สะท้อนภพลิขิตรักข้ามกาล

    พระราชโองการสะท้านจวน...เกียรติยศที่ต้องคุกเข่ารับ

            ยามเหม่า (05.00-06.59 น.) ท้องนภายังคงเป็นสีน้ำหมึกเข้ม มีเพียงแสงดาวที่ริบหรี่ และขอบฟ้าทิศตะวันออกที่เริ่มปรากฏสีครามจางๆ นครหลวงฉางอันยังคงหลับใหลอยู่ใต้ม่านแห่งราตรี แต่ภายในจวนสกุลเซี่ยนั้นกลับสว่างไสวไปด้วยแสงเทียนแล้ว

    เซี่ยหยางในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างกายผู้เป็นบิดา ในอ้อมแขนของเขา คือม้วนกระดาษขนาดใหญ่สองม้วนที่ถูกห่อหุ้มด้วยถุงผ้าไหมปักดิ้นทองลายเมฆมงคลอย่างงดงามและแน่นหนาที่สุด สัมผัสได้ถึงน้ำหนักและความสำคัญของสิ่งที่ตนถือครอง ทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัวขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น

    “ไปกันเถิด” เสนาบดีเซี่ยกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่หน้าจวน

    รถม้าเคลื่อนตัวไปบนถนนที่ว่างเปล่าอย่างเงียบเชียบ มีเพียงเสียงล้อเหล็กที่บดไปบนพื้นหินและเสียงกีบม้าที่ดังก้องอยู่ในความเงียบ ไม่นานนัก...กำแพงพระราชวังอันสูงตระหง่านและยิ่งใหญ่ก็ปรากฏขึ้นสู่สายตา

    หลังจากผ่านการตรวจสอบตราสัญลักษณ์อย่างเข้มงวด รถม้าก็ได้รับอนุญาตให้เคลื่อนตัวผ่านประตูเข้าไปยังเขตพระราชฐานชั้นนอก เสนาบดีเซี่ยลงจากรถม้าเพื่อเดินเท้าต่อไปยังโถงว่าราชกิจ ส่วนเซี่ยหยางนั้น...ในฐานะที่ยังไม่มีตำแหน่งราชการ เขาทำได้เพียงลงจากรถแล้วยืนรออยู่ในบริเวณลานกว้างหน้าพระที่นั่งตามกฎระเบียบ

    ทว่า...ความรู้สึกที่ต้องรอคอยกลับหาได้น่าเบื่อหน่ายไม่!

    จิตวิญญาณของเสิ่นอี้...นักธุรกิจสาวข้ามเพศจากศตวรรษที่ 21 กำลังกรีดร้องด้วยความตื่นเต้นยินดี!

    ‘สวรรค์! วังต้องห้าม! นี่คือวังต้องห้ามของจริง!’ นางคิดในใจ สายตากวาดมองไปรอบตัวอย่างไม่รู้จักพอ ‘ในอดีต...ข้าเคยเข้าชมพิพิธภัณฑ์กู้กงอยู่หลายครั้ง แต่ที่เห็นก็เป็นเพียงอาคารเก่าแก่ที่ไร้ชีวิต...แต่ที่นี่...ที่นี่ทุกอย่างยังคงมีลมหายใจ!’

    อากาศยามเช้าที่เย็นสดชื่นพัดโชยมาปะทะใบหน้า หอบนำกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมยที่กำลังเบ่งบานอยู่ไม่ไกลลอยมาด้วย เขาเดินไปตามทางเดินหินอ่อนกว้างใหญ่ สองข้างทางประดับด้วยกระถางดอกโบตั๋นสีชมพูสดที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เขาลองยกมือขึ้นสัมผัสเสาหินอ่อนสีขาวที่สลักเสลาเป็นลายมังกรอย่างวิจิตร...ความเย็นเฉียบและความเก่าแก่ของมันส่งผ่านความรู้สึกอันน่าเกรงขามมาถึงปลายนิ้ว

    เมื่อเดินต่อไปจนถึงสระบัวขนาดใหญ่ ภาพของเงาสะท้อนพระที่นั่งทรงสูงที่ทาบลงบนผืนน้ำอันนิ่งสงบในแสงอรุณรุ่งนั้นงดงามราวกับภาพวาดของจิตรกรเอก...

    ทันใดนั้น...เสียงกลองศึกอันทุ้มลึกก็ดังขึ้น...ตามมาด้วยเสียงขานพระนามของเหล่าขุนนางที่เริ่มทยอยกันเข้าสู่โถงว่าราชกิจ การประชุมเช้าได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

    เซี่ยหยางเดินกลับมายืนรออยู่ ณ จุดเดิม เขาสามารถได้ยินเสียงถกเถียงปัญหาบ้านเมืองที่ดังเล็ดลอดออกมาจากโถงประชุมเป็นระยะ เสียงเหล่านั้นทรงพลังและเต็มไปด้วยความขึงขัง การได้มายืนอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองที่ยังมีลมหายใจเช่นนี้...ทำให้เลือดในกายของนางพลันร้อนระอุขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!

    เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม...การประชุมเช้าก็สิ้นสุดลง

    เหล่าขุนนางเริ่มทยอยกันเดินออกมา แต่เสนาบดีเซี่ยกลับยังคงยืนสงบนิ่งอยู่ในตำแหน่งเดิมของตน เมื่อขุนนางส่วนใหญ่ออกไปจนเกือบหมดแล้ว ท่านจึงก้าวออกมาเบื้องหน้า...แล้วคุกเข่าลง!

    “ขอเดชะฝ่าบาท! กระหม่อมเซี่ยจิ้งหงมีของสำคัญ...ประสงค์จะทูลเกล้าฯ ถวายแด่ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!”

    เสียงของท่านดังกังวานไปทั่วทั้งโถง! สร้างความฮือฮาแตกตื่นให้แก่ขุนนางที่ยังคงหลงเหลืออยู่เป็นอย่างยิ่ง!

    รองเจ้ากรมฉินที่กำลังจะเดินออกจากโถงถึงกับต้องชะงักกึก! หัวใจของเขากระตุกวูบ! ‘ของสำคัญ? หรือว่าจะเป็น...!’

    ขันทีคนสนิทรีบเข้าไปกระซิบข้างพระกรรณขององค์จักรพรรดิหลงเซวียนที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร

    จักรพรรดิหลงเซวียน...บุรุษผู้มีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ...เลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อยด้วยความสนพระทัย “โอ้? ของสำคัญรึ? นำเข้ามาให้เราดูที”

    ขันทีรับคำสั่งแล้วเดินลงไปรับม้วนผ้าไหมสองม้วนที่เซี่ยหยางถือรออยู่หน้าประตูเข้ามา...แล้วค่อยๆ คลี่มันออกเบื้องหน้าพระพักตร์และเหล่าขุนนาง!

    ทั่วทั้งโถง...พลันเงียบกริบ!

    ภาพวาด “มังกรทะยานเมฆพู่กันเดียว” และ กลอนตุ้ยเหลียนอักษรทรงพลัง...ปรากฏขึ้นสู่สายตาทุกคน!

    “นั่นมัน...ลายพู่กันของท่านปรมาจารย์หลิน!”

    “ส่วนอีกชิ้น...คือลายมือของท่านเคนชิน! สวรรค์!”

    รองเจ้ากรมฉินเบิกตากว้าง..! ร่างกายของเขาเย็นเฉียบ! มันคือของสองสิ่งนั้นจริงๆ! ของที่ควรจะเป็นของสกุลฉิน! บัดนี้มันกำลังจะถูกถวายให้แก่องค์จักรพรรดิ! ความตื่นตระหนกและความเสียดายแล่นริ้วขึ้นมาในใจจนแทบคลั่ง แต่เขาก็มิอาจทำอันใดได้เลย! การทัดทานการถวายของแด่องค์จักรพรรดิ...มีโทษถึงขั้นประหาร!

    “ฮ่าๆๆๆๆ! ดี! ดีจริงๆ!”

    เสียงพระสรวลอันดังกึกก้องของจักรพรรดิหลงเซวียนทำลายความเงียบลง! พระองค์ก้าวลงจากบัลลังก์...เดินมาทอดพระเนตรของล้ำค่าทั้งสองชิ้นด้วยพระองค์เอง แววตาของพระองค์ทอประกายแห่งความยินดีและพึงพอใจอย่างถึงที่สุด!

    “เสนาบดีเซี่ย...ของสองสิ่งนี้...เจ้าได้แต่ใดมา?”

    “ทูลฝ่าบาท...เป็นของที่บุตรชายของกระหม่อม...เซี่ยหยาง...ได้รับมาจากท่านปรมาจารย์ทั้งสองโดยตรงพ่ะย่ะค่ะ!”

    “เซี่ยหยางรึ?” จักรพรรดิหลงเซวียนทวนพระนาม “บุตรชายของเจ้าที่เพิ่งสร้างชื่อเสียงสะท้านสะเทือนเขาซงซานผู้นั้นน่ะหรือ? เราได้ยินเรื่องราวของเขามาบ้างแล้ว...น่าสนใจยิ่งนัก...เรียกตัวเขาเข้ามา!”

    เซี่ยหยางถูกเรียกตัวให้เข้าไปในโถงว่าราชกิจเป็นครั้งแรกในชีวิต! เขาก้าวเข้าไปอย่างสงบนิ่งและมั่นคง...คุกเข่าลงเบื้องหน้าพระพักตร์

    จักรพรรดิหลงเซวียนทอดพระเนตรมองเด็กหนุ่มเบื้องหน้า...รูปโฉมงดงาม...กิริยาสง่างาม...และที่สำคัญที่สุดคือแววตาที่นิ่งสงบไม่หวาดหวั่น...ช่างเป็นที่ถูกพระทัยยิ่งนัก!

    “เซี่ยหยาง...เจ้ามีความดีความชอบที่นำของล้ำค่าเช่นนี้มาถวายเรา...เราพอใจยิ่งนัก!” ฝ่าบาททรงสรวล “ในเมื่อเจ้ามีความภักดีถึงเพียงนี้...เราจะให้รางวัลแก่เจ้า...เจ้าปรารถนาสิ่งใด...จงขอมาได้เลย!”

    สิ้นพระราชดำรัส...เซี่ยหยางก็โขกศีรษะลงกับพื้น

    “ขอเดชะฝ่าบาท...การถวายของล้ำค่าแด่ฝ่าบาทผู้เป็นโอรสแห่งสวรรค์ คือหน้าที่และความภักดีของพสกนิกร...กระหม่อมมิกล้าทูลขอรางวัลอันใดให้แก่ตนเองพ่ะย่ะค่ะ”

    เขาหยุด...แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความสำนึกผิดเล็กน้อย

    “เพียงแต่...ก่อนหน้านี้กระหม่อมได้เคยล่วงเกินรองเจ้ากรมฉินและครอบครัวไว้...และได้ให้สัตย์วาจาว่าจะหาของไปขอขมาท่าน...กระหม่อมจึงอยากจะทูลขอพระบารมีของฝ่าบาท...โปรดทรงพระเมตตา...พระราชทานสิ่งของสักสองชิ้น...แล้วแต่จะทรงพระกรุณา...เพื่อให้กระหม่อมได้อัญเชิญไปมอบให้แก่สกุลฉิน...เพื่อแสดงความจริงใจในการขอขมา...และเพื่อเชิดชูพระบารมีของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!”

    คำทูลขอนั้น...ทำให้จักรพรรดิหลงเซวียนถึงกับต้องนิ่งไปชั่วครู่...ก่อนที่เสียงพระสรวลอันดังลั่นจะก้องไปทั่วทั้งโถงอีกครั้ง!

    “ฮ่าๆๆๆ! ฉลาด! ฉลาดหลักแหลมที่สุด! ไม่เพียงแต่ไม่ขอรางวัลให้ตนเอง แต่ยังรู้จักยืมพระบารมีของเราไปใช้แก้ปัญหาอีกรึ! ดี! เราชอบ!”

    ฝ่าบาททรงหันไปสั่งขันทีคนสนิท “ไปที่ท้องพระคลัง...นำ ‘คทาหยกยู่อี่ลายเมฆมงคล’ และ ‘ผ้าไหมต้วนลายปักษาคู่จากแดนใต้’ อย่างละหนึ่งชิ้น...มามอบให้เขา!”

    ของพระราชทานทั้งสองสิ่งถูกนำมาเบื้องหน้า! แม้จะมิอาจเทียบกับของของปรมาจารย์ได้...แต่มันคือของจากพระหัตถ์ขององค์จักรพรรดิ! คือเกียรติยศสูงสุด!

    “เซี่ยหยางรับราชโองการ!” ขันทีประกาศก้อง “จงอัญเชิญของพระราชทานสองสิ่งนี้...ไปยังจวนสกุลฉิน...เพื่อแสดงความจริงใจในการขอขมา...ในนามแห่งราชวงศ์ต้าเย่า!”

    เซี่ยหยางก้มลงกราบรับราชโองการ...ในใจของเขานั้น...กำลังโห่ร้องด้วยความยินดี...

    เกมกระดานนี้...นางเป็นผู้ชนะอย่างสมบูรณ์แบบ..!

    …..

    ยามซื่อ (09.00-10.59 น.) แสงสุริยันสาดส่องลงมาอาบไล้นครหลวงฉางอันให้สว่างไสวไปทั่วทุกแห่งหน ทว่าในวันนี้...กลับมีขบวนแห่หนึ่งที่เจิดจ้ายิ่งกว่าแสงแห่งทินกร!

    ราชรถเชิญพระราชโองการเคลื่อนตัวออกจากประตูพระราชวังอย่างช้าๆ ทว่าสง่างาม และเปี่ยมด้วยพระบารมีจนสะกดทุกสายตา! ตัวราชรถสร้างจากไม้จันทน์หอมสีแดงเข้ม ขัดขึ้นมันวาวจนสะท้อนแสงตะวันเป็นประกายระยิบระยับ หลังคาโค้งงอนประดับด้วยแผ่นทองคำสลักเสลาเป็นลายมังกรเชิดเศียรอย่างวิจิตรตระการตา 

    ม่านมุกสีขาวนวลที่แขวนอยู่รอบด้านไหวระริกไปตามแรงลม เผยให้เห็นลายปักดิ้นทองรูปกิเลนอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นมงคลสูงสุด ราชรถนั้นถูกเทียมด้วยอาชาขาวปลอดชั้นเลิศสี่ตัว ประดับด้วยเครื่องทรงสีทองอร่าม ก้าวเดินอย่างพร้อมเพรียงและองอาจ นำหน้าด้วยกองทหารเกียรติยศในชุดเกราะสีเงินแวววาว และตามหลังด้วยเหล่าขันทีผู้เชิญพระราชโองการในอาภรณ์สีแดงสด

    เสียงล้อรถที่บดไปบนพื้นถนนหินอ่อนดังกังวาน ผสานกับเสียงฝีเท้าม้าที่หนักแน่น ก่อเกิดเป็นจังหวะแห่งอำนาจที่ทำให้ผู้ที่ได้ยินต้องหัวใจสั่นสะท้าน!

    ชาวบ้านที่กำลังสัญจรไปมาตามท้องถนน เมื่อได้เห็นขบวนราชรถอันยิ่งใหญ่นี้ก็ถึงกับต้องหยุดชะงัก! ความตกตะลึงแปรเปลี่ยนเป็นความยำเกรงอย่างรวดเร็ว!

    พรึ่บ..!

    ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าหาบเร่ บัณฑิตหนุ่ม หรือแม้แต่สตรีสูงศักดิ์ที่นั่งอยู่ในรถม้าของตน ต่างพากันลงมาคุกเข่าหมอบกราบอยู่ริมสองข้างทาง หน้าผากจรดพื้นเพื่อแสดงความเคารพต่อโอรสแห่งสวรรค์!

    “สวรรค์..! ราชรถเชิญพระราชโองการ..!”

    “เกิดเรื่องสำคัญอันใดขึ้นกันแน่..!”

    “ดูทิศทางแล้ว...กำลังมุ่งหน้าไปยังเขตจวนขุนนางทางทิศใต้!”

    ความอยากรู้อยากเห็นนั้นมีพลังยิ่งกว่าความกลัว! หลังจากขบวนราชรถเคลื่อนผ่านไปแล้ว ฝูงชนจำนวนมากก็เริ่มทยอยเดินตามขบวนไปอย่างเงียบๆ ด้วยความใคร่รู้ว่าราชโองการฉบับนี้...จะไปหยุดอยู่ที่หน้าจวนของขุนนางผู้โชคดี...หรือโชคร้าย...ท่านใดกันแน่

    ราชรถแล่นไปอย่างสง่างาม...ผ่านจวนแล้วจวนเล่า...จนกระทั่ง...ไปหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้าประตูใหญ่ของจวนรองเจ้ากรมกลาโหม...สกุลฉิน!

    เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นในหมู่ชาวบ้านที่ตามมา!

    ภายในจวนสกุลฉินนั้น...บัดนี้กลับวุ่นวายราวกับมีพายุพัดเข้า!

    พ่อบ้านชราฉินวิ่งพล่านสั่งการบ่าวไพร่ด้วยเสียงที่สั่นเทา “เร็วเข้า! ตั้งโต๊ะเครื่องบูชา.! จุดเครื่องหอม.! ปูพรมแดง.! เร็วเข้าสิพวกเจ้า..!”

    รองเจ้ากรมฉินซึ่งเพิ่งจะกลับมาถึงจวนก่อนหน้าขบวนราชรถเพียงไม่กี่อึดใจ บัดนี้สวมใส่ชุดขุนนางเต็มยศสีม่วงเข้มอย่างเรียบร้อย ฮูหยินฉินเองก็อยู่ในชุดฮูหยินตราตั้งสีแดงสดที่งดงามที่สุดของนางเช่นกัน ทั้งสองยืนรออยู่หน้าโถงรับรองพร้อมด้วยบุตรชาย และบุตรสาวทุกคนด้วยสีหน้าที่จริงจัง แต่ในใจกลับเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น!

    และแล้ว...ผู้ที่ทุกคนรอคอยก็ปรากฏตัวขึ้น..!

    ทว่า...ผู้ที่ก้าวลงมาจากราชรถเป็นคนแรก...กลับมิใช่ขันทีผู้เชิญราชโองการ...

    ภาพของคุณชายหนุ่มผู้หนึ่งในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปรากฏขึ้นสู่สายตาทุกคน...เขาก้าวลงมายืนบนพื้นจนเต็มความสูง...

    เสียงฮือฮาของฝูงชนที่เคยดังเซ็งแซ่...พลันเงียบกริบลงในทันที! ราวกับมีผู้ใดมาสะกดเสียงของพวกเขาทั้งหมดไว้!

    บุรุษหนุ่มผู้นั้น...งดงามเกินกว่าคำบรรยายใดๆ ในใต้หล้า! ใบหน้าขาวผ่องราวกับหยกเนื้อดี ดวงตาเรียวยาวดุจใบหลิวแต่กลับทอประกายแห่งปัญญาอันลุ่มลึก ริมฝีปากบางเฉียบสีระเรื่อยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา...เป็นรอยยิ้มที่สามารถทำให้สุริยันจันทราต้องอับแสง!

    “เทพบุตร...นั่นคือเทพเซียนที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์!” เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นในหมู่ชาวบ้าน

    เซี่ยหยางโค้งกายลงเล็กน้อยให้แก่ฝูงชนที่กำลังตกตะลึงอยู่...ก่อนจะหันกลับไปอัญเชิญม้วนราชโองการที่ห่อด้วยผ้าไหมสีเหลืองทอง และกล่องของพระราชทานอีกสองกล่องออกมาจากราชรถด้วยตนเอง...แล้วย่างกายเข้าสู่ประตูจวนสกุลฉิน!

    ทันทีที่ร่างระหงนั้นก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา แสงแดดยามสายที่สาดส่องเข้ามาในโถงรับรองพลันดูสว่างไสวขึ้นอย่างน่าประหลาด! แสงนั้นตกกระทบลงบนใบหน้าหยกของเขา เกิดเป็นประกายระยิบระยับราวกับมีละอองทองคำโปรยปรายอยู่รอบกาย...

    ฉินเหมยอิงที่ยืนรออยู่ถึงกับต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดปาก! หัวใจของนางเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก! บ่าวสตรีที่ยืนอยู่ด้านหลังบางคนถึงกับหน้ามืดจนแทบจะเป็นลม!

    เซี่ยหยางเดินมาหยุดอยู่กลางโถง...เขาไม่ได้มองผู้ใดเป็นพิเศษ...แต่ทุกคนกลับรู้สึกราวกับกำลังถูกสายตาคู่นั้นจ้องมองอยู่

    เขาค่อยๆ คลี่ม้วนราชโองการออก...

    “รองเจ้ากรมฉินและฮูหยินฉิน...เข้ารับพระราชโองการ!”

    เสียงของเขานั้นนุ่มนวล...แต่กลับทรงอำนาจ และก้องกังวาน!

    รองเจ้ากรมฉิน และฮูหยินฉินสะดุ้งเฮือก! ทั้งสองรีบพากันเดินออกมาคุกเข่าลงเบื้องหน้าตามธรรมเนียม!

    ชาวบ้านที่แอบชะเง้อมองอยู่หน้าประตูต่างพากันงงงัน! นี่มันเรื่องอันใดกัน! ปกติแล้ว...การขอขมา...ผู้มาขอขมามิใช่หรือที่ต้องเป็นฝ่ายคุกเข่า! แต่นี่...ผู้มาขอขมากลับยืนสง่า...แล้วให้ผู้รับการขอขมาเป็นฝ่ายคุกเข่าลง!

    เซี่ยหยางมิได้อ่านราชโองการ...เขาเพียงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 
           “ฝ่าบาททรงมีพระเมตตา...เมื่อทรงทราบว่าข้าเซี่ยหยางได้เคยล่วงเกินสกุลฉินไว้ จึงทรงพระราชทาน ‘คทาหยกยู่อี่ลายเมฆมงคล’ และ ‘ผ้าไหมต้วนลายปักษาคู่จากแดนใต้’ สองสิ่งนี้...เพื่อใช้เป็นของแสดงความจริงใจ...แทนคำขอขมาจากข้า”

    เขาผายมือ...ขันทีที่ติดตามมาจึงเชิญกล่องของพระราชทานทั้งสองไปวางไว้บนโต๊ะเบื้องหน้าสองสามีภรรยาที่ยังคงคุกเข่าอยู่!

    รองเจ้ากรมฉิน...คุกเข่าอยู่บนพื้น...เงยหน้าขึ้นมองภาพของคุณชายเซี่ยที่ยืนสง่าอยู่เบื้องหน้า...ในใจของเขานั้น...กำลังปั่นป่วนราวกับมีพายุพัดเข้า! ความยินดีที่เคยมีมลายหายไปสิ้น...ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอัปยศอดสูและเสียหน้าที่ไม่อาจกล่าวออกมาได้!

    เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นเซี่ยหยางมาคุกเข่าขอขมา...แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม! เขากลับต้องมาเป็นฝ่ายคุกเข่า...รับ “การของขอขมา” ที่มาจากพระบารมีขององค์จักรพรรดิ.!

    เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้...ณ หน้าจวนสกุลฉิน...จะกลายเป็นตำนานบทใหม่ที่ถูกกล่าวขานไปทั่วทั้งนครหลวงฉางอัน...เรื่องราวของผู้มาขอขมาที่ยืนสง่า...จนผู้รับการขอขมา...จำต้องคุกเข่าลงต้อนรับเกียรติยศนั้น..!

    คล้ายกับเรื่องสะท้อนภพลิขิตรักข้ามกาล ที่คุณอ่าน