
ในระหว่างที่เรากำลังนั่งรอหมอจงและคนอื่นๆอยู่นั้น ฉันก็ถามพี่ชายทั้งสี่ว่าพวกเราอยู่ไกลถึงแคว้นจินชาง ยังสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณของปีศาจเยือกแข็งอยู่ไหม เพราะตั้งแต่มาที่เมืองนี้ ความกดดันแปลกๆที่เคยสัมผัสได้ที่เมืองหลวนเซียนมันหายไปแล้ว ตอนนี้รู้สึกโล่งหายใจหายคอสะดวกขึ้นมาก
ทั้งสี่คนก็ตอบแบบเดียวกันว่า สัมผัสไม่ได้ถึงพลังวิญญาณชั่วร้ายนั้นแล้ว อาจเพราะที่นี่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวนเซียนมาก อีกทั้งแคว้นจินชางมีสภาพอากาศอบอุ่นกว่าแคว้นหลวนเซียน ที่นี่จึงน่าจะปลอดภัยจากปีศาจเยือกแข็งและพวกสุนัขน่าเกลียดพวกนั้น
ฉันจึงบอกพวกเขาว่าพรุ่งนี้ให้กลับไปกักตนต่อให้สำเร็จ และไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องปีศาจเยือกแข็งจะมาบุกที่นี่ เพราะที่แคว้นจินชางมีอากาศอบอุ่นทำให้น้ำแข็งละลายเร็ว ไอ้พวกปีศาจขี้ร้อนพวกนั้นไม่กล้ามาหรอก ฉันพูดติดตลกเพื่อให้ทุกคนสบายใจหายเป็นห่วง
เสวี๋ยฉีจึงพูดว่าจะอยู่รอดูก่อนสักสองถึงสามวันว่าฉันอยู่ที่นี่ได้ไหม ถ้าอยู่ได้สบายปลอดภัยดีเขาจึงจะไปกักตน ซิ่นหลิงจึงพูดแกมหยอกว่า ที่นี่มีแต่ผู้ชายทั้งนั้น น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าอยู่ในพระราชวังเสียอีก แล้วซิ่นหลิงก็หยิกแก้มฉันเบาๆเพราะหมั่นเขี้ยว เฟยเจินก็ยกมือขึ้นอาสาจะอยู่เป็นเพื่อนฉันเหมือนเดิม
หยงเป่าจึงตักเตือนเฟยเจินว่า เวลาที่เฟยเจินอยู่กับฉันต้องหัดทำใจแข็งบ้าง อย่าใจอ่อนเวลาที่ฉันร้องอยากไปที่นั่นที่นี่ ให้พยายามอยู่แต่ในเรือนรอพวกเขากักตนสำเร็จ จากนั้นอยากไปเที่ยวที่ไหนหรืออยากทำอะไรเขาก็จะพาไปทุกที่ เฟยเจินก็พยักหน้าทำหน้าเข้มหันมาพูดกับฉันว่า ต่อไปนี้จะคุมเข้มจะไม่ใจอ่อนให้ไปไหนตามอำเภอใจอีกแล้ว
ฉันจึงเอื้อมมือจับที่ปลายคางของเฟยเจินเขย่าเบาๆ พูดหยอกเฟยเจินว่าทำหน้าเข้มแบบนี้หล่อเป็นบ้า น่าพาไปเดบิ้วท์เป็นซุปเปอร์สตาร์ ทั้งสี่คนก็งงที่ฉันพูดหมายถึงอะไร ซึ่งฉันกำลังจะอ้าปากอธิบาย หมอจงกับหมอหวังและฉิงคุนก็เดินเข้ามาพอดี
แล้วหมอหวังก็รีบกล่าวขอโทษพวกเราว่าเขามาถึงช้าไปหน่อย แต่เขาก็รีบเร่งเดินทางมาตลอดทั้งคืน ฉันจึงกล่าวกับหมอหวังว่าเขามาไม่ช้าหรอก แต่พวกเรามาถึงก่อนเวลานัดหมายเอง หมอหวังทำท่าโล่งใจที่เราไม่ได้ตำหนิอะไร จากนั้นเขาก็บอกว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันคือหมอจงหยู และจะเป็นอาจารย์ของฉันด้วย
หมอหวังยังพูดอีกว่าไหนๆก็อยู่กันพร้อมหน้า ให้ทำพิธีเป็นศิษย์เป็นอาจารย์กันตอนนี้เลย เพราะเขาจะต้องกลับเมืองหลวนเซียนภายในวันนี้ เนื่องจากยังเป็นห่วงอาการป่วยของพระชายา และยังต้องกลับไปจัดยาบำรุงครรภ์ให้ฮองเฮา
จากนั้นหมอหวังก็บอกให้ฉันทำความเคารพหมอจงเพื่อรับหมอจงเป็นอาจารย์ ซึ่งฉันกำลังตื่นเต้นที่มีอาจารย์เป็นหนุ่มหล่อ แม้เขาจะชอบทำหน้านิ่งไม่ยิ้มแย้มเหมือนเครียดอยู่ตลอดเวลาก็เถอะ แต่หมอจงก็ยังดูหล่อไม่แพ้พี่ชายทั้งสี่เลย ฉันจึงลืมตัวยกมือขึ้นมาประสานตรงหน้า กำลังจะค้อมตัวทำความเคารพหมอจงในฐานะอาจารย์ เสวี๋ยฉีก็รีบคว้าจับแขนฉันไว้ทันทีไม่ให้ทำความเคารพ แล้วร้องบอกว่า อย่า!!!
ทันใดนั้นเสียงฟ้าก็ผ่า เปรี้ยง!!!! ดังสนั่นลั่นท้องฟ้าเสียงดังมากเหมือนฟ้าผ่าลงบนหลังคาเรือน ทำทุกคนสะดุ้งตกใจเอามือปิดหูกันแทบไม่ทัน ฉันตกใจกลัวหัวใจแทบวายนั่งเอามือปิดหูแน่นหลับตาปี๋ ตัวแข็งเกร็งเหมือนวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว เสวี๋ยฉีจึงง้างนิ้วชี้ฉันออกจากที่ปิดหูไว้นิ้วหนึ่ง แล้วยื่นหน้ามากระซิบที่หูเบาๆว่า อย่าเคารพมนุษย์เพราะตาแก่ที่ใหญ่กว่านกอัคคีสวรรค์เขาไม่ยอม
ฉันจึงลืมตาขึ้นมามองเสวี๋ยฉีอย่างงงๆ เพราะไม่รู้ว่าเสวี๋ยฉีหมายถึงใครคือตาแก่ จึงเดาเอาว่าอาจจะหมายถึงหยงเป่า เพราะหยงเป่าสามารถสร้างสายฟ้าผ่าปีศาจได้ จึงหันไปมองหยงเป่าแล้วถามด้วยสายตาว่าทำสายฟ้าผ่าลงมาเหรอ หยงเป่าก็ส่ายหน้าหงึกๆว่าเขาไม่ได้เป็นคนทำ
หมอจงกับหมอหวังและฉิงคุนก็รีบเดินออกไปดูข้างนอก และมองหาว่าฟ้าผ่าลงตรงไหน ก็เห็นคนงานชี้ให้คนทั้งสามดูว่ามีฟ้าผ่าลงมาบนหลังคาจริงๆ ทั้งยังมีแผ่นกระเบื้องตกลงมาแตกที่พื้นด้วย ทำให้ทุกคนต่างฉงนสงสัยว่าทำไมจู่ๆจึงมีฟ้าผ่าลงมาบนหลังคาเรือนได้ ทั้งๆที่ท้องฟ้าตอนนี้ก็แจ่มใสไม่มีเค้าเมฆฝนมาเลยสักนิด
พักเดียวคนทั้งสามก็เดินกลับเข้ามา หมอหวังจึงมองหน้าฉันแล้วเหมือนเขาจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงกล่าวเสียงละล่ำละลักกับหมอจงว่าให้ข้ามขั้นตอนนี้ไปเลย ไม่อยากให้ฟ้าผ่าลงมาอีก แค่ให้ฉันยกน้ำชาให้หมอจงดื่มก็พอ หมอจงกับฉิงคุนก็ทำหน้างงกันเข้าไปอีก ถามว่าทำไมหมอหวังบอกให้ข้ามขั้นตอนพิธี หมอหวังก็บอกกับหมอจงว่าเดี๋ยวเขาจะอธิบายให้ฟังภายหลัง
หมอหวังจึงบอกให้ฉันรินน้ำชาแล้วยื่นให้หมอจงดื่ม จากนั้นหมอจงก็ให้ฉิงคุนเดินออกไปหยิบชุดสำหรับศิษย์มาให้ฉันเปลี่ยน ซึ่งก็เป็นชุดสีขาวแบบเดียวกันกับฉิงคุน ทำให้เสื้อผ้าใหม่หลากสีสวยที่ฉันเพิ่งซื้อมาเมื่อคืนจึงไม่ได้ใส่ที่นี่
หมอจงก็พูดว่าเสื้อผ้าหลากสีสันของฉันให้เก็บไว้ใส่ตอนกลับบ้าน หลังจากที่ศึกษาจบแล้ว แต่ช่วงขณะที่ยังอยู่ที่นี่ให้ใส่ชุดศิษย์แบบเดียวกัน เพื่อที่จะได้ตั้งใจศึกษามากกว่าสนใจเรื่องความสวยงาม ทำให้เสวี๋ยฉีถึงกับมองค้อนขวับไม่ถูกใจ จะอ้าปากต่อว่าหมอจงที่ห้ามฉันใส่เสื้อผ้าสีสวยที่เสวี๋ยฉีช่วยเลือกสีให้
ฉันจึงจับแขนเสวี๋ยฉีเป็นการห้ามปราม และบอกเขาว่าสีขาวล้วนแบบนี้ก็สวยดี อีกอย่างสีขาวก็เป็นสีโปรดของเสวี๋ยฉีอยู่แล้วด้วย ดูสิ! เราใส่ชุดสีขาวสวยเหมือนกันเลย เสวี๋ยฉีจึงหยุดหงุดหงิดเปลี่ยนอารมณ์เหมือนพลิกฝ่ามือ หันมายิ้มแล้วชมว่าฉันใส่ชุดสีอะไรก็สวย เขาจะใส่ชุดสีขาวให้เหมือนกับฉันทุกวันเลย
หมอจงมองกิริยาท่าทางของเสวี๋ยฉีด้วยสายตาแปลกๆ คงนึกสงสัยว่าทำไมเสวี๋ยฉีจึงมีกริยาตุ้งติ้ง และชอบคลอเคลียอยู่ใกล้ๆฉันตลอดเวลา อีกทั้งหน้าตาเราทั้งห้าคนก็ไม่ได้ดูคล้ายว่าเป็นพี่น้องกันเลย เขาจึงถามพี่ชายทั้งสี่ว่าจะพักที่นี่ด้วยไหม เขายังไม่ได้เตรียมห้องไว้ให้ ถ้าจะพักคืนนี้ก็ให้ไปพักที่ห้องของฉิงคุนก่อน ส่วนฉันเขาเตรียมห้องพักไว้ให้แล้ว พี่ชายทั้งสี่ตอบเป็นเสียงเดียวกันทันทีว่า จะพักอยู่ห้องเดียวกับฉัน
หมอจงก็พูดด้วยสีหน้านิ่งเฉยไร้อารมณ์ว่า พักห้องเดียวกันไม่ได้ เพราะที่นี่แบ่งแยกชายหญิง ถึงจะเป็นพี่น้องกันให้พักห้องเดียวกันก็ไม่เหมาะ หมอหวังจึงรีบจับแขนหมอจง พร้อมกับทำสีหน้าส่งสัญญาณว่าอย่าขัดใจพี่ชายทั้งสี่ และบอกหมอจงว่าปล่อยให้เราพักห้องเดียวกันเถอะ ขอให้ละเว้นฉันกับพี่ชายเป็นกรณีพิเศษ แต่หมอจงยังคงยืนยันว่าไม่ได้
หมอหวังจึงสะกิดและดึงแขนหมอจงให้เดินออกไปคุยกันสองคนที่ด้านนอก บอกว่าพี่ชายทั้งสี่เป็นคนน่ากลัวมาก พวกเขาจะไม่ยอมให้ฉันอยู่โดยลำพังโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะเสวี๋ยฉีนั้นเป็นคนอันตรายและน่ากลัวที่สุด อารมณ์แปรปรวนง่ายไม่ยอมใครทั้งนั้น ขนาดฮ่องเต้แคว้นหลวนเซียน พวกเขาทั้งสี่ยังไม่ยอมก้มหัวให้เลย จึงขอให้หมอจงเชื่อในคำเตือนของเขา
หมอจงจึงถามว่ามีเรื่องอะไรเกี่ยวกับฉันที่หมอหวังยังบอกเขาไม่หมดหรือไม่ เพราะหมอหวังดูจะให้ความสำคัญกับฉันเกินกว่าจะเป็นแค่คนที่เคยรักษาพิษให้ท่านอ๋อง หมอหวังก็ตอบแค่ว่า ฉันกับพี่ชายทั้งสี่นั้นเป็นบุคคคลสำคัญของแคว้นหลวนเซียน ไว้อยู่กับฉันไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็รู้เอง แต่หมอหวังรับรองว่าเรื่องการรักษาพิษนั้น ฉันรักษาได้จริงตามที่เขาเคยเล่ามา
หมอจงจึงพูดว่าเรื่องที่ฉันรักษาพิษให้ท่านอ๋องได้นั่นแหละที่ทำให้เขาสนใจ จึงยอมรับฉันเป็นศิษย์หญิงคนแรก ในเมื่อหมอหวังยืนยันและขอไว้เป็นกรณีพิเศษ เขาก็จะอนุโลมให้ จากนั้นคนทั้งสองก็เดินกลับเข้ามาในห้อง แล้วบอกฉิงคุนให้ช่วยพวกพี่ชายยกข้าวของสัมภาระไปเก็บไว้ในห้องเดียวกับฉัน ส่วนฉันนั้นหมอจงจะพาไปดูแปลงปลูกสมุนไพรว่ามีอะไรบ้าง ก่อนจะเริ่มเรียนกันในวันพรุ่งนี้
ฉันจึงถามพี่ชายทั้งสี่ว่ามีใครจะไปเดินดูสมุนไพรด้วยกันไหม แต่มีเพียงเฟยเจินคนเดียวที่จะตามไปด้วย ส่วนคนที่เหลือบอกว่าจะไปรอที่ห้องพัก เพราะไม่ชอบอากาศร้อนๆด้านนอก ฉิงคุนก็ถามว่าที่นี่ร้อนเหรอ แต่เขากลับรู้สึกว่าอากาศกำลังเย็นสบาย เสวี๋ยฉีก็ทำสีหน้าเหวี่ยงใส่ หยิบพัดขนนกยูงอันโปรดมาพัดโบกคลายร้อน แล้วพูดว่าที่บ้านเขาอากาศเย็นกว่านี้ ส่วนที่นี่น่ะอากาศร้อน แล้วก็เร่งให้ฉิงคุนเดินนำทางไปห้องพัก
ส่วนฉันกับเฟยเจินและหมอหวัง เดินตามหมอจงไปทางด้านหลังบ้าน เป็นสวนสมุนไพรที่เขากับคนงานช่วยกันปลูกช่วยกันดูแล มีแปลงสมุนไพรอยู่หลายแปลง และมีสมุนไพรหลายชนิดปลูกไว้เต็มทุกแปลง มีทั้งสมุนไพรที่ฉันรู้จักและไม่รู้จักอยู่หลายชนิดอีกด้วย ทำให้รู้สึกคุ้มค่ากับการเดินทางไกลมาที่นี่เหลือเกิน
จึงแอบเด็ดชิมสมุนไพรแปลกๆใกล้มือตอนที่เดินผ่าน มันมีรสชาติขมฝาดเฝื่อนคอคอ จึงนึกสนุกอยากแกล้งเฟยเจินขึ้นมา หันไปพูดเบาๆกับเฟยเจินว่าสมุนไพรนี้มีรสเย็น หอม สดชื่น แล้วเด็ดใบสมุนไพรนั้นใส่ปากให้เฟยเจินเคี้ยว ทำเขาร้องยี้เบะปากรีบคายใบสมุนไพรทิ้งเพราะขม แล้วก็ตีไหล่ฉันเบาๆที่ถูกแกล้ง เราจึงหัวเราะให้กันเบาๆที่แกล้งกันเล่น
แต่สายตาของหมอจงมักหันมามองฉันกับเฟยเจินอยู่บ่อยๆ อาจเป็นเพราะฉันกับเฟยเจินชอบเล่นและคุยกันเบาๆสองคนกระหนุงกระหนิงดูไม่เหมือนพี่น้อง แต่เขาก็ไม่ได้พูดหรือต่อว่าอะไรยังคงเดินชี้ให้ดูสมุนไพรสำคัญบางชนิดและสรรพคุณการรักษา
กระทั่งหมอจงพาเราเดินวนออกมาถึงลานตากสมุนไพรหน้าบ้าน เรามาหยุดยืนตรงชั้นตากสมุนไพรที่มีสมุนไพรเหมือนดอกหญ้า วางตากอยู่ในกระจาดเล็กๆกระจาดหนึ่ง เป็นดอกหญ้าสีขาวประกายเงินสวยสะดุดตา หมอหวังจึงถามถึงสมุนไพรในกระจาดว่าเป็นสมุนไพรอะไร กลีบดอกมีลวดลายเป็นริ้วเส้นบางๆสีเงินไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
หมอจงบอกว่ามันคือ ดอกหญ้าเงินใยหิน และด้วยความอยากรู้อยากเห็นใกล้ๆของฉัน จึงหยิบดอกหญ้านั้นขึ้นมาดูและจะดมกลิ่นว่าเป็นอย่างไร หมอจงก็ร้องออกมาเสียงดังว่า "อย่าจับ!! มันมีพิษ!!" พร้อมกับปัดดอกหญ้าเงินใยหินออกจากมือฉันทันที ทำเอาฉันสะดุ้งโหยงตกใจ
แล้วหมอจงที่รีบจับที่ข้อมือของตัวเอง เพราะที่ฝ่ามือของเขากำลังเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ อีกทั้งสีหน้าเขาที่บ่งบอกว่ากำลังเจ็บปวดมาก แต่หมอจงยังอุตส่าห์ห่วงใยถามว่าฉันถูกพิษหรือเปล่า และมองมือฉันที่กำลังแบมือให้เขาดูรอยสีดำคล้ำที่ปรากฏอยู่บนฝ่ามือ แต่ตอนนี้รอยดำนั้นกำลังเลือนจางหายไป
ทำให้หมอจงแปลกใจเป็นอย่างมาก ที่พิษดอกหญ้าเงินใยหินไม่ลามพิษทั่วฝ่ามือ แต่พิษกำลังจางหายไปอย่างรวดเร็วกลายเป็นฝ่ามือปกติ ผิดกันกับเขาที่พิษสีดำเริ่มลามเต็มจนเกือบถึงข้อมือ หมอจงจึงรีบเดินไปหยิบมีดหั่นสมุนไพรเล่มเล็กๆที่วางอยู่ในกระจาดใกล้ๆ
จรดปลายมีดลงฝ่ามือเกือบจะถึงข้อมือ แล้วกรีดคมมีดเฉือนเป็นแผลยาวบนฝ่ามือจนไปถึงปลายนิ้วกลาง จากนั้นเขาก็กดจุดไล่พิษจากต้นแขนลงมาถึงข้อมือ แล้วรีดพิษให้ไหลออกมาจากบาดแผลพร้อมกับเลือดสีดำไหลทะลักออกมาจำนวนมาก
ทำเอาเราทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น ต่างหวาดเสียวที่เห็นบาดแผลกรีดเป็นทางยาวเลือดไหลทะลักออกมาสดๆ ทั้งคนงานและฉิงคุนที่รีบวิ่งมาดูต่างตกใจที่เห็นหมอจงถูกพิษ และกำลังรีดเลือดเอาพิษออกจากฝ่ามือด้วยความเจ็บปวด แต่หมอจงก็อดทนพยายามไม่แสดงออกทางสีหน้าว่าเจ็บแค่ไหน
หมอหวังรีบถามฉิงคุนว่ามียาถอนพิษหรือไม่ ฉิงคุนตอบว่ายังไม่มียาถอนพิษดอกหญ้าเงินใยหิน หมอหวังก็ถามด้วยความสงสัยแกมหงุดหงิดใจว่า นำดอกหญ้าพิษมาตากไว้ทำไม ถ้ามีคนอื่นเผลอมาหยิบจับถูกพิษอีกจะทำยังไง ฉิงคุนจึงตอบว่าคนงานทุกคนที่นี่รู้จักดอกหญ้าชนิดนี้ พวกเขาจะใช้ผ้าหรือถุงมือหยิบจับทุกครั้งจึงไม่มีใครถูกพิษ และที่นำดอกหญ้าพิษมาตากไว้ เพราะหมอจงจะนำมาศึกษาหายาถอนพิษหญ้าเงินใยหิน
หมอจงจึงบอกกับทุกคนว่าเขาไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวลเรื่องที่เขาถูกพิษ เพราะตอนนี้รีดเลือดพิษออกแล้ว แต่สีหน้าเขานั้นดูไม่ดีอย่างที่พูดเลย ฉิงคุนจึงบอกให้หมอจงรีบกลับเข้าไปในเรือน เดี๋ยวเขาจะเย็บแผลให้ จากนั้นฉิงคุนก็ประคองหมอจง ที่เริ่มมีอาการเดินเซให้เข้าไปในเรือน หมอหวังก็หันมาพูดตักเตือนฉันทันทีว่า ต่อไปอย่าหยิบจับอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าอีก นี่โชคยังดีที่หมอจงรีดเลือดพิษออกทันไม่งั้นหมอจงคงแย่