ตอนที่ 81
กายาอสูร
ภายหลังจากที่เสวี่ยหมิงกลับมายังที่พำนักของโจวอู่เว่ย ผู้เป็นอาจารย์ก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของเสวี่ยหมิงทั้งรูปร่างและความหนาแน่นของพลังลมปราณ และด้วยนิสัยเปิดเผยไม่เก็บงำอีกทั้งเสวี่ยหมิงก็ถือเป็นคนใกล้ชิด ทำให้โจวอู่เว่ยเอ่ยปากถามเสวี่ยหมิงไปตรง ๆ แม้อยากจะบอกเรื่องราวทุกสิ่งไปตามจริง แต่เสวี่ยหมิงก็ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ที่รู้ความลับของดวงตาข้างซ้ายแล้วว่าจะเก็บเรื่องราวบางอย่างเอาไว้เป็นความลับ เสวี่ยหมิงจึงเลือกที่จะเปิดเผยเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น
เมื่อคิดได้เช่นนี้เสวี่ยหมิงจึงหยิบศิลาปริศนาซึ่งโจวอู่เว่ยมอบให้ออกมา ก่อนยกความดีความชอบที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้กับมัน โดยเสวี่ยหมิงอ้างว่าตัวเขานั้นโชคดีได้รับพลังวิเศษจากศิลาปริศนาแต่เมื่อได้มาแล้วศิลาก็พลันแตกร้าว และเมื่อเสวี่ยหมิงทำท่าจะส่งศิลาวิเศษคืนให้กับโจวอู่เว่ย
ผู้เป็นอาจารย์กลับยิ้มกว้างและผลักมือของเสวี่ยหมิงกลับไป ก่อนจะเอ่ยว่า "...เสวี่ยหมิงเอ๊ย เจ้าช่างเป็นเด็กที่เปี่ยมด้วยโชควาสนายิ่งนัก ศิลาปริศนาแผ่นนี้แม้อยู่ในมือข้ามานานปี แต่เพราะซึ่งไร้วาสนานำพาเจ้าสิ่งนี้ก็มีค่าไม่ต่างจากหินดินทั่วไป แต่เมื่อมันอยู่ในมือของเจ้ามันกลับกลายเป็นของวิเศษล้ำค่า แล้วจะให้อาจารย์แย่งเอาสมบัติวิเศษเช่นนี้มาจากเจ้าได้อย่างไร" รอยยิ้มจริงใจอันเปี่ยมด้วยความสุขของโจวอู่เว่ยทำเอาเสวี่ยหมิงรู้สึกสะท้อนใจยิ่งนักที่เขาเลือกปกปิดเรื่องราวหลาย ๆ อย่างของตัวเองเอาไว้ ดังนั้นเสวี่ยหมิงจึงหมายมั่นว่าสักวันเขาจะต้องตอบแทนบุญคุณและความไว้เนื้อเชื่อใจของผู้เป็นอาจารย์ให้จงได้
หลังการสนทนาจบลงโจวอู่เว่ยก็ยังอยากรู้ว่าเสวี่ยหมิงที่เปลี่ยนไปนั้นมีพลังสูงส่งแค่ไหนแล้ว ยิ่งเสวี่ยหมิงบอกว่าระดับลมปราณของเขานั้นเพียงแต่หน้าแน่นขึ้น แต่กลับไม่สามารถทะลวงผ่านไปสู่พื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ส่วนพลังวิเศษที่ได้รับเพียงเพิ่มพลังทางกายเท่านั้น โจวอู่เว่ยจึงเอ่ยให้เสวี่ยหมิงตามไปยังโรงฝึกยุทธ์ซึ่งเพิ่งจะซ่อมแซมเสร็จไม่นาน
"นี่คือเสาศิลาทดสอบพลัง" โจวอู่เว่ยอธิบายพร้อมนำเสาศิลาขนาดใหญ่ออกมาจากแหวนมิติของตนปักลงที่พื้นลานฝึกยุทธ์ "เสาต้นนี้ไม่ใช่เสาทดสอบพลังทางกายภาพ แต่เป็นเสาที่ใช้ทดสอบทักษะยุทธ์ลมปราณ ทำให้มันมีความคงทนสูงถึงห้าหมื่นจิน" โจวอู่เว่ยเอ่ยพร้อมใช้มือลูบไล้ไปบนเสาศิลาด้านข้าง "เสวี่ยหมิงอาจารย์อยากให้เจ้าทดสอบน้ำหนักหมัดของเจ้ากับศิลาต้นนี้ดู"
เสวี่ยหมิงพยักหน้ารับพลางมองดูศิลาที่มีอักขระมากมายสลักเอาไว้ที่ด้านล่างและส่วนปลายยอดเสา เมื่อโจวอู่เว่ยถอยฉากออกไปแล้วเสวี่ยหมิงก็ก้าวเท้าเข้ามายืนหยุดห่างจากเสาศิลาเพียงแค่หนึ่งวา ดวงตาคมกล้าโดยไม่ได้ใช้พลังใด ๆ หนุนเสริมจับจ้องไปที่แกนกลางของเสาศิลา เสวี่ยหมิงสูดหายใจลึกเข้าปอดพร้อมเกร็งแขนขวาจนกล้ามเนื้อเบ่งพองเส้นเลือดปูดโปนออก ยามชักแขนกลับหลังไร้ซึ่งสำเนียง หากแต่ยามที่ผลักพุ่งกำปั้นที่กำแน่นไปเบื้องหน้าพลันปรากฏเสียงแตกระเบิดของอากาศดัง ปัง! ก่อนจะตามมาด้วยเสียงปะทะกันของหมัดและศิลา
โจวอู่เว่ยขยี้ตามองดูตัวเลขวัดค่าอยู่หลายรอบ "มมม...มะ...หมื่นแปดพันจิน" ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเสวี่ยหมิง "ลูกศิษย์ข้า...เจ้ายังเป็นมนุษย์อยู่ใช่มั้ย" คำกล่าวหยอกพร้อมรอยยิ้ม "พลังหมัดของเจ้านั้นเกินกว่าขีดจำกัดของผู้คนที่ข้าเคยพบมาตลอดชีวิตไปเสียแล้ว"
"หนึ่งหมื่นแปดพันจินนี่มันเยอะมากเลยเหรอครับท่านอาจารย์"เสวี่ยหมิงที่อาศัยอยู่ในตระกูลหย่งนั้นไม่เคยได้เรียนรู้เรื่องราวของผู้ฝึกตนในระดับสูงมาก่อน ทำให้เขาไม่เข้าใจในหลาย ๆ สิ่ง
"แน่นอน ผู้ฝึกตนนั้นจะพัฒนาร่างกายให้แข็งแกร่งที่สุดได้แค่ในระดับของพื้นฐานลมปราณเท่านั้น เพราะว่าเป็นขอบขั้นของการดูดซับลมปราณเพื่อปรับปรุงร่างกายเลือดเนื้อตนเอง แต่เมื่อเข้าสู่ขั้นแรกธรรมชาติสิ่งที่จะแข็งแกร่งขึ้นคือการเชื่อมต่อลมปราณเข้ากับธรรมชาติ การดูดซับลมปราณ รวมถึงการเติบโตของเส้นชีพจรลมปราณ ซึ่งแตกต่างจากสัตว์อสูรที่จะเติบโตไปพร้อมกันทั้งร่างกายและระดับลมปราณ แต่เพราะสัตว์อสูรทั่วไปไม่มีเส้นชีพจรลมปราณ มีเพียงร่างที่เป็นดั่งภาชนะจุลมปราณมันจึงไม่สามารถเรียนรู้ทักษะยุทธ์ได้ แต่ก็แลกมาด้วยทักษะโดยกำเนิดและร่างกายอันแข็งแกร่งทดแทน"
คำกล่าวของโจวอู่เว่ยล้วนเปิดมุมมองของเสวี่ยหมิงให้กว้างขึ้น และทำให้ตัวเขาเข้าใจถึงความพิสดาร และเนื้อหาของเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้ามากขึ้น ซึ่งในขอบขั้นที่สองของเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้า เป็นการแปรเปลี่ยนเลือดเนื้อของตนเองให้กลับกลายเป็นเลือดเนื้อใหม่ซึ่งอัดแน่นไปด้วยธาตุธรรมชาติอันบริสุทธิ์ทั้งห้า นั่นก็เท่ากับว่าเมื่อเสวี่ยหมิงฝึกสำเร็จในขอบขั้นนี้ร่างกายของเสวี่ยหมิงก็จะแข็งแกร่งและเปี่ยมไปด้วยพละกำลังไม่ต่างจากร่างกายแรกกำเนิดของสัตว์อสูร
"ท่านอาจารย์ขอรับ แล้วสัตว์อสูรลมปราณในระดับแรกธรรมชาตินั้นแข็งแกร่งมากไหมขนาดไหนกัน"
"มันก็แล้วแต่ชนิดอีก แต่หากเทียบด้านพละกำลังเพียงอย่างเดียว สัตว์อสูรลมปราณในระดับแรกธรรมชาติก็จะมีแรงปะทะอยู่ที่ห้าหมื่นถึงหนึ่งแสนจิน"
"ห้าหมื่นถึงหนึ่งแสนจิน !"
การสนทนายังคงดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่ก่อนที่จื่อฮุยซึ่งรู้ข่าวการกลับมาของเสวี่ยหมิง จึงได้เร่งสะสางเรื่องราวภายในตระกูล ก่อนจะมุ่งตรงมายังบ้านของโจวอู่เว่ยทำให้ทั้งสามอยู่สังสรรค์พูดคุยกันจนมืดค่ำ
.
.
ภายหลังจากที่เสวี่ยหมิงแยกตัวออกมา เขาก็ยังติดใจเรื่องราวที่โจวอู่เว่ยเล่าให้ฟัง ว่าที่สัตว์อสูรด้อยกว่าผู้ฝึกตนเป็นเพราะว่ามันไม่มีเส้นชีพจรลมปราณจึงไม่อาจฝึกฝนทักษะยุทธ์ แต่กับเคล็ดวิชากายาแห่งพระเจ้าเพียงแค่ขอบขั้นที่ 2 ก็ทำให้ร่างกายของผู้ฝึกสามารถแข็งแกร่งได้ดุจเดียวกับสัตว์อสูร แล้วหากว่าเสวี่ยหมิงทดลองใช้ทักษะยุทธ์กับร่างกายที่เพิ่งหนุนเสริมด้วยพลังปฐพีมาใหม่เล่าจะรุนแรงขนาดไหน เมื่อคิดได้ดังนั้นความอึดอัดสงสัยก็จุกแน่นในอกแม้จะเป็นดึกดื่นค่ำคืน แต่เพราะอยู่ในบ้านพักเดียวกันเสวี่ยหมิงจึงเดินเข้าไปขอยืมเสาศิลาทดสอบของโจวอู่เว่ยอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าเขาต้องการทดสอบระดับพลังของตัวเองให้หายข้องใจ และแน่นอนว่าไม่มีที่ใดเหมาะไปกว่าโรงฝึกยุทธ์อีกแล้ว
แม้จะเป็นการรบกวนยามดึกแต่โจวอู่เว่ยหาได้ใส่ใจ กลับชื่นชมในความกระตือรือร้นของเสวี่ยหมิงเสียอีก ทำให้เมื่อเสวี่ยหมิงเดินลับไป มันก็สั่งบ่าวชราที่กำลังเตรียมตัวกลับไปพักให้จัดเตรียมของว่างไปส่งให้เสวี่ยหมิงก่อน
.
.
บรึ้ม !!!
เสียงดังสะท้านขวัญก้องกังวานจนโจวอู่เว่ยที่กำลังสะลึมสะลือใกล้หลับจำต้องลุกขึ้นเดินหาต้นตอของเสียง
แต่ไม่ทันที่จะเดินออกจากห้องนอนบ่าวชราคนเดิมก็เดินกลับมาพร้อมชุดน้ำชาในมือ ทำให้โจวอู่เว่ยเอ่ยถามเพราะเห็นสีหน้าเหนื่อยหน่ายใจของบ่าวผู้นี้
"อาหวังเกิดอะไรขึ้นรึ"
"เรียนนายท่าน นายน้อยเสวี่ยหมิงทำโรงฝึกที่เพิ่งจะซ่อมเสร็จพังอีกแล้ว"
"พังไปแล้วก็แล้วกัน แต่ว่าเจ้ายกน้ำชากับของว่างกลับมาทำไมกัน"
"หลังจากที่ทำโรงฝึกพังนายน้อยเสวี่ยหมิงเองคงรู้สึกละอายใจเพราะนี่เป็นหนที่สามแล้ว นายน้อยเสวี่ยหมิงเลยบอกว่าเดี๋ยวจะหาทางชดเชยให้กับนายท่าน ก่อนจะทะยานหายลับออกไปจากบ้านแล้วขอรับ"
"เฮ้อ เด็กน้อยเอ่ยเด็กน้อย เรื่องเล็กแค่นี้ใยต้องใส่ใจ..." โจวอู่เว่ยเอ่ยยังไม่ทันจบประโยคก็ย่นคิ้วเข้าหากันราวกับนึกสิ่งใดได้ "เจ้าว่าโรงฝึกพัง แล้วเจ้าเห็นเสาศิลาที่ด้านในหรือไม่" บ่าวอาหวังพยักหน้ารับ "เสาศิลายังอยู่ดีไหม"
อาหวังยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะส่ายศีรษะไปมา "เหลือแต่ตอเลยขอรับนายท่าน"
โจวอู่เว่ยอ้าปากกว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะหุบลงและเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มพลางพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง "เสวี่ยหมิงเอ๋ย เสวี่ยหมิง จะมีวันใดไหม หลังจากเจ้าหายไปพักหนึ่งแล้วกลับมาที่จะไม่สามารถทำให้เฒ่าชราเช่นข้าไม่ประหลาดใจ" หลังจากเอ่ยจบผู้เป็นอาจารย์ก็หัวเราะร่าก่อนจะหันกายกลับเข้าสู่ห้องนอนของตนเอง