จูเกาเซวียนหันไปรับเตาอุ่นมือมาจากเฉินหลิงคว้ามือพระชายาของตนขึ้นมา พอสัมผัสปลายนิ้วเย็นเฉียบของนาง คิ้วของเขาก็ขมวด
เขาค่อยๆคลี่มือที่บีบกันแน่นของซูอันหนิงออก แล้วสอดเตาอุ่นมือให้นางถือแล้วจึงจัดชายแขนเสื้อกว้างลงมาปิด ทำทุกอย่างนี้ด้วยท่วงท่านุ่มนวล อบอุ่นไม่เร่งร้อน
เสร็จแล้วจึงเบือนสายตาเฉยชาผ่านเช่อเฟย[1]ของรัชทายาทไปแล้วเคลื่อนต่อมาถึงองค์รัชทายาท ยิ้มกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ยินดีกับไท่จื่อด้วยก่อนหน้านี้อาหนิงไม่สบาย หม่อมฉันกังวลใจจึงไม่ได้ไปร่วมดื่มสุรามงคล”
เขาหัวเราะเบาๆสีหน้าปรากฏความเขินอายขึ้นมาเสี้ยวหนึ่งยามเอ่ยประโยคต่อไป“ยามนี้นางหายดีแล้วแต่ก็ต้องระวังไม่ให้ป่วยซ้ำแต่...กลับกลายเป็นว่ากระหม่อมรับหวัดของนางมาที่ตัวเองแทน”
มุมปากซูอันหนิงกระตุกอดเหลือบมองคนหน้าไม่อายไม่ได้ เห็นคิ้วตาของเขาอ่อนโยนเพียงนั้น นางถึงกับงุนงงว่าเรื่องที่เขาโม้ออกไปทั้งหมดเป็นเรื่องจริง หรือกำลังเล่นละครหลอกคนกันแน่
รัชทายาทยังคงอมยิ้มมือซ้ายที่ไพล่อยู่ด้านหลังกำชายเสื้อแน่นขึ้นอย่างเงียบงันเขาเอียงกายเหลือบมองสีหน้าของจางลั่วหลิน
นางยังคงยืนนิ่งอย่างสงบสำรวมดวงตาหลุบต่ำ สองมือประคองชายแขนเสื้อกว้าง ให้ความสง่างามเยี่ยงสตรีชนชั้นสูงแต่ปลายนิ้วที่บีบชายเสื้อไว้จนสั่นน้อยๆนั้นไม่ได้คลาดไปจากสายตาของจูเกาซีแม้แต่น้อย
แววตาของเขาคล้ายมีม่านหมอกปกคลุมชั้นหนึ่งก่อนจะสลายหายไปอย่างรวดเร็ว
หางตามองเห็นศีรษะดำๆของเหล่าขุนนางที่เพิ่งลงมาจากรถม้า ซึ่งหันมามองยังทิศทางนี้อย่างสนใจใคร่รู้
เขาสูดหายใจยาวสงบความไม่พอใจลงหันกลับมาทางคู่สามีภรรยาตรงหน้า ยิ้มกล่าวด้วยสีหน้ายินดี“น้องรองต้องดูแลตัวเองมากกว่านี้นะ เจ้าไม่สบาย เสด็จพ่อจะกังวลพระทัยเอาได้”
คำพูดคล้ายเป็นความกังวลห่วงใยหากครุ่นคิดให้ลึกลงไป ก็อาจแปลได้ว่า ความอ่อนแอของพระชายาทำให้ฮั่นอ๋องเสียการเสียงาน กระทบถึงความไม่สบายพระทัยของฮ่องเต้
โทษเช่นนี้ กลับไม่ใช่เรื่องเล็ก
“ขอบพระทัยไท่จื่อที่ทรงกังวลหวางเฟยดูแลหม่อมฉันดีมาก นางตัดเย็บถุงอุ่นมือ...”
เขาขยับชายแขนเสื้อกว้างขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นถุงมือหนังกวางที่สวมอยู่ “แล้วยังมีเสื้อนวมตัวในที่อบอุ่นมาก”
จูเกาเซวียนมองซูอันหนิงด้วยแววตาอ่อนโยนคนถูกมองก้มหน้าต่ำ สองมือบีบเตาอุ่นมือแน่น ความร้อนจากเตาค่อยๆเคลื่อนขึ้นมารวมกันที่แก้ม นางคิดผิดไปแล้วที่เย็บถุงมือหนังกวางให้เขาดูคนผู้นี้นำสิ่งของที่นางทำให้มาโอ้อวดผู้คนสิ
คิดจะทำให้นางอับอายจนเงยหน้ามองใครไม่ได้หรือไร
เห็นปลายหูของนางแดงก่ำมุมปากของจูเกาเซวียนก็ยกขึ้นน้อยๆ เขาเผลอยกมือขึ้นแต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะเอื้อมไปถึงสตรีข้างกาย เสียงกระแอมก็ดังขึ้นเบาๆ
ฮั่นอ๋องชะงักเปลี่ยนทิศทางมือมาป้องปากไอเบาๆ
จางลั่วหลินก้มหน้าหากยังเห็นภาพนี้ทางหางตา นางเผลอกัดริมฝีปากแน่นต้องรีบหลุบตาลงต่ำไม่ให้ตนเองเผยแววตาเคืองแค้นออกมา
บุรุษทั้งสองสบตากันนิ่งริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง หากส่วนลึกในดวงตากลับมีเปลวไฟคุกรุ่น
“รู้แล้วว่าน้องรองกับพระชายารักใคร่กันดีเข้าไปด้านในกันเถิด ปล่อยให้สตรีไปเข้าเฝ้าที่ฝ่ายในกันเอง”
จูเกาเซวียนยิ้มจางๆ ประสานมือรับจากนั้นก็หันมาทางซูอันหนิงเอ่ยกำชับนางอย่างอบอุ่น “ข้าจะไปรับเจ้ากลางยามเว่ย[2]มีอะไรก็ให้คนมาแจ้งข้า”
รัชทายาทหัวเราะออกมาเบาๆเอ่ยสัพยอกอย่างอดไม่ได้
“น้องรองกลัวจะเกิดอะไรขึ้นหรือที่นี่คือวังหลวง แม้เป็นพระราชฐานชั่วคราวแต่เวรยามก็มีน้อยไม่มีเหตุร้ายอันใดเกิดขึ้นกับน้องสะใภ้ได้หรอก”
ซูอันหนิงรู้ดีว่าเขากำลังเล่นละครแต่ก็ยิ้มหวานและตอบรับอย่างให้ความร่วมมือ“ข้าจะรอท่านมารับ”
มุมปากของรัชทายาทกระตุกเบาๆใบหน้าของจางลั่วหลินดำทะมึน ลมหายใจของนางแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
บุรุษสองคนเดินเลี่ยงจากไปทางพื้นที่จัดงานเลี้ยงฝ่ายหน้าแล้วทิ้งให้สตรีทั้งสองมองตากันอย่างเงียบงัน
บนทางเดินหินที่ทอดยาวสู่ประตูชั้นในสตรีสูงศักดิ์สองคนเดินนำอยู่ด้านหน้า มีสาวใช้เรียงแถวเดินตามอยู่ด้านหลังสองแถว
จางลั่วหลินเหลือบมองหญิงสาวที่เดินนำอยู่ก้าวหนึ่งนางกัดฟันแน่น ข่มประกายตาร้อนแรงลง เอ่ยชวนคุยว่า “ฮั่นหวางเฟยดูรักใคร่กลมเกลียวกับหวางเย่ดีนะเพคะ”
ฝีเท้าของซูอันหนิงชะงักนางเบือนหน้ามาทางคนพูดเล็กน้อย เอ่ยถามหยั่งเชิงว่า “อ้อ...ไท่จื่อเช่อเฟยคงอ่านนิยายเรื่องนั้นด้วยกระมัง”
จางลั่วหลินสะอึก เม้มริมฝีปากแน่น
ซูอันหนิงกล่าวยิ้มๆ“ความสัมพันธ์ในครอบครัวผู้อื่น คนนอกจะรู้ดีไปกว่าคนเคียงหมอนได้อย่างไรไม่ว่าผู้คนอยากจะเขียนเรื่องราวยุแยงความสัมพันธ์ของพวกข้าสามีภรรยาอย่างไรนิยายก็ยังเป็นเพียงนิยาย”
ซูอันหนิงนิ่งไปครู่หนึ่งมองสีหน้ากระอักกระอ่วนของสตรีตรงหน้า วูบหนึ่งที่นางมีความคิดว่า...จางลั่วหลินคนนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย
“ไท่จื่อเช่อเฟยสนใจความสัมพันธ์ของข้ากับหวางเย่เพียงนี้ หรือกำลังจะบอกใบ้ข้าว่าเรื่องราวในนิยาย...”
จางลั่วหลินรีบขัดขึ้นทันใด “ฮั่นหวางเฟยเข้าใจผิดแล้วเพคะไม่ว่าอดีตจะเป็นอย่างไร ยามนี้หม่อมฉันคือไท่จื่อเช่อเฟย”
ซูอันหนิงพยักหน้ากล่าว “ถูกของเจ้าไม่ว่าอดีตหวางเย่จะเคยเป็นคู่หมายของใคร ยามนี้เขามีข้าเป็นภรรยาสตรีที่แต่งงานออกเรือนแล้วไม่ว่าแต่งกับผู้ใด แต่งกับไก่ก็ต้องเดินตามไก่แต่งกับสุนัขเดินตามสุนัข...”
ซูอันหนิงคลี่ยิ้มหวานถามราวกับจะขอคำยืนยัน “ใช่หรือไม่”
จางลั่วหลินฝืนยิ้ม“ฮั่นหวางเฟยกล่าวได้ถูกเพคะ”
แววตาของจางลั่วหลินวาววับขึ้นวูบหนึ่งเสียงพูดเบาทว่าทิ่มแทง “แล้วฮั่นหวางเฟยรู้หรือไม่ ว่าหยกพก‘รูปเมฆโอบจันทร์’ ชิ้นนั้นก็คือของแทนใจของหวางเย่กับสตรีอีกนาง”
ลมหายใจของซูอันหนิงสะดุดฝีเท้าของนางช้าลงโดยไม่รู้ตัว
จางลั่วหลินจึงเดินล้ำหน้าออกไปช่วงหนึ่งก่อนที่นางจะหยุดเดินแล้วหันมาถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“ฮั่นหวางเฟย เป็นอะไรไปหรือเพคะ”
เห็นอีกฝ่ายยืนนิ่งไม่ยอมเดินต่อดวงตาเหม่อลอยจมอยู่ในห้วงความคิด จางลั่วหลินก็ยิ้มอ่อนโยน ดวงตาเปล่งประกายสมใจนางยอบกายแล้วเดินนำสาวใช้จากไป
ทิ้งให้ซูอันหนิงอยู่กับความคิดซึ่งผุดวูบวาบราวกับน้ำลดหินก็โผล่ขึ้นมาภาพที่ครั้งนั้นนางมองหยกพกบนตัวจูเกาเซวียนด้วยความรู้สึกคุ้นเคยอย่างยากจะอธิบายเขาเคยถามนางว่า “จำได้แล้วหรือ”
เขาถามเพราะรู้อยู่แล้วว่าหยกชิ้นนั้นเป็นของนาง
ไม่สิ...หยกชิ้นนั้นเป็นของซูหวางเฟยคนเดิมต่างหาก
หากหยกของซูหวางเฟยคือของแทนใจ...แล้วเหตุใดเขาต้องมีท่าทางระแวดระวังนางเพียงนั้นหรือเขาจะรู้ว่านางไม่ใช่ซูอันหนิงคนเดิม ?
ความคิดนี้ทำให้นางเย็นสันหลังวาบจุดไท่หยางพลันปวดจี๊ดขึ้นมาราวกับถูกเข็มทิ่มแทง ซูอันหนิงยกมือขึ้นกดขมับร่างเซไปเล็กน้อย หม่าหมัวมัวและเฉินหลิงรีบเข้ามาประคองไว้ได้ทันท่วงที
“หวางเฟยไม่สบายหรือเพคะ”
ซูอันหนิงหายใจแรงกะพริบตาถี่...มิน่าเล่าเขาถึงได้พยายามหยั่งท่าทีนางอยู่ตลอด
เขารู้แล้วหรือ...เขารู้จริง ๆ หรือแม้แต่ท่านพ่อท่านแม่ก็ยังไม่รู้สึกระแคะระคาย เขาที่เป็นคนนอกจะรู้ได้อย่างไร
หัวใจที่เต้นแรงด้วยความตื่นตระหนกเหมือนได้รับการปลอบประโลมนางลูบอกตัวเองพลางถอนใจยาว...เขาไม่มีทางคาดเดาได้หรอกว่า ใต้หล้านี้จะมีเรื่องประหลาดอย่างการย้อนเวลากลับมา
“ข้าไม่เป็นไร ไปต่อเถอะ”
[1] เช่อเฟย คือชายารองสูงศักดิ์แต่งเข้าจวนรัชทายาทหรืออ๋องด้วยพิธีมีเกียรติลำดับจะต่ำกว่าพระชายาเอกอยู่หนึ่งขั้น แต่ฐานะสูงกว่าสนมอื่นๆ ทั้งหมด
[2] ยามเว่ย คือเวลาประมาณ 13.00-15.00 น.