มีเสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นตรงชั้นล่างซูซานได้แต่สะกดกลั้นลมหายใจไว้ จนกระทั่งได้ยินเสียงแม่เรียกขึ้น
“ซูซาน โทรศัพท์ของหนูแน่ะลูก”
ซึ่งจะต้องเป็โทรศัพท์จากวอร์เรนอย่างแน่นอน เธอรีบวิ่งลงบันไดเสื้อคลุมตัวยาวระบัดอยู่ตรงข้อเท้าแม่ยืนอยู่ตรงเชิงบันไดใกล้ประตูทางเข้าสู่ห้องนั่งเล่นในมือถือโทรศัพท์ไว้
“วอร์เรนน่ะลูก” คุณนายเมบรีบอก“คืนนี้หนูคงจะไม่ออกไปข้างนอกใช่ไหม? โดยเฉพาะเมื่อคุณเบรเดนมาทานอาหารค่ำกับเราอย่างนี้?”
“มิทช์ เบรเดนน่ะเขาเป็แขกของเกร๊กนะคะแม่ไม่ใช่ของหนู” ซูซานตอบ พร้อมกับเอื้อมไปรับหูโทรศัพท์มาเสียจากมือมารดา
อากัปกิริยาของเธอดูเหมือนจะถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลาจากบุรุษซึ่งกำลังนั่งสนทนาอยู่กับพ่อให้ห้องนั่งเล่นเธอรีบหันหลังให้ รอยยิ้มอย่างสะใจปรากฏขึ้น เมื่อยกหูโทรศัพท์ขึ้นพูด
“สวัสดีค่ะ ที่รัก” เธอกรอกเสียงที่บังคับให้แจ่มใสลงไปในกระบอกโทรศัพท์
แต่การทักทายของเธอกลับมิได้รับการสนองตอบอย่างดีเพราะเสียงห้วนๆ ของวอร์เรนก้องมาจากปลายสายว่า
“เมื่อกี้คุณแม่พูดเื่อะไรน่ะ? ทำไมนายมิทช์เบรเดนจะต้องมาอยู่ทานอาหารค่ำด้วย?”
“ใช่ค่ะ” ซูซานสูดลมหายใจเบา ๆน้ำเสียงที่พูดนั้นบอกความไม่แน่ใจเลย
“แล้วมันมาที่นั่นทำไม?”
“ฉัน... เอาเป็ว่า...แล้วฉันจะเล่าให้คุณฟังก็แล้วกัน” เธอตอบอย่างอึกอัก
“แล้วนี่มันรู้แล้วหรือยัง... อ้อ... แต่ก็คงจะรู้แล้วละ” วอร์เรนตอบคำถามที่ตัวเองตั้งขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มิได้บอกความพอใจเลยแม้แต่น้อยแต่ซูซานก็รู้ว่าเขาตั้งใจจะถามว่า มิทช์ เบรเดน รู้แล้วใช่หรือไม่ว่าเธอกับเขายังไม่ได้แต่งงานกัน“แล้วมันมาสร้างความรำคาญใจอะไรให้คุณหรือเปล่า?”
“อ๋อ... เปล่าเลยค่ะ” ทั้งๆ ที่มันเป็คำเท็จ แต่ซูซานก็ไม่้าที่จะให้วอร์เรนวาดภาพต่าง ๆ นานาขึ้นในสมอง“แล้วเื่ทานอาหารค่ำด้วยกันวันนี้ล่ะคะ? คุณพอจะว่างมาได้หรือเปล่า?” น้ำเสียงของเธอแฝงความกังวลอยู่ แม้จะยืนยันกับเขาออกไปแล้ว ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็ไปด้วยความเรียบร้อยแล้วก็ตาม
วอร์เรนอึ้งไป แต่ในที่สุดก็ตอบว่า
“มาได้” และตามด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าในตอนแรกว่า “รับรองว่าผมจะต้องว่างพอที่จะมารับคุณได้แน่เดี๋ยวจะออกจากสำนักงานไปรับคุณเลย”
“ฉันจะแต่งตัวรอค่ะ” เธอให้สัญญาทั้งที่รู้ว่า จะมีเวลาไม่มากนักก็ตาม
“งั้นเดี๋ยวเราพบกันนะ”เขาตอบด้วยเสียงห้วน ๆ ตามนิสัย ก่อนที่จะวางหูโทรศัพท์ไป
หลังจากที่ซูซานวางหูโทรศัพท์กลับลงบนตัวเครื่องแล้วแม่ของเธอก็เดินเข้ามาใกล้
“ซูซาน ... ?” คุณนายเมบรีเอ่ยขึ้น
“ขอโทษนะคะ แม่” เธอรีบขัดขึ้นทันที“วอร์เรนกำลังมารับหนูแล้ว แล้วหนูก็ไม่มีเวลามากนัก จะต้องแต่งตัวรอเขาน่ะค่ะ”
และโดยไม่ยอมเปิดโอกาสให้ผู้เป็มารดาได้พูดอะไรต่อเธอรีบวิ่งกลับขึ้นห้องทันที เสื้อคลุมถูกถอดออกโยนลงไว้กลางเตียง พร้อม ๆ กับที่เสื้อถักสีเนื้ออ่อนถูกหยิบออกมาจากตู้เสื้อผ้า
เนื่องจากเป็การแต่งตัวที่ต้องใช้เวลาอันจำกัดซูซานจึงรีบถลาเข้าไปในห้องน้ำเพื่อเติมแต่งใบหน้า แต่เอมี่กำลังยืนอยู่ตรงหน้ากระจกกำลังใช้แปรงไล้ขนคิ้วอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ
“ขอโทษนะ เอมี่” ซูซานหงุดหงิดขึ้นมาอีก“พี่จำเป็จะต้องแต่งตัวให้เร็วที่สุด เพราะเพราะว่าเดี๋ยววอร์เรนเขาจะมารับพี่แล้ว”
น้องสาววัยรุ่นของเธอเบี่ยงตัวออกจากกระจกบานเล็กๆ นั้น”
“เอาเลย พี่จะใช้กระจกก็ใช้ไปสิ”เ้าหล่อนวางแปรงลงในถาดเครื่องสำอาง หยิบลิปสติกขึ้นมาถือไว้
ซูซานสั่นศีรษะอย่างสิ้นหวังขณะที่ก้าวเข้าไปยืนตรงหน้ากระจกบานนั้นการที่ต้อง ใช้ห้องน้ำร่วมกับน้องสาววัยรุ่นคนนี้เป็สิ่งที่เธอออกจะชินเสียแล้ว
“พี่คิดว่าแม่จะสังเกตเห็นไหมนี่ถ้าหนูจะใช้มาสคาร่า?” เอมี่เอ่ยถามขึ้นด้วยท่าทางครุ่นคิดขณะที่ใช้นิ้วเช็ดริมฝีปากตรงส่วนที่ลิปสติกเกินออกมาให้เรียบร้อย
“รับรองว่าเห็นแน่” ซูซานตอบซ่อนรอยยิ้มไว้ เมื่อนึกถึงครั้งที่เธอเองเริ่มเป็สาวรุ่น และกระวนกระวายอยากจะใช้เครื่องสำอางมากเพียงไร
เอมี่ถอนหายใจ หยิบแปรงขึ้นมาแปรงผมสีน้ำตาลอมแดงยาวเหยียดของตน
“เขาบอกว่าเขาชอบผู้หญิงไว้ผมยาวพี่รู้หรือเปล่า?”
คิ้วของซูซานขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจมองหน้าเอมี่ที่สะท้อนอยู่ในกระจกอย่างใคร่รู้
“เขาน่ะใคร?” เธอถามแตะอายส์ เชโดว์สีเขียวลงบนเปลือกตาพลาง
เอมี่ถอนหายใจก่อนที่จะตอบว่า
“ก็มิทช์น่ะสิ เขาขอให้หนูเรียกเขาว่ามิทช์เฉยๆ ด้วยนะ”
“งั้นเชียว?” ซูซานไม่รู้จะพูดอะไรให้ดีไปกว่านั้น
“ใช่” เอมี่โน้มร่างเข้ามาใกล้กระจกเงา“แล้วเขาก็บอกด้วยนะพี่ว่า เขาชอบผู้หญิงผมแดงอย่างหนูด้วย แต่สำหรับผู้หญิงผมสีน้ำตาลหรือสีดำก็ไม่แปลกอะไรเหมือนกัน”สาวน้อยอึ้งไปคล้ายกับเกิดความกังวลขึ้นมาในทันทีทันใดว่าซูซานอาจจะรู้สึกเหมือนตัวเองถูกดูิ่เอาก็ได้
“พี่คิดว่า นายมิทช์ เบรเดนคนนี้ชอบผู้หญิงทุกคนนั่นแหละ”เธอไล้นวลแก้มด้วยสีเนื้อไปพลาง ไม่อาจจะปิดบังน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันไว้ได้
“อ้าว ก็ผู้หญิงอยากไปชอบเขาเองนี่หนูว่ามันเป็ความรู้สึกที่เท่าเทียมกันดีอยู่แล้วละ” เอมี่เถียงแทน
“หนูลงไปข้างล่างก่อนดีกว่า ป่านนี้แม่คงพร้อมจะตั้งโต๊ะแล้วละ”
มันเป็คำพูดที่พอจะเข้าใจกันอยู่ซูซานคิดหลังจากที่น้องสาวของเธอเดินออกไปจากห้องน้ำแล้ว เสน่ห์ของมิทช์นั้นดูเหมือนจะไม่มีอายุเป็เครื่องขวางกั้นเอาเสียเลยแม้แต่น้องสาววัยแค่ 13 ของเธอ ก็เริ่มจะพะวงหาเขาเข้าอีกคนหนึ่งแล้ว ไม่จำเป็จะต้องบอกว่าใครจะเป็คนต่อไปก็ได้ขอแต่เพียงให้เธอระมัดระวังตัวให้ดีเท่านั้น
เมื่อแต่งตัวเสร็จสรรพแล้วซูซานมิได้เดินลงไปรอวอร์เรนข้างล่างเช่นเคย เธอเลือกที่จะคอยมองดูรถของเขาจากหน้าต่างห้องนอนมากกว่าทันทีที่รถของวอร์เรนขับเข้ามา เธอก็รีบวิ่งลงบันไดไปชั้นล่าง และเลยออกไปยังประตูบ้านด้านหน้าเพียงแต่เอี้ยวตัวมาล่ำลากับพ่อแม่และน้อง ๆ ที่นั่งรวมกันอยู่ในห้องรับประทานอาหารเท่านั้น
ซึ่งก็มีเสียงตอบมา ซึ่งรวมทั้งเสียงเยาะๆ ของมิทช์ เบรเดนด้วย
“ขอให้สนุกนะ ซูซาน”
วอร์เรนเพิ่งจะก้าวลงจากรถตอนที่เธอวิ่งออกมาจากประตูบ้านเธอเห็นเขามองไปทางรถสปอร์ตคันสีฟ้าที่จอดอยู่บนทางวิ่งและสีหน้าก็ตึงเครียดขึ้นด้วยความขุ่นใจ
“รถคันนี้คงจะเป็รถมันสิใช่ไหม?” เขาถามขึ้นในทันทีพร้อมกับเปิดประตูรถให้เธอขึ้นไปนั่ง
“ใช่ค่ะ” เธอผงกศีรษะรับ
“มันน่าหมั่นไส้จริง ๆ ที่ไอ้พวกนักแข่งรถอย่างนี้ต้องได้เงินจำนวนมากมายเวลาที่แข่งชนะ”วอร์เรนคำรามออกมาเบา ๆ ปิดประตูลง และเดินอ้อมไปยังที่นั่งด้านคนขับ หลังจากนั้นก็มิได้พูดอะไรออกมาอีกจนเมื่อขับรถเลยจากบ้านมาไกลแล้ว “เอ้าไหนลองเล่าให้ฟังหน่อยสิ ว่าทำไมถึงได้ไปเจอะเจอกับมันเข้าอีก”น้ำเสียงของเขาเฉียบขาดนัก
และเป็ครั้งที่สามที่ซูซานจำเป็ต้องเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับรถของเกร๊กที่เกิดเสียลงและมิทช์ เบรเดนจอดรถลงให้ความช่วยเหลือ เล่าถึงการที่เกร๊กขอร้องให้มิทช์รออยู่ที่บ้านจนกว่าจะกลับมาและการที่แม่เชื้อเชิญให้เขาอยู่ร่วมรับประทานอาหารค่ำด้วย ซึ่งมิทช์ก็รับคำเชิญ
“แล้วมันคุยอะไรกับคุณบ้างล่ะ?” วอร์เรนถามเมื่อเธอเล่าเื่บจบลง
ซูชานเบือนหน้าไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างที่เครียดเคร่งด้วยความไม่เข้าใจ
“ตอนไหนล่ะ?”
“ก็ตอนที่มันรู้เื่ ...เื่ที่เรายังไม่ได้แต่งงานกันน่ะสิ”
เธอสูดลมหายใจลึก รู้ดีว่าไม่อาจจะยกคำพูดของมิทช์ขึ้นมาพูดให้วอร์เรนฟังได้ดังนั้นเธอจึงเลี่ยงเสียอย่างชาญฉลาด
“ตอนที่เขาบอกว่า เขาคิดว่าฉันแต่งงานแล้วนั่นน่ะฉันก็เพียงแต่บอกว่า เขาต่างหากที่เข้าใจผิดไปเอง ที่คุณพูดจริง ๆ ก็คือ ฉันกำลังจะเป็ภรรยาคุณเท่านั้น”
“เข้าท่าดีนี่” แววเครียดเขม็งในดวงตาของวอร์เรนคลายลงเพียงแต่ว่าวอร์เรนนั้นจองหองจนเกินกว่าที่จะแสดงความขอบใจเธอได้เท่านั้น“อันที่จริง ผมก็รู้อยู่แล้วละว่าไว้ใจคุณได้”
และหัวข้อเื่ที่มีมิทช์ เบรเดนเป็ตัวเอกก็ยุติลงเพียงเท่านั้นแม้ว่าซูซานใคร่จะรู้อย่างเหลือเกิน ว่าทำไมในตอนแรกวอร์เรนจะต้องพูดปดกับมิทซ์ออกไปเช่นนั้นด้วยแต่กระนั้นชื่อของบุคคลคนนี้ก็เต็มหูตลอดเวลาที่นั่งรับประทานอาหารกันอยู่และส่วนใหญ่วอร์เรนนั่นเองที่เป็คนพูดถึงออกจะโชคดีอยู่มากที่ว่า ตอนที่เขาขับรถกลับไปส่งเธอที่บ้านนั้น รถสปอร์ตสีฟ้าได้หายไปแล้ว