พิชิตรักกำแพงใจ(จบ)

    4:ขอนอนด้วยคนนะ

    “ก็อยากจะเมาให้ลืมเธอ ลืมความรักที่แสนห่วย ความรักควายควาย ให้เอากลับคืนไปเลยไป ไม่อีกแล้วกับความรักของตาย ก็ไม่ได้อยากเป็นควาย..........” น้ำเสียงเศร้าเข้าถึงอารมณ์เพลง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนร้องรู้สึกเจ็บปวดแค่ไหน ถือไมค์ยืนเด่นอยู่บนเวที ถูกรายล้อมไว้ด้วยนักท่องราตรี ต่างโยกกายตามจังหวะเพลง ธันวาทิ้งตัวลงนั่งที่เคาน์เตอร์บาร์ “รับอะไรดีครับ” บาร์เทนเดอร์หนุ่มเอ่ยถามลูกค้าผู้มาใหม่ “วอดก้าที่หนึ่งครับ” อันที่จริงเขาก็ไม่ค่อยชอบดื่มเท่าไหร่นัก แต่เข้าผับมาแล้วจะมานั่งหน้าหล่อเฉยๆ ไม่สั่งอะไรเลยก็ยังไงอยู่ เขารับแก้วเหล้าที่บาร์เทนเดอร์หนุ่มส่งให้พร้อมกับชูแก้วไปยังนักร้องที่อยู่บนเวที “เลี้ยงส่งให้ความปวดร้าวคามเศร้าทำเอาเจ็บ เลี้ยงส่งให้เธอกับเขาได้รักกันนานๆ ขอให้เธอโชคดีพ้นจากคนๆนี้ที่เธอไม่ต้องการ เช็คบิลที่ฉันซื้อความเสียใจฉันจะจ่ายเอง” เวลาผ่านไปเนิ่นนานคนบนเวทีที่กระดกเหล้าหมดไปหลายช๊อต ตอนนี้นั่งแหกปากร้องเพลงฟังไม่ได้ศัพท์อยู่ข้างๆหูของธันวา “พี่ฝากเจ้ากันต์มันด้วยนะ เมาเป็นหมา ลำบากคนอื่นอีก....เอ้อ ไอ้กันต์มันเป็นอะไร คืนก่อนก็ไม่มา พอตกคืนนี้ก็เมาหมดสภาพ ที่สำคัญนะมันบอกจะเลิกร้องเพลงแล้ว” ผู้จัดการร้านกำลังจะลุกจากโต๊ะวกลับมาถามธันวาที่ง่วนอยู่กับอีกคนที่พยายามจะกระดกเหล้าจากขวด ทั้งที่เริ่มทรงตัวไม่ไหว “พามันกลับบ้านเถอะ เริ่มเละเทะแล้ว” ธันวาทำได้เพียงพยักหน้าแทนคำตอบ ความวุ่นวายตรงหน้าเปลี่ยนความอยากรู้ของผู้จัดการร้านเป็นความเหนื่อยหน่าย “ช่วยเอารถไปส่งที่เดิมทีครับ โอ๊ะ!” ขณะที่ธันวากำลังติดสายอยู่กับคนขับรถพร้อมกับหิ้วปีกคนขี้เมาอยู่นั้น จู่ๆคนตัวใหญ่ก็เดินไปชนกับสิ่งกีดขวางหน้าร้าน จนทั้งคู่เซถลา หลังของธันวากระแทกเข้ากับโต๊ะอย่างแรง ด้วยแขนที่พาดบ่าของธันวาอยู่นั้นทำให้ร่างที่กำลังเมาถูกรั้งจนใบหน้าประกบแนบชิดกับอกของธันวา น้ำหนักถูกทิ้งมาที่เขาทั้งหมด จนโต๊ะเคลื่อนไปติดกับผนังร้าน “แฮร่ๆๆ” เสียงหัวเราะของคนต้นเรื่อง ที่กว่าจะเงยหน้าขึ้นได้ “ยังจะมีหน้ามาหัวเราะส่งสายตาหวานเยิ้มอีก เจ็บจะตายแล้ว” หัวใจที่เริ่มเต้นแรงผิดจังหวะ ได้แต่บ่นพึมพำในลำคอ ไม่นานก็มีน้องๆในร้านมาช่วยหิ้วปีกคนขี้เมาไปส่งขึ้นแท็กซี่ “เป็นอะไรมากไหมครับ” เด็กคนหนึ่งเอ่ยถามขณะที่ช่วยพยุงเขามาส่งที่รถ “ไม่เป็นไร ขอบใจมาก” เขากล่าวคำขอบคุณคนที่มาช่วยด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่เริ่มหน้านิ่วเล็กน้อยเพราะอาการเจ็บแปลบที่หลัง ธันวาพยุงตัวขึ้นนั่งแท็กซี่ช้าๆ สายตาเหลือบไปมองคนขี้เมาที่ตอนนี้สลบเหมือดนั่งหัวทิ่มไปที่หลังเบาะของคนขับ เป็นอีกครั้งที่เขาต้องใช้บริการคนขับรถที่เจ้าของไม่มีปัญญาเอากลับ ทั้งที่ไม่ค่อยชอบมาในที่อโคจร แต่ก็ต้องฝืนใจตามเก็บร่างของคนที่อยู่ในช่วงอกหัก เสียใจหนัก เพราะหากคืนนี้เขาไม่เห็นภู่กันต์กลับบ้านอย่างปลอดภัยเขาเองก็คงนอนไม่หลับ เขาใช้ความคิดพลางทอดสายตาผ่านกระจกรถเชยชมเมืองหลวงศรีวิไลที่ไม่เคยหลับใหล ร่างใหญ่ค่อยๆเอนตัวมาซบที่ไหล่ของธันวา โดยที่ใบหน้าเลื่อนมาซุกที่ซอกคอพอดี ลมหายใจรินรดใบหูชวนขนลุกไปทั้งตัว หากปล่อยไว้นานกว่านี้เขาต้องตัวเกร็งจนเหน็บกินแน่ๆ ธันวาใช้นิ้วชี้จิ้มที่กลางหน้าผากแล้วออกแรงผลักเบาๆจนใบหน้าอีกคนเบือนไปอีกฝั่ง รถกำลังเคลื่อนตัวจากไปอย่างช้าๆ เหลือไว้เพียงคนทั้งสอง ที่นอนเกือกกลิ้งไปมาริมฟุตบาตร และธันวาที่กำลังง่วนอยู่กับการเปิดประตูบ้าน “มู๋ธันนนนนนน” ภู่กันต์ตะเบ็งเสียงดังลั่นคับซอย จนธันวาสะดุ้งโหยงเพราะความตกใจ “ชู่ววว จะแหกปากทำไม เดี๋ยวคนก็ด่าหาว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอนหรอก” ธันวารีบใช้มือปิดปากอีกคน พร้อมกันนั้นก็ใช้แขนอีกข้างลากคนตัวใหญ่เข้าบ้านก่อนจะมีใครแถวนี้ออกมาด่าบุพการีจริงๆ ด้วยความสูงราวๆ 186เซนติเมตร และรูปร่างที่ล่ำสัน เมื่อเทียบกับธันวาที่แม้จะเตี้ยกว่าอยู่เพียงไม่กี่เซนต์ ถึงจะมีสัดส่วนของรูปร่างตามมาตรฐานชายหนุ่มผู้สง่างาม ก็ยังดูตัวเล็กกว่าอีกคนอย่างเห็นได้ชัด มิหนำซ้ำภู่กันต์ยังมีอาการมึนเมาเดินสะเปะสะปะ ธันวาต้องลำบากกว่าจะลาก ทึ้ง ดึงเขาผ่านประตูบ้านเข้าสู่ห้องนอนได้ เล่นเอาเหงื่อตกจนเสื้อเปียกชุ่ม ทั้งที่ช่วงนี้เป็นฤดูกาลที่หนาวเย็นที่สุดของปีก็ว่าได้ ธันวาใช้มือทั้งสองข้างช้อนที่ต้นแขนของภู่กันต์ โดยหันแผ่นหลังของชายหนุ่มไปทางเตียงนอน เพื่อจะได้ล้มตัวลง ในท่านอนหงายจะได้ง่ายต่อการจัดการอะไรหลายๆอย่าง อาทิเช่น ถอดรองเท้า ในขณะที่ธันวากำลังพาร่างของภู่กันต์เอนลงที่นอนช้าๆ แขนทั้งสองข้างของเขาก็พลันประกบเข้าที่ต้นคอเรียว พร้อมกับทิ้งตัวลงนอนอย่างรวดเร็ว ทำให้ธันวาประคองตัวไม่อยู่ เสียหลักล้มทับจนหัวทิ่มไปโขกกับปลายคางของอีกฝ่าย ธันวาพยายามดิ้นให้หลุดจางวงแขนของเขา แต่ดูเหมือนว่ายิ่งดิ้นเท่าไหร่ยิ่งถูกรัดแน่นขึ้นเท่านั้น “เฮ้อ” ธันวาถอนหายใจเสียงดังก่อนเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่ยังคงหลับตาพริ้ม ริมฝีปากหนาถูกประทับไว้ด้วยรอยยิ้มแป้น “กำลังฝันดีอยู่สินะ” การคาดการณ์ที่เกิดจากการพิจารณาใบหน้าคม เพียงแต่ได้ยินเสียงเพ้อละเมอของอีกฝ่ายทำให้หัวใจที่เต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ ความร้อนระอุที่พลุกพล่านไปทั่วร่างนั้น ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาราวน้ำแข็ง “มิ้งค์จ๋า” ธันวาจ้องมองภู่กันต์ตาเขียว ริมฝีปากเรียวกระจับเม้มประกบกันแน่น “นายทำใจได้จริงๆนะหรอ” เขาถามคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบกับคนที่ยังหลับไม่ได้สติอยู่ ‘คนหนึ่งที่เป็นอดีตคนรักที่เคยทิ้งและทำร้ายหัวใจจนเจ็บหนัก กับฉันอดีตของคนเคยแอบ............ที่ยังคงอยู่เคียงข้างและคอยดูแลไม่ห่าง ซ้ำยังต้องอยู่กับความรู้สึกเจ็บ ต้องใช้เวลาที่แสนเนิ่นนานในการเยียวยา จนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และมองหน้านายโดยไม่รู้สึกอะไร ต้องใช้ความพยายามแค่ไหน’ ธันวาต้องหยุดความคิดลง และปรับสีหน้าเป็นเรียบนิ่งในเวลาไม่กี่วินาที เปลือกตาเริ่มขยับลืมขึ้น สายตาประสานเข้ากับดวงตากลมโตคู่นั้น ให้ความรู้สึกว่างเปล่าแต่แฝงไว้ด้วยความน่าค้นหา ภู่กันต์ค่อยๆคลายวงแขน ในขณะเดียวกันก็พยายามเรียกคืนสติ แต่ยังไม่ทันจะสมประดี คนในวงแขนก็พลันลุกพรวดพราดขึ้น ภู่กันต์มองตามหลังร่างสูงโปร่งที่เดินหายออกจากห้องไปโดยไม่หันมามองเลยแม้แต่น้อย เขาไม่แน่ใจว่าช่วงเวลาที่ขาดสติได้ทำอะไรผิดพลาดไป มู๋ธันจึงมีท่าทีปั้นปึงแปลกไป ภู่กันต์รู้สึกร้อนใจจนต้องพาตัวเองมายืนอยู่หน้าประตูห้องของคนหน้าบึ้ง เขาเดินวนอยู่หลายรอบก่อนตัดสินใจหมุนลูกบิดแล้วผลักประตูอย่างเบามือ แอบย่องเข้าห้องคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต “มู๋ธัน หลับหรอ” ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆจากคนที่นอนนิ่งอยู่ ภู่กันต์ค่อยๆคลานเข่าขึ้นเตียง จัดแจงห่มผ้า เอนตัวลงนอนตะแครงข้างๆ มองแผ่นหลังเจ้าของห้องจนผลอยหลับไป
    ............................................รักควายควาย โดย มิน เฉาก๊วยเลี้ยงส่ง โดย So coolผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ ณ.ที่นี้ด้วยค่ะ