ในชั่วพริบตานี้แม้แต่อากาศก็ยังคล้ายดั่งว่าถูกแช่แข็ง
คนของตระกูลมู่ทั้งหลายล้วนแต่จ้องมองผลเพลิงวิญญาณอย่างไม่ละสายตาแม้จะไม่ได้เอ่ยปากแต่นัยน์ตานั้นก็ได้บ่งบอกแล้วว่าหากเมิ่งฝานเอ่ยคำว่า ‘ไม่’ ออกมาแม้เพียงคำเดียวก็จะลงมือในทันใด!
ความเงียบงันปกคลุมไปชั่วครู่เมิ่งฝานก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญา “พวกท่านมีจำนวนคนตั้งมากมายต่อให้ข้าไม่ยอมก็คงไร้ทางเลือก แต่กว่าข้าจะได้ผลเพลิงวิญญาณมาไม่ง่ายเลยพวกท่านคิดจะนำสิ่งใดมาแลกเปลี่ยนอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินดังนั้นหนึ่งในบุรุษชุดขาวจึงเอ่ยพลางยิ้มขึ้น“ในเมื่อท่านเสียแรงไปตั้งมากมาย ข้ายินดีที่จะยกเงินสองหมื่นเหรียญทองคำให้เพื่อเป็นของแลกเปลี่ยน!”
สองหมื่นเหรียญทองคำ!
อีกฝ่ายช่างอยากทำตัวเป็นราชสีห์ที่รอเหยื่อมาหาเสียจริงทั้งที่มันเป็นถึงวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับห้าแต่กลับใช้เงินเพียงสองหมื่นเหรียญทองคำในการแลก
คิดว่าข้าเป็นขอทานหรือไร!
เมิ่งฝานหัวเราะด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็นอยู่นานจากนั้นจึงเอ่ยว่า “ได้ ไม่มีปัญหา ข้าจะยกมันให้พวกท่าน!”
ระหว่างที่เอ่ยวาจาฝ่ามือของเมิ่งฝานก็ขยับเขาโยนผลเพลิงวิญญาณออกไปโดยที่ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานยอมแลกเปลี่ยนโดยง่ายชายชราชุดสีเทาก็ชะงักงันไปชั่วครู่แต่หลังจากที่มองผลเพลิงวิญญาณในมืออย่างละเอียดแล้วพบว่ามันเป็นของจริงก็ดีใจจนแสดงออกบนใบหน้า
เพราะถึงอย่างไรแล้วต่อให้นำผลเพลิงวิญญาณไปประมูลก็ยังมีราคากว่าสามแสนเหรียญทองคำเป็นอย่างต่ำถึงอย่างไรพวกเขาก็ถือว่าตนเองนั้นได้กำไร!
บุรุษหนุ่มชุดขาวคลี่ยิ้มออกมาหลังจากนั้นจึงยื่นบัตรสีทองใบหนึ่งให้แก่เมิ่งฝานพร้อมทั้งเอ่ยเสียงเบา “ข้าน้อยคือมู่หลงแห่งตระกูลมู่ ขอบใจท่านมากจริงๆวันข้างหน้าหากท่านมีปัญหาใดก็ไปหาข้าที่เมืองซ่างจิงได้!”
เมื่อได้รับผลเพลิงวิญญาณไปแล้วมู่หลงผู้นี้ก็ดีใจจนแสดงออกบนใบหน้าจึงไม่สนใจหากต้องเอ่ยประโยคผูกสัมพันธ์
หลังจากที่รับบัตรสีทองนั้นมาได้เมิ่งฝานก็นำมันเก็บไว้ในแหวนคลังวัตถุเขาไม่ได้เอ่ยอันใดให้มากความนอกจากประสานมือแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ “ถ้าอย่างนั้น ข้าคงต้องขอตัวก่อน!”
เมื่อเอ่ยออกไปดังนั้นร่างของเขาก็ขยับแล้วหนีหายไปจากสถานที่ตรงนี้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้า!
ผู้คนทั้งหลายมองเงาแผ่นหลังของเมิ่งฝานด้วยความตกตะลึงนึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะยอมจากไปง่ายดายเพียงนี้
มู่หลงกระตุกยิ้ม จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น“นับว่าเป็นผู้ที่ฉลาดไม่เบา ไม่อย่างนั้น...”
“เอาเถอะไม่ต้องพูดให้มากความแล้วล่ะ รีบเก็บมันเอาไว้เสียก่อนเถอะ!” มู่เฉวียนเอ่ยพลางหัวเราะ ขณะเดียวกันก็นำกล่องใบหนึ่งออกมาแล้วใส่ผลเพลิงวิญญาณไว้ข้างใน
มู่หลงพยักหน้ารับ เขาวาดมือออกไปพลางเอ่ยเสียงเรียบ“ตอนนี้ก็กลับกันได้แล้วนึกไม่ถึงว่าจะได้รับในสิ่งที่มากมายเช่นนี้!”
หลังจากสิ้นเสียงนั้นคนของตระกูลมู่ต่างก็พยักหน้ารับไปตามๆกัน ใบหน้าของพวกเขาล้วนแต่มากไปด้วยความดีใจนับว่าไม่ได้มาเสียเที่ยว
ทว่าในวินาทีต่อมากลับมีเสียงคำรามดังก้องไปทั่วบริเวณรอบกายของพวกเขาสั่นไหวเล็กน้อยพร้อมกับเงาขนาดใหญ่ที่ออกมาจากถ้ำ ร่างกายของมันสูงใหญ่นัยน์ตาอัดแน่นไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความเดือดดาล ทำให้อุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้น ซึ่งมันก็คือเทพวานรโลกันตร์นั่นเอง!
“เทพวานรโลกันตร์!”
มู่เฉวียนมองไปยังภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าที่ปลี่ยนไปใบหน้าอันผอมแห้งของเขานั้นคล้ายดั่งเจอผีก็ไม่ปาน ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเรื่องราวดีๆเพิ่งจะจบลงจะมีความโชคร้ายเข้ามาเยือนในทันใด!
“ทุกคนระวังตัวด้วยเจ้าเทพวานรโลกันตร์เป็นอสูรประหลาด!”
ระลอกคลื่นแผ่ซ่านและมีความร้อนระอุที่ไม่ธรรมดาคนของตระกูลมู่ทั้งหลายต่างสัมผัสได้ถึงจิตสังหารบนร่างกายของเทพวานรโลกันตร์ได้เป็นอย่างดี! ซึ่งต่อให้พวกเขาคือคนของตระกูลมู่แต่เมื่ออยู่ภายใต้จิตสังหารอันน่าสะพรึงเช่นนี้ยังสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจไม่ว่าผู้ใดต่างก็รู้กันดีว่าเวลานี้เทพวานรโลกันตร์กำลังเดือดดาลอย่างยิ่ง!
อสูรประหลาดระดับห้า เป็นสิ่งที่ต่อให้มู่เฉวียนพบเจอก็ยังต้องหลบเลี่ยงขณะนี้นัยน์ตาของมันจับจ้องมายังพวกเขาทั้งหลาย ผู้ที่ไร้ซึ่งโอกาสหนี
จากนั้นมู่เฉวียนจึงก้าวเดินไปเบื้องหน้าพลางประสานมือเอ่ยว่า“สหายสัตว์อสูรข้ากับเจ้าเป็นดั่งน้ำคลองที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับน้ำในลำธารพวกข้าจะจากไปบัดเดี๋ยวนี้!”
ทว่าสำหรับเทพวานรโลกันตร์แล้วนั้นผู้คนที่อยู่เบื้องหน้าคือพวกเดียวกับผู้ที่ขโมยผลเพลิงวิญญาณของตนไป ที่มากกว่านั้นคือพวกเขากำลังครอบครองผลเพลิงวิญญาณเอาไว้ในมือ
ในวินาทีต่อมา มู่เฉวียนยังพูดไม่จบเทพวานรโลกันตร์ก็ใช้ฝ่ามือตะปบเข้าไปหาเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นมาดุจดั่งภูเขาไฟก็ไม่ปาน! ซึ่งการจู่โจมของผู้ที่มีพลังขั้นจวนปราณทะลวงนั้นทำให้สีหน้าของมู่เฉวียนเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันดุจดั่งว่ากินเด็กตายเข้าไปก็ไม่ปาน
แล้วในวินาทีต่อมามู่เฉวียนพลันตวาดเสียงดัง“ตั้งค่าย!”
“ขอรับ!”
เมื่อคนของตระกูลมู่ที่อยู่ข้างกายเขาเห็นว่ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์คับขันก็ตวาดรับคำโดยเร็วพวกเขาปล่อยพลังปราณที่มีทั้งหมดออกมา เพียงชั่วพริบตาก็มีการระเบิดของพลังปราณอันแข็งแกร่งเกิดขึ้นทั่วบริเวณเงาร่างคนทั้งแปดยืนอยู่ในอากาศแปดจุด
“ค่ายกลเทวะพฤกษา!”
พวกเขาทั้งแปดตวาดออกมาพร้อมกันแล้วเริ่มลงมือในทันใดเวลานี้คล้ายดั่งว่าพลังแห่งค่ายกลอันแข็งแกร่งได้ปกคลุมไปทั่วบริเวณก็ไม่ปาน ทั้งยังสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าเหนือศีรษะของพวกเขาทั้งหลายล้วนแต่มีโล่แห่งพลังปราณปรากฏขึ้นมาทั้งสิ้น
ไกลออกไปนั้น
นัยน์ตาของคนผู้หนึ่งวาวโรจน์แล้วพึมพำเสียงเบา “โชคดีที่ไม่ได้ต่อกรกับพวกนั้น ตระกูลมู่แห่งอาณาจักรต้าก้านนี้จะต้องมีความสามารถที่แข็งแกร่งไม่เบาเพียงแค่การผสานค่ายกลก็ยังไม่ธรรมดา!”
เจ้าของเงาร่างนั้นก็คือเมิ่งฝานใบหน้าของเขามีรอยยิ้มปรากฏแผนการดึงเสือสองตัวให้เข้าไปอยู่ถ้ำเดียวกันของเขานั้นนับว่าร้ายกาจไม่เบา
ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายชนะ ที่สุดแล้วย่อมต้องบาดเจ็บสาหัสกันทั้งสองฝ่ายสุดท้ายเวลาของการไล่ล่าจากเขาผู้ที่มากด้วยพลังก็จะมาถึง!
ตู้ม!
เทพวานรโลกันตร์โจมตีลงไปบนโล่แห่งพลังปราณอย่างดุดันซึ่งต่อให้โล่แห่งพลังปราณนั้นจะแข็งแกร่งเพียงใดก็ยังมีรอยร้าวปรากฏขึ้นมาเพียงชั่วพริบตาคนของตระกูลมู่ผู้มีศักยภาพอ่อนแอก็ล่าถอยไปอย่างรวดเร็วก่อนจะกระอักเลือดแล้วสลบไป
ทว่าการโจมตีของเทพวานรโลกันตร์ยังไม่จบเพียงเท่านี้ฝ่ามือขนาดใหญ่ของมันยังคงโจมตีต่อไป และพละกำลังภายในร่างกายขนาดยักษ์ของมันก็หาใช่เพียงพันชั่งไม่เวลานี้กำลังจู่โจมลงไปบนโล่แห่งพลังปราณของตระกูลมู่อย่างดุดัน
ปัง! ปัง!
ภายใต้พละกำลังอันมหาศาลนั้นแม้แต่มู่เฉวียนที่อยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับเซียนก็ยังถูกแรงสั่นสะเทือนทำให้เลือดลมในร่างกายแปรปรวนแต่คนของตระกูลมู่ที่อยู่ข้างกายเขานั้นกลับน่าอนาถยิ่งกว่า
มู่หลงกัดฟันแน่นความทะนงตนบนใบหน้าเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น ยามนี้ผลเพลิงวิญญาณที่อยู่ในมือเขาเป็นดั่งเผือกอันร้อนระอุก็ไม่ปาน
“เปลี่ยนค่าย เทวะพฤกษาสังหาร!”
หลังจากที่ตวาดออกมาเสียงดังมู่เสวียนก็ขยับฝ่ามือทั้งสองข้างเขาปล่อยมุทราออกไปขณะเดียวกันก็มีพลังปราณหลั่งไหลออกมาจากฝ่ามืออย่างไม่ขาดสายโดยพลังปราณดังกล่าวนั้นมีพลังชีวิตอันแข็งแกร่งอยู่ภายในหลั่งไหลออกไปอย่างไม่ขาดสายดุจดั่งสายธารหลากก็ไม่ปาน
ในฝ่ามือคนของตระกูลมู่ที่อยู่ด้านหลังเขาต่างมีพลังปราณปรากฏซึ่งมันก็คือวรยุทธ์แห่งตระกูลมู่นั่นเอง
เพียงชั่วพริบตาต่อมาพลันมีพลังปราณผสานตัวขึ้นมาในอากาศโล่แห่งพลังปราณในอากาศเปลี่ยนแปลงกลายเป็นกระบี่แห่งพลังปราณขนาดใหญ่ก่อนจะพุ่งตรงไปยังเทพวานรโลกันตร์
ปัง!
พลังปราณแตกระเบิด อานุภาพอันแข็งแกร่งของค่ายกลเวทย์ที่ถูกเปลี่ยนแปลงนี้เทียบกับวิชายุทธ์ระดับอักษรฮวงเลยก็ว่าได้เมื่อมันแตกระเบิดอากาศพลันสั่นสะเทือน ระลอกคลื่นแห่งพลังปราณแผ่ซ่านไปทั่วสารทิศคนของตระกูลมู่ต่างก็ล่าถอยออกไปทั้งยังกระอักเลือดด้วย
ตรงข้ามกับพวกเขานั้นเทพวานรโลกันตร์เองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนักร่างกายอันแข็งแกร่งของมันเต็มไปด้วยรอยแผลมากมายซึ่งล้วนแต่มาจากการถูกพลังปราณทำร้ายทั้งสิ้นร่างที่เดิมทีเป็นสีแดงเพลิงนั้นน่าสะพรึงยิ่งกว่าเดิม เวลานี้เทพวานรโลกันตร์ที่คล้ายดั่งเทพแห่งความตายได้ยืนอยู่กับที่ทว่าความชั่วร้ายของมันกลับเพิ่มขึ้นมาหลายเท่าตัว
โฮก!~~
เทพวานรโลกันตร์ร้องคำรามออกมาเสียงดังขณะเดียวกันฝ่ามือขนาดยักษ์อันเกิดจากการผสานตัวของเปลวเพลิงก็ปรากฏแล้วดิ่งลงมาจากเบื้องบนในทันใดมันเป็นฝ่ามือที่รวบรวมพลังของเทพวานรโลกันตร์ทั้งหมดเอาไว้และดิ่งลงไปหาคนของตระกูลมู่ดุจดั่งภูเขาไฟก็ไม่ปาน
“ช่วยด้วย ท่านผู้อาวุโสเฉวียน!”
มู่หลงมองไปยังฝ่ามือขนาดยักษ์ในอากาศแล้วร้องออกมาด้วยอาการหน้าถอดสีขณะเดียวกันก็ล่าถอยไปอย่างไม่หยุดพัก หากถูกฝ่ามือนั้นตะปบลงมาใส่ คนของตระกูลมู่คงจะต้องสิ้นชีพกันทั้งหมดพละกำลังของเทพวานรโลกันตร์ตัวนี้น่าสะพรึงไร้เทียมทาน แม้แต่จอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงก็ยังไม่กล้ารับมือโดยตรง
กลางอากาศ สีหน้าของมู่หลงเปลี่ยนไปแล้วในชั่วพริบตาต่อมาพลันก้าวย่ำไปในอากาศเขาผลักฝ่ามือทั้งสองข้างออกไปพร้อมทั้งตวาดเสียงดัง “หัตถ์จุติมิดับสูญ!”
วิชายุทธ์อันแข็งแกร่งระดับอักษรหงเมื่อผสานกับพลังปราณจากการบำเพ็ญของมู่เฉวียนจึงทำให้อากาศโดบรอบบิดเบี้ยวลมปราณของมู่เฉวียนในขณะนี้เพิ่มพูนขึ้นมาในขั้นสูงสุด พุ่งทะยานไปดั่งสายธารหลากเมื่อฝ่ามือใหญ่ของเขาขยับพลันมีฝ่ามือขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นมาในอากาศ
มันคือวรยุทธ์ของตระกูลมู่ที่แท้จริงจนแม้แต่เมิ่งฝานก็ยังรู้สึกตกตะลึงเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังของอีกฝ่ายเขาก็รู้ได้ทันทีว่าตนเองในยามนี้ยังห่างชั้นกับจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณระดับเซียนอีกไกล!
ตู้ม!
เมื่อฝ่ามือขนาดยักษ์ทั้งสองปะทะกันดั่งอุกกาบาตสองลูกพุ่งชนกันระลอกคลื่นแห่งพลังก็แผ่ซ่านไปทั่วสารทิศแล้วทำให้เกิดฝุ่นควันคละคลุ้งเม็ดทรายลอยตลบอบอวล พื้นเบื้องล่างแตกร้าว
แล้วในวินาทีต่อมามู่เฉวียนก็กระอักเลือดชุดสีเทาบนตัวฉีกขาดพร้อมกับเส้นแขนงปราณที่เสียหายไปไม่รู้เท่าใดหากไม่ใช่เพราะเขาอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับเซียน ป่านนี้คงจะทนพิษบาดแผลไม่ไหวและตายไปแล้ว
หลังจากที่กลืนเลือดของตนเองลงไปมู่เฉวียนก็ดีดนิ้วผลเพลิงวิญญาณพลันลอยกระเด็นเข้าไปในถ้ำก่อนเขาจะเอ่ยเสียงดัง “ไป!”
หลังจากที่เอ่ยวาจาร่างของชายชราอย่างเขาก็ขยับนิ้วทั้งห้าซึ่งเป็นดั่งกรงเล็บเหยี่ยวคว้าเข้าที่คนของตระกูลมู่ทั้งสองที่อยู่ข้างกายเพื่อพาให้ออกไปจากสถานที่แห่งนี้โดยเร็วแม้ว่าผลเพลิงวิญญาณจะสำคัญและล้ำค่าแต่ทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าหากยังคงฝืนต่อไปคงต้องตายอยู่ที่นี่ด้วยกันทั้งหมด
เมื่อเห็นว่าผลเพลิงวิญญาณที่เพิ่งจะได้รับมาต้องจางหายไปริมฝีปากของมู่หลงและคนอื่นๆ ต่างก็สั่นเทาและมีสีหน้าอันเศร้าหมอง!
เทพวานรโลกันตร์ยังคงยืนอยู่กับที่และมีท่าทีลังเลอยู่ชั่วครู่แม้ว่ามันอยากจะสังหารมนุษย์ที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของตนอย่างยิ่งแต่ร่างกายของมันก็เต็มไปด้วยบาดแผลที่มากไปกว่านั้นคือสิ่งที่สำคัญอย่างผลเพลิงวิญญาณก็ถูกโยนเข้าไปในถ้ำแล้วด้วย
ร่างกายขนาดใหญ่ละทิ้งมู่เฉวียนและคนอื่นๆจากนั้นจึงหันไปคว้าผลเพลิงวิญญาณแทนในทันใด
มู่เฉวียนและคนอื่นๆ จึงฉวยโอกาสอันหาได้ยากนี้หลบหนีไปอย่างรวดเร็วกลุ่มคนเหล่านั้นเร่งรีบทะยานไปบนทะเลทราย ทิ้งไว้พียงรอยเลือดที่อยู่บนพื้น
ภายในสถานที่แห่งเดิมนี้ดูคล้ายว่าอากาศได้ถูกแผดเผาไปก็ไม่ปานกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณและเหลือเพียงเทพวานรโลกันตร์ที่ยังคงอยู่ในถ้ำซึ่งมันได้เก็บผลเพลิงวิญญาณขึ้นมาแล้ว
หลังจากที่นำของล้ำค่ามาไว้ในที่หน้าอกเทพวานรโลกันตร์จึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ในการต่อสู้อันรุนแรงเมื่อครู่นั้นแม้ว่ามันจะแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งแต่ก็ยังได้รับบาดเจ็บไม่น้อยหากไม่มีเวลาในการฟื้นฟูร่างกายสักครึ่งเดือนก็คงไม่หายดีฉะนั้นแล้วในขณะนี้เทพวานรโลกันตร์ที่นั่งอยู่บนพื้นจึงเรียกได้ว่ากำลังอ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง
ถือว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่น่าชมเป็นอย่างยิ่งเลยก็ว่าได้!
เมิ่งฝานมองภาพเบื้องหน้าแล้วคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยนับน์ตาของเขาวาวโรจน์เพราะรู้ดีว่า...ถึงเวลาที่ตนเองต้องลงมือแล้ว!