[New Life] อิสระของชีวิต

    [ตอนพิเศษ] ยูซอง x เซ็ท***วาย Yaoi //ไม่เกี่ยวกับเรื่องหลัก***

    ตอนพิเศษ ยูซอง x เซ็ท***วาย Yaoi //ไม่เกี่ยวกับเรื่องหลัก***ย้ำ ----------- ไม่เกี่ยวกับเรื่องหลัก / นิยายเรื่องนี้ไม่วายนะ
    ยูซอง talkผมเริ่มเข้าวงการนักแสดงตั้งแต่สมัยยังจำความได้ ผมไม่ใช่นักแสดงที่ดังเปรี้ยงมาตั้งแต่แรก เรียกได้ว่าบทบาทที่ผมได้รับมักจะเป็นบทธรรมดาทั่วไปที่ออกแนวตัวประกอบซะมากกว่า ถึงกระนั้นผมก็ไม่ย่อท้อ ยังคงพยายามต่อเพื่อที่ว่าสักวันผมจะได้รับบทที่โดดเด่นในภาพยนตร์หรือละครสักเรื่องถึงงานที่ได้อาจจะไม่เด่นดัง แต่นั่นก็สะสมชั่วโมงบิน เพิ่มพูนประสบการณ์ เรียนรู้จากคนที่ได้รับการยอมรับรอบข้าง เพราะผมอยากจะให้คนยอมรับในความสามารถของตัวเอง!...พวกคอมเม้นต์ด่าก็ช่างแม่ง บูลลี่ก็เรื่องของคุณ สิ่งที่สำคัญสำหรับผมคือแฟนคลับที่สนับสนุนที่ให้กำลังใจและคอยติดตามผลงานของผมอยู่เท่านั้นผมจะเป็นตัวของตัวเองแบบนี้ไปจนกว่าจะมุ่งหน้าไปถึงจุดสูงสุด นี่เป็นหนทางของคนที่ไม่มีพรสวรรค์ยังไงล่ะ!!...หลายปีต่อมา“อ่านแล้วเป็นยังไงบ้าง ฉันอยากให้เธอมารับบทมิสเตอร์ X”“ผมรับ ขอบคุณสำหรับโอกาส แต่อย่างผู้กำกับปาร์คน่าจะมีตัวเลือกที่ดีกว่าผมเยอะแยะไม่ใช่เหรอครับ?”ผมถามด้วยน้ำเสียงสั่นระริก ตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองแทบไม่ได้ หากไม่ติดว่าบทในมือเป็นสิ่งสำคัญ เขาคงลืมตัวกำมันจนเละถึงจะมีชื่อเสียงและฐานแฟนคลับในระดับที่ปลอดภัย มีงานเข้าตลอดปี แต่มันก็เทียบไม่ได้กับคำชวนร่วมงานในบทที่โดดเด่นของผู้กำกับที่มีชื่อเสียง และตัวผมเองก็ชื่นชมเขามาก...ถึงจะไม่ใช่บทพระเอก แต่ก็เป็นตัวละครที่เด่นและน่าสนใจมาก เขาอยากจะแสดง!“เป็นนายน่ะดีแล้ว งั้นไว้เจอกันใหม่วันเวิร์กช็อปนะ”“ได้ครับ!”...และแล้ววันเวิร์กช็อปของซีรี่ย์เรื่องโลกสีดำก็ทำให้ผมได้พบกับคนที่มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง เด็กคนนั้นเกิดมาเพื่อเป็นสตาร์อย่างไม่ต้องสงสัย“นายอยากจะตายเพราะพวกนักเลง หรือจะตายเพราะฉันฆ่านายดี?”“...ตาย...ฆ่า...?”ทั้งๆ ที่ตอนแรกนิ่งเงียบราวกับมือใหม่ แต่แค่เปิดปากคำเดียว บรรยากาศก็เปลี่ยนไป ดวงตาคมที่มองมายังเขาหม่นหมองไร้ประกายแสง อีกทั้งมันยังเต็มไปด้วยความมืดลึกสุดหยั่ง บรรยากาศรอบตัวให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก น้ำเสียงแหบพร่าไร้ชีวิต จนผมชะงักลืมต่อบทไปเสียสนิท เป็นความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัยของนักแสดงมืออาชีพ“...นายจะฆ่าฉันเหรอ?”“...”“...จะฆ่าฉันก็ได้ ...แต่ฉันมีคนที่ต้องฆ่าให้ได้อยู่...นาย...สอนวิธีฆ่าคน...ให้ฉันได้มั้ย?”ดวงตาหม่นแสงมีหยาดน้ำไหลออกมาเพียงหนึ่งหยด ก่อนที่สายตาไร้ชีวิตจะเต็มไปด้วยความคลั่งแค้น ประหนึ่งว่าพร้อมจะทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าแม้จะต้องแลกด้วยชีวิต เป็นความรู้สึกกดดันที่ผมไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน จนเข่าอ่อนล้มลงไปนั่งกับเก้าอี้...ผมเผลอกลัวเขาขึ้นมาจริงๆ“เป็นอะไรมั้ยครับพี่ชเว?”อา...ทั้งๆ ที่ตอนไม่สวมบทบาทก็ท่าทางไม่มีพิษมีภัยอะไรแท้ๆ เมื่อกี้ผมเผลอกลัวเขาไปได้ยังไงกันนะ แต่ว่าก็ว่าเถอะ หน้าหล่อๆ นั่นของเขาทำให้ผมรู้สึกอิจฉาจริงๆ...คงใช้หน้านั่นตกสาวๆ มาได้เยอะล่ะสิไอ้เด็กน่าหมั่นไส้...การแสดงของหนุ่มน้อยอัจฉริยะทำให้ผมรู้สึกทึ่งได้มากขึ้นในทุกๆ วัน เขาเล่นเองทุกฉากไม่ว่าจะเป็นฉากเสี่ยงตายแค่ไหนก็ตามแต่ แถมการพัฒนาก็ยังไต่ระดับได้ราวกับสัตว์ประหลาด ทุกครั้งที่ต้องเข้าฉากกับเขาผมต้องปลุกตัวเองให้ไม่ยอมแพ้ และงัดทุกอย่างที่มีเพื่อที่ว่าจะไม่ถูกความเป็นเขากลืนกิน“เก่งจนน่าอิจฉาเกินไปแล้วนะ”“พี่ยูซองเองก็เก่งมากนะครับ”“เทียบนายไม่ได้สักนิดเถอะ เฮ้อ เริ่มท้อขึ้นมาแล้วสิ”ผมพูดขึ้นตอนช่วงพักเบรก แอบอดคิดไม่ได้ว่ามาบ่นอะไรแบบนี้ให้นักแสดงนำที่เป็นหน้าใหม่ฟังจะทำให้เขารู้สึกไม่ดีซะก่อนรึเปล่า แต่ไม่ทันที่ผมจะได้แก้คำพูดตัวเอง เจ้าเด็กที่น่าอิจฉานั่นก็หันมายิ้มให้ผมซะอย่างนั้น “ผมว่าพี่ยิ่งมีไฟมากกว่านะ”...ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กนี่จับผิดอะไรผมได้นะ แต่ตอนนั้นผมแปลกใจมากที่เขาพูดแบบนั้นช่วยไม่ได้ เพราะยิ่งเขาเก่งเท่าไหร่ผมก็ยิ่งต้องพัฒนาฝีมือให้ทันเขามากขึ้นเท่านั้น ตอนนั้นผมโมเมอยู่คนเดียวในใจว่าเขาเป็นคู่แข่งที่แกร่งมาก ไม่รู้ทำไมเขาดันอ่านใจผมออกซะได้...ยิ่งได้ใช้เวลาร่วมกันในการถ่ายทำมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งสนิทกันมากขึ้นเท่านั้น และอาจจะเป็นผมฝ่ายเดียวก็ได้ที่อยากสนิทกับเขาให้มากขึ้น“เซ็ท ไปกินข้าวกัน”“ไปก่อนเลยพี่ ขอซ้อมฉากหน้าก่อน”“งั้นมา เดี๋ยวช่วยต่อบท”รู้ตัวอีกทีผมก็ชอบเข้าไปป้วนเปี้ยนรอบตัวเขา จนคนในกองแซวว่าถ้าจะหาผมให้ดูว่าเซ็ทอยู่ไหน เดี๋ยวก็จะเจอผมเอง ผมถามตัวเองว่าผมแสดงออกขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่เห็นรู้ตัวสักนิด...“บาดเจ็บเหรอ!?”“ก็นะ เห็นว่างั้นอย่างนั้น คราวหน้าถ้าได้เข้าฉากร่วมกันก็ลองไปดูอาการสิ”ก็เพราะฉากที่ต้องเข้าด้วยกันมันมีน้อยแล้วไงเล่า อยากจะบินไปหา ไปดูให้เห็นกับตาว่าอีกฝ่ายไม่เป็นไร หวังว่าเจ้าเด็กนั่นจะไม่หักโหมนะ...“ช่วยเปลี่ยนเสื้อให้มั้ย คงไม่ถนัดล่ะสิ”“ผมแค่แขนหักแต่ไม่ได้เป็นง่อยครับ”...จวบจนกระทั่งวันถ่ายทำวันสุดท้าย ฉากจูบระหว่างยอนฮวางและซอนซา หรือก็คือเซ็ทกับนาบี แม้จะไม่ต้องไปดูด้วยตาก็รู้สึกถึงความปวดหนึบในอก มันเป็นความรู้สึกในบทบาทที่เขาต้องพยายามเข้าถึงอยู่หลายต่อหลายครั้ง เขาถึงได้รู้ตัวทันทีว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร...เขากำลังหึง กำลังอิจฉา กำลังตกหลุมรัก อาจจะเข้าขั้นหลงใหลในทุกๆ อย่างที่เป็นเซ็ท ทั้งหน้าตา รูปร่าง กิริยา ความสามารถ มัน...“ฉันชอบนาย”เขาตัดสินใจบอกความในใจในวันหนึ่งก่อนที่เซ็ทจะต้องกลับประเทศ ทว่าสิ่งที่เขาได้รับคือหน้าเหวอๆ และการปฏิเสธอย่างเด็ดขาด“ผมไม่ได้ชอบผู้ชายครับ”...อย่างที่คิดไว้เลย ก็พอจะรู้อยู่แล้วล่ะนะแต่แล้วความหวังที่ควรจะมอดดับไปแล้วก็กลับมาอีกครั้ง ด้วยคำพูดเรียบๆ ที่มาพร้อมใบหน้าแดงๆ อันแสนจะน่าเอ็นดู“แต่ถ้าพี่จะพยายามอีกสักหน่อย ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ”...ซึนเดระ ลุคนี้น่ารักจังน้า~ ไม่ไหวแล้ว นี่เขาจะตกผมเป็นรอบที่เท่าไหร่ล่ะเนี่ย และดูท่าผมคงได้โดนเขาตกไปตลอดชีวิตแน่ๆ“งั้นพี่จะพยายามนะ เริ่มจากไปไหว้พ่อแม่เซ็ทที่ไทยก่อนเลยแล้วกัน เดี๋ยวบินตามไปนะ”“ข้ามขั้นไปแล้ว!”เซ็ททำหน้าเหมือนพึ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกมา ใบหน้าแดงๆ สะบัดหนีจนเส้นผมนิ่มๆ ตีกันมั่ว“ฮี่ ถ้างั้น เริ่มจากจีบก่อนก็ได้ เตรียมใจไว้เลย”...ผมคงยอมแพ้ที่จะทำให้เขาเป็นของผมไม่ได้หรอก พวกคุณว่ามั้ย?

    ---------------------------ขออภัยที่ต้องเอาตอนพิเศษมาลงแทนแบบนี้ คือว่าแมวเขียนตอนหลักแล้วคอมค้าง สรุปหายจ้า เจ็ดหน้าเหลือหน้าเดียว ร้องไห้หนักมาก หลอนคอมค้างไปอีกนาน เลยต้องเขียนตอนพิเศษมาลงแก้ขัดแล้วกัน //ไว้เป็นการขอโทษ จะเอาตอนพิเศษมาแถมให้อีกทีหลังนะคะกราบขอประทานอภัยอย่างสูงจริงๆ ค่ะ อยากอ่านเรือผีคู่ไหนรีเควสมาได้เลยนะคะ