่างนี้"อวิ๋นเฟยเฟิ่งตอบด้วยรอยยิ้มสดใส


    "ถึงเราสนใจก็ใช่ว่าจะได้ไป"โจวจื่อซินเอ่ยขึ้นเพราะการจะไปสถานที่ซึ่งคิดว่าต้องอันตรายมาก คงมีแต่เหล่าศิษย์สืบทอดเท่านั้นที่จะได้ไป


    "มันก็ไม่แน่หรอก หากว่าพวกเจ้าสนใจละก็ข้าจะลองไปคุยกับเจ้าสำนักจู้กู่ชิงดู"อวิ๋นเฟยเฟิ่งมั่นใจมากว่าเจ้าสำนักจู้กู่ชิงจะต้องให้พวกนางไปแน่ เพราะพวกนางต่างก็มีสัตว์ในพันธสัญญากันทุกคน


    เมื่อตกลงกันได้อวิ๋นเฟยเฟิ่งและสหายก็กลับเรือนพักของตนเพราะตอนนี้ก็เริ่มมืดค่ำแล้ว แต่ก่อนที่จะกลับเรือนพวกเขาก็ไปแวะกินข้าวที่โรงอาหารก่อนจากนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน


    อวิ๋นเฟยเฟิ่งกลับมาที่เรือนพักก็เข้าไปในมิติจิตทันทีเมื่อเข้ามาก็เห็นเหล่าสัตว์เทพทั้งสามกำลังนั่งกินผลไม้ปราณกันอย่างเอร็ดอร่อย


    "นายหญิง/นายหญิง"หงหง กับราชสีห์เวหาเมื่อเห็นนายหญิงปรากฏตัวก็ทักทาย


    "นายหญิงท่านมาแล้ว"ปักษามังกรเอ่ยขึ้นอย่างดีใจเช่นกัน


    "อืม อีกสองเดือนพวกเราจะไปปราสาทเลือดมารเตรียมตัวไว้ให้พร้อม"กล่าวพร้อมกับนั่งลงข้างหงหงและหยิบองุ่นขึ้นมากินพลางถอนหายใจ


    "นายหญิงกลุ้มใจอันใดหรือขอรับ"ปักษามังกรถามเมื่อเห็นอาการของคนเป็นเจ้านาย


    "ข้าอยากเรียนอักขระเวทแต่ก็จนปัญญานักหากไม่เกิดเรื่องขึ้นกับข้าเมื่อร้อยปีก่อนข้าในยามนี้คงเป็นนักอักขระระดับนภาหรือไม่ก็ระดับศิลาแล้วกระมัง"


    อวิ๋นเฟยเฟิ่งกล่าวและยังคิดถึงครอบครัวไม่รู้ว่าพวกท่านจะเป็นอย่างไรบ้าง ในดินแดนเทพนั้นการเรียนอักขระเวทไม่ใช่เรื่องไกลตัวถึงมันจะมีคนน้อยนักที่จะเดินไปได้ไกลในสายนี้แต่ก็มีไม่น้อยที่อยู่ในระดับจักรพรรดิหรือระดับราชันย์


    นางในตอนนี้มีเพียงพื้นฐานของเรื่องอักขระเท่านั้นเช่นการอักขระสัญญาผูกพัน อักขระโจมตี และอื่นๆเล็กน้อยเท่านั้น


    "อ๋อ นายหญิงถึงแม้ว่าข้าจะไม่ได้รู้เรื่องอักขระเวทหรืออยู่ในระดับสูงนักแต่ข้าก็พอที่จะสอนนายหญิงได้เล็กน้อยเท่านั้น หากนายหญิงสนใจข้ายินดีที่จะถ่ายทอดให้ท่านสุดความสามารถขอรับ"


    ราชสีห์เวหาเอ่ยขึ้นเมื่อได้ฟังสิ่งที่เจ้านายสาวกลุ้มใจมันอยู่มาหลายแสนปีผ่านร้อนผ่านหนาวมาก็มาก จอมยุทธ์นักอักขระเวท ปีศาจ มาร เทพ หรือภูตผีวิญญาณมันก็เจอมาหมดทุกรูปแบบแล้ว จากประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชนของมันการเรียนรู้เรื่องอักขระเวทก็ได้เรียนรู้มาไม่น้อย


    และถึงมันจะบอกว่ารู้เพียงแค่เล็กน้อยแต่อวิ๋นเฟยเฟิ่งมีหรือจะเชื่อด้วยการมีชีวิตอยู่ที่แสนยาวนานและประสบการณ์ของราชสีห์เวหามีหรือจะเล็กน้อยดังที่เจ้าตัวกล่าว


    "จริงหรือ? ดียิ่งเช่นนั้นก็รบกวนเจ้าแล้ว"


    และแล้วเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาอวิ๋นเฟยเฟิ่งก็เริ่มเรียนรู้อักขระทันที ซึ่งมันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะสำเร็จก่อนที่นางจะไปปราสาทเลือดมารเพราะในมิติจิตของนางสามารถปรับเวลาได้ดังที่ต้องการ


    ต้องบอกก่อนว่าอักขระเวทและค่ายกลนั้นแตกต่างกัน อักขระเวทคือการดึงเอาพลังฟ้าดินหลอมรวมเข้าด้วยกันและมีอักขระโบราณมากมายที่ทำให้เกินเป็นอักขระเวท แต่ค่ายกลคือการนำวัตถุดิบ อุปกรณ์เพื่อนำมาสร้าง


    ณ ดินแดนเทพ


    ขุมอำนาจใหญ่ทั้งหกในดินแดนแต่ละขุมอำนาจต่างเตรียมพร้อมที่จะส่งคนของตนออกไปยังดินแดนต่างๆเพื่อไปตรวจความเรียบร้อยของสำนักยุทธ์ที่ตนควบคุมอยู่


    ในดินแดนเทพมีหกตระกูลใหญ่ที่ทรงอำนาจและก่อตั้งเป็นขุมอำนาจของตนเองคือ ตำหนักมังกรเร้นเป็นของตระกูลกัว ตำหนักศักดิ์สิทธิ์พระสุเมรุเป็นของตระกูลฉิน ตำหนักเซียนดาบหงส์เป็นของตระกูลอวิ๋น ตำหนักจันทรคราสเป็นของตระกูลหลิว ตำหนักบุปผาสวรรค์เป็นของตระกูลซู และสุดท้ายตำหนักผลาญตะวันเป็นของตระกูลเทียน


    แต่ละขุมอำนาจต่างก็คัดเลือกตัวแทนรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศของตนเพื่อลงไปยังดินแดนอื่นๆ เพื่อตรวจสอบและนำทรัพยากรในการฝึกตนไปส่งให้สาขาต่างๆในเขตการปกครองของตน


    สำนักยุทธ์ฟ้าคราม


    เข้าเช้าวันใหม่เหล่าศิษย์ในสำนักต่างออกมาทำกิจกรรมของตน ไม่ว่าจะเป็นการบ่มเพาะพลังวิญญาณยุทธ์หรือจะเป็นการปรุงโอสถ เข้าหออ่านตำรา หรือออกทำภารกิจก็ตามแต่


    อวิ๋นเฟยเฟิ่งก็ยังคงฝึกอักขระในมิติจิตโดยไม่คิดสนใจสิ่งใดซึ่งกว่าจะถึงเวลาที่มู่ซงอวิ๋นนัดพบก็อีกนาน และตอนนี้อวิ๋นเฟยเฟิ่งก็เรียนรู้อักขระเวทจนกระจ่างแจ้งจนเรียกได้ว่าชำนาญและฝึกฝนสำเร็จแล้วจากการสอนของราชสีห์เวหาเป็นเวลากว่าเจ็ดปีที่อยู่ในมิติจิต


    เมื่อใกล้ถึงเวลาในการนัดหมายอวิ๋นเฟยเฟิ่งจึงออกจากมิติจิตและเดินทอดน่องเรื่อยๆมุ่งหน้าไปยังป่าด้านหลังของสำนัก เมื่อมาถึงก็เห็นว่าทุกคนมาครบแล้วและมีบุคคลอีกห้าคนยืนอยู่ด้วยเป็นบุรุษสามและสองสตรี


    หนึ่งในนั้นคือบุรุษผมแดงสั้นมีต่างหูรูปดาบอยู่หูข้างขวา เขาก็คือเหยียนไป๋หยางศิษย์สืบทอดอันดับหนึ่งนั้นเองดูจากพลังวิญญาณยุทธ์ของพวกเขาทุกคนล้วนอยู่ระดับนักรบขั้นสูง


    เมื่ออวิ๋นเฟยเฟิ่งเดินเข้ามาทุกสายตาจึงหันไปมองจนกระทั่งนางเดินมาถึงแต่ก็ไม่มีใครกล่าวอะไร อวิ๋นเฟยเฟิ่งก็หันไปยิ้มให้กับเหล่าสหายของตนเท่านั้น คาดว่าพวกเขาคงเป็นศิษย์สืบทอดเป็นแน่


    "มากันครบแล้วใช่หรือไม่"ผู้อาวุโสมู่ซงอวิ๋นปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับผู้อาวุโสสตรีอีกท่านหนึ่ง


    "พวกเจ้าคงได้ยินข่าวกันมาบ้างแล้วในอีกสองเดือนข้างหน้าเรื่องเข้าไปสำรวจปราสาทเลือดมาร ที่ทุกคนอยู่ ณ ที่นี้พวกเจ้าถูกคัดเลือกให้ไปสำรวจปราสาทเลือดมาร หนึ่งสำนักยุทธ์สามารถพาลูกศิษย์เข้าไปสำรวจได้เพียงสิบคนและผู้อาวุโสสองคนเท่านั้น"


    "และนี่คือผู้อาวุโสฉาจิ่นจะไปกับเรา พวกเจ้าก็ทำความรู้จักกันไว้ซะ ทั้งห้าคนนี้คือศิษย์สืบทอดห้าอันดับแรกและห้าคนนั้นเป็นศิษย์สายในห้าอันดับแรก"


    ผู้อาวุโสมู่ซงอวิ๋นกล่าวแนะนำชี้นิ้วไปทางศิษย์สืบทอดให้เหล่าอวิ๋นเฟยเฟิ่งได้รู้ ก่อนจะหันนิ้วเปลี่ยนทิศทางไปทางเหล่าอวิ๋นเฟยเฟิ่งให้ศิษย์สืบทอดได้รู้จัก


    "คารวะศิษย์พี่ทั้งหลายเจ้าค่ะ/ขอรับ"อวิ๋นเฟยเฟิ่งและสหายทำความเคารพรุ่นพี่อย่างให้เกียรติ


    "ยินดีที่ได้รู้จักพวกเจ้าทุกคน ข้ามีนามว่าถงฟางอยู่อันดับสาม นี้คือเหยียนไป๋หยางอันดับหนึ่ง นี้คือซางถูอันดับสอง นี่คือสยงเทียนท่าอันดับสี่ และเฟยอวี่อันดับห้า"


    ถงฟางกล่าวยิ้มแย้มเป็นมิตรนางรู้สึกถูกชะตากับเหล่าศิษย์สายในทั้งห้าคนนัก


    อวิ๋นเฟยเฟิ่งมองตามนิ้วที่ถงฟางแนะนำทีละคนนางมีหน้าตาที่คมชัดยิ้มกระจ่างสวยสวมชุดสีเหลืองเปลือกไข่อ่อนๆ ถัดมาข้างกันคือเหยียนไป๋หยางที่สวมใส่ชุดแดงต่างหูรูปดาบของเขามีความเป็นเอกลักษณ์อย่างมาก และซางถูเขามีรูปร่างสูงพอๆกับเหยียนไป๋หยางหน้าตาทะเล้นๆออกไปทางกวนโอ๊ยสวมใส่ชุดสีขาว ถัดมาคือสยงเทียนท่าชายร่างใหญ่โตตาดุชอบพูดเสียงดังออกไปทางเถื่อนๆ  และสุดท้ายเฟยอวี่สตรีที่ตัวเล็กน่ารักสดใสในชุดสีชมพูมีประกายฟรุ้งฟริ้งระยิบระยับจากเครื่องประดับทั้งตัว แต่ว่าด้วยรูปลักษณ์และหน้าตาชองทุกคนสวยหล่ออย่างมากทีเดียว


    "ข้าอวิ๋นเฟยเฟิ่งเจ้าค่ะ สหายของข้าฟางเจี้ยนหมิงอันดับสอง อู๋เหล่ยอันดับสาม โจวจื่อซินอันดับสี่ และหลิงซวงอันดับห้า"อวิ๋นเฟยเฟิ่งแนะนำตัว


    "เจ้าคืออวิ๋นเฟยเฟิ่งหรือ ข้าได้ยินชื่อเสียงของเจ้ามากทีเดียวสมคำร่ำลือนัก"เฟยอวี่มองอวิ๋นเฟยเฟิ่งด้วยสายตาเป็นประกายนางนั้นชมชอบดูของสวยๆงามๆเป็นชีวิตจิตใจ


    ไม่พูดเปล่าแต่เฟยอวี่เข้าประชิดตัวอวิ๋นเฟยเฟิ่งพร้อมกับจับมือจับแขนของอวิ๋นเฟยเฟิ่งเล่นอย่างชอบใจ


    "เฟยอวี่ เจ้ากำลังทำให้ศิษย์น้องเฟิ่งกลัวไม่รู้หรือไร"เสียงของซางถูเอ่ยอย่างสยดสยองกับสหายสาวผู้คลั่งไคล้ความงาม


    "ศิษย์น้องเจ้าอย่าเข้าใกล้นางให้มากนักข้าขอเตือน"แม้กระทั่งสยงเทียนท่าที่ดูรูปลักษณ์ภายนอกเป็นคนเถื่อนๆยังไม่อยากเข้าใกล้เฟยอวี่ เอ่ยเตือนศิษย์น้องผู้งามเหนือบรรยาย


    แม้กระทั่งเหยียนไป๋หยางเองก็ยังรู้สึกขนกายลุกขึ้นแต่ไม่ได้เอ่ยอะไร เพราะเขาเป็นพวกปากหนักแต่รักพวกพ้องเป็นอย่างมาก


    "ร่ำลืออันใดหรือเจ้าคะศิษย์พี่เฟยอวี่"อวิ๋นเฟยเฟิ่งทำหน้าเหรอหราทำตัวไม่ถูกเมื่อโดนประชิดตัว


    โจวจื่อซินและเหล่าสหายเองก็ถึงกับอึ้งไปกับปฏิกิริยาที่รวดเร็วของศิษย์พี่หญิงเฟยอวี่ ดูเหมือนว่าศิษย์สืบทอดแต่ละคนต่างก็มีความแปลกไม่เหมือนใครจริงๆ


    "จะอะไรอีกเล่าถ้าไม่ใช่ความงดงามที่เหนือล่ำของเจ้าทุกคนในสำนักต่างก็ยกให้เจ้าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของสำนักยุทธ์ฟ้าครามของเราเชี่ยวนะ"เฟยอวี่ตอบในขณะที่แขนยังกอดอวิ๋นเฟยเฟิ่งเอาไว้ไม่ปล่อย


    "เอาล่ะ เมื่อรู้จักกันแล้วข้าจะปล่อยให้พวกเจ้าได้พูดคุยทำความเข้าใจกัน ข้าขอเตือนว่าการไปสำรวจปราสาทเลือดมารครั้งนี้อันตรายนักทางที่ดีควรเร่งฝึกฝน ยิ่งพวกเจ้ามีพลังระดับขุนพลก็จะดีกว่านี้"มู่ซงอวิ๋นกล่าวจบก็จากไปพร้อมกับผู้อาวุโสฉาจิ่น


    "พวกเจ้ามีประสบการณ์ด้านการต่อสู้มากน้อยเพียงใด"เหยียนไป๋หยางเอ่ยขึ้นครั้งแรก หากศิษย์สายในห้าคนนี้จะไปด้วยเกรงว่าคงต้องเตรียมพวกเขาให้พร้อมก่อน ถึงอย่างไร้เขาก็ต้องคอยปกป้องศิษย์น้องเหล่านี้


    "ศิษย์พี่เหยียนไป๋หยางพวกเรามีประสบการณ์มากพอสมควรขอรับ"ฟางเจี้ยนหมิงเป็นคนตอบ


    "หากพวกเจ้าต้องการ สามารถมาฝึกกับพวกข้าก็ได้"เหยียนไป๋หยางกล่าวอย่างใจกว้าง


    "ขอบคุณศิษย์พี่ขอรับ/เจ้าค่ะ"ทุกคนกล่าวขอบคุณ


    อวิ๋นเฟยเฟิ่งเมื่อได้รู้จักศิษย์พี่ทั้งห้าก็ให้มีความรู้สึกดีไม่น้อย ถึงจะแปลกๆไปบ้างแต่นับว่าเป็นคนจริงใจ จากที่ผู้อาวุโสมู่ซงอวิ๋นกล่าวหากเป็นไปได้ทุกคนควรมีระดับพลังวิญญาณยุทธ์ระดับขุนพลจึงจะดี