ทะลุมิติมาหมอหญิงอย่างข้าจะยิ่งใหญ่ในใต้หล้าให้ดู [นิยายแปล]

    บทที่ 32 เก็บสีหน้าไม่อยู่

    เสียงฮวาเย่ว์โหรวแหลมสูง ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความดุร้ายไม่หลงเหลือความอ่อนหวานสง่างามที่เคยมีอยู่แม้แต่น้อย นางจ้องอ๋องเก้าเขม็งราวกับหากเขาเอ่ยผิดแม้เพียงครึ่งคำ ก็พร้อมจะพุ่งเข้าไปกัดให้ตาย

            ซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ได้ยินฮวาเย่ว์โหรวเรียกฮวาชิงเหยียนว่าไร้ค่าใบหน้าก็ถมึงทึงขึ้นในบัดดล สายตาที่มองไปยังนางเต็มไปด้วยโทสะ

            อ๋องเก้าเพิ่งเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดก็ในตอนนี้ แท้จริงแล้วทุกคนในที่นี้ต่างคิดว่าเขามาแทนจวินอู๋ชิงเพื่อสู่ขอฮวาเย่ว์โหรวจะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร!

            เขาไม่คิดว่าการมาสู่ขอในวันนี้จะมีเรื่องสนุกเช่นนี้รออยู่เพราะสีหน้าที่เปลี่ยนไปพร้อมกันของพวกฮวาเจิ้นเซี่ยเมื่อครู่ช่างน่าดูยิ่งนักเขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยอย่างยินดี “คนที่เข้าใจผิดคือพวกเจ้าต่างหากวันนี้ข้าได้รับมอบหมายจากอ๋องเจ็ดให้มาสู่ขอคุณหนูฮวาชิงเหยียน! อ๋องเจ็ดต้องการแต่งตั้งนางเป็นชายาเอก!”

            “อะไรนะ! อ๋องเจ็ดจะสู่ขอฮวาชิงเหยียน...คนไร้ค่าผู้นั้นหรือ!”

            “ชายาเอก? จะเป็นไปได้อย่างไรก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าแม้แต่จะรับเป็นอนุ อ๋องเจ็ดยังไม่คิดจะรับนางไว้เลยไม่ใช่หรือ”

            ถ้อยคำของอ๋องเก้าเปรียบได้ดั่งหยดน้ำลงในกระทะน้ำมันร้อนทำให้ผู้คนทั้งโถงหน้าแตกตื่นขึ้นมาในทันที

            ซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ถึงกับอึ้งอีกครั้งกับถ้อยคำของอ๋องเก้า

            อ๋องเจ็ดไม่เพียงไม่ถือโทษโกรธเคืองที่ฮวาชิงเหยียนเคยบีบบังคับเขากลับยังยกย่องให้นางเป็นชายาเอกด้วยหรือ

            อ๋องเก้านึกว่าแม่ลูกคู่นี้ตื้นตันจนพูดไม่ออกจึงก้าวขึ้นมากล่าวอย่างสุภาพ “ฮวาฮูหยินเช่นนั้นพวกเราควรแลกหนังสือหมั้นหมายกันเลยดีหรือไม่”

            ฮวาเจิ้นเซี่ยตะโกนเสียงดังลั่น“อ๋องเก้า ท่านบอกว่ามาแทนอ๋องเจ็ดเพื่อสู่ขอฮวาชิงเหยียนอย่างนั้นหรือ!”

            อ๋องเก้าเพียงปรายตากลับไปอย่างเป็นธรรมชาติ

            พอฮวาเย่ว์โหรวได้ยินประโยคนั้นก็รู้สึกอึดอัดจนแทบระเบิดนางเสียกิริยาอย่างหนักพลางกล่าวเสียงแหลม “คนพิการกับคนไร้ค่านับว่าเหมาะสมกันดี ข้าขอแสดงความยินดีกับท่านป้าสะใภ้ใหญ่ด้วยนะเจ้าคะ!”

            อ๋องเก้าขมวดคิ้วแน่นทันทีก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “คุณหนูฮวาเย่ว์โหรวเจ้าว่าใครคือคนพิการ ใครคือคนไร้ค่าหรือ”

    ฮวาเจิ้นเซี่ยรีบตั้งสติแล้วกล่าวกลบเกลื่อนทันควัน
    “ไม่ใช่นะอ๋องเก้า ท่านคงหูฝาดไปกระมังเย่ว์โหรวไม่ได้พูดถึงคนพิการเลยสักนิด”

            ถึงแม้อ๋องเก้ากับอ๋องเจ็ดจะไม่เป็นที่โปรดปรานนักในตอนนี้แต่อำนาจและสถานะของพวกเขาก็ยังคงมีอยู่ฮวาเจิ้นเซี่ยย่อมไม่กล้าแสดงการดูหมิ่นอย่างเปิดเผย

            แต่ฮวาเย่ว์โหรวยังเด็กและทะนงตนวัยเพียงเท่านี้แต่นางเป็นถึงนักหลอมโอสถระดับสาม อาจารย์ของนางหวังเฟิงเคยกล่าวว่านางจะต้องมีอนาคตไกลกว่าตนแน่นอน ในอนาคตทั้งแคว้นหลงลี่จะต้องประจบเอาใจนางเช่นนี้แล้ว เหตุใดนางจะต้องเกรงกลัวอ๋องเก้ากับอ๋องเจ็ดด้วย

            “อ๋องเก้า โหรวเอ๋อร์กล่าวความจริงทั้งสิ้น อ๋องเจ็ดคือคนพิการฮวาชิงเหยียนก็คือคนไร้ค่าอย่างไรเล่าเจ้าคะ”

            อ๋องเก้าหรี่ตาลงเล็กน้อยแววตาแฝงแรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นจนบรรยากาศรอบตัวคล้ายหยุดนิ่ง

            ทันใดนั้นเสียงของฮวาเฮ่าเย่ว์ก็ดังขึ้นอย่างเดือดดาล “ฮวาเย่ว์โหรว เจ้าต่างหากที่ใจแคบ! พอเห็นว่ามีคนมาสู่ขอชิงเหยียนเจ้าก็อิจฉานางจนต้องกล่าววาจาเช่นนี้!”

            ฮวาเย่ว์โหรวแค่นหัวเราะเยาะ“พูดบ้าอะไร ข้าเป็นถึงนักหลอมโอสถระดับสามจะไปอิจฉาคนไร้ค่าอย่างนางทำไมกัน! ข้าไม่ชายตาแลของหมั้นแค่นี้หรอก อ๋องเจ็ดให้นางแค่นี้นั่นเท่ากับว่าไม่ได้เห็นคุณค่าของฮวาชิงเหยียนเลยสักนิด! รอดูเถิดรัชทายาทมาตบแต่งกับข้าเมื่อใด ของหมั้นต้องมากกว่านี้อีกเป็นสามเท่า!หากไม่ถึงข้าก็ไม่มีวันตกลงแต่งกับเขา!”

            ความอัปยศในวันนี้ทำให้นางรู้สึกเหมือนกลืนแมลงเข้าไปทั้งรังหลังจากนี้ไปนางต้องหาทางบีบจวินอู๋ชิงให้ยอมสู่ขอด้วยของหมั้นที่มากกว่านี้อีกหลายเท่าไม่เช่นนั้นอย่าหวังว่านางจะยอมแต่งด้วย

            ฮวาเจิ้นเซี่ยได้ยินบุตรสาวเอ่ยวาจาเสียสติถึงเพียงนี้ถึงกับหน้าถอดสีเขาเกือบจะพุ่งเข้าไปเอามือปิดปากฮวาเย่ว์โหรวเสียเดี๋ยวนั้นเพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่านางกำลังโกรธจนเสียสติ แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่งแต่สิ่งที่นางพูดนั้นล้วนไม่ผ่านการไตร่ตรองทั้งสิ้น

            ทว่ายังไม่ทันที่ฮวาเจิ้นเซี่ยจะได้พูดอะไรองครักษ์ก็เดินนำหน้าชายวัยกลางคนร่างท้วมสวมผ้าไหมเนื้อดี ใบหน้าเปล่งปลั่งมายังโถงหน้า

            เบื้องหลังชายวัยกลางคนร่างท้วมนั้นคือบ่าวรับใช้จำนวนหนึ่งพวกเขาต่างช่วยกันหามหีบที่ประดับผ้าสีแดงสดเป็นขบวน

            ชายร่างท้วมที่ยังไม่ทันสังเกตสถานการณ์ภายในโถงหน้าให้ชัดเจนผู้นั้นกล่าวเสียงดังลั่น “ท่านอันกั๋วกงรัชทายาทส่งผู้น้อยมาเป็นตัวแทนสู่ขอคุณหนูฮวาเย่ว์โหรวขอรับ!”

            เสียงของเขาดังถึงหน้าประตูโถงหน้าและทันทีที่ก้าวเข้าไปก็เห็นของล้ำค่ากองพะเนินอยู่เต็มห้อง

            เขายังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นฮวาเย่ว์โหรวก็รีบเดินออกมาต้อนรับ ใบหน้านางเปื้อนยิ้มพลางกล่าวด้วยเสียงอ่อนหวาน “ผู้ดูแล ท่านบอกว่าองค์รัชทายาทให้ท่านมาสู่ขอข้าอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”

            นางเอ่ยพลางเหลือบมองกลุ่มบ่าวรับใช้ที่ยืนหามหีบของหมั้นอยู่ด้านหลังเขา

            ผู้ดูแลยังไม่เข้าใจสถานการณ์นักเพียงเห็นว่าในโถงหน้านั้นมีของกองอยู่ก่อนแล้วจึงหันไปสั่งให้คนของตนวางหีบทั้งหมดไว้ด้านนอก

            ขณะเดียวกันฮวาเจิ้นเซี่ยก็ก้าวออกมาต้อนรับพร้อมรอยยิ้มที่กว้างกว่าเดิมเขาเอ่ยยินดีด้วยน้ำเสียงยินดี “ยินดีด้วยอันกั๋วกงยินดีด้วยคุณหนูเย่ว์โหรว! องค์รัชทายาทถึงกับให้คนมาสู่ขอด้วยตนเองเปิดหีบทั้งหมดให้ดูหน่อยสิ!”

            อิ่นซื่อและบรรดาอนุกับบุตรสาวจากสายรองต่างออกมาเช่นกัน

            แม้หีบที่เรียงรายอยู่เต็มลานจะมีไม่น้อยแต่เมื่อเทียบกับของหมั้นที่อ๋องเก้านำมาในโถงหน้าแล้วจำนวนหีบของรัชทายาทมีเพียงครึ่งเดียวของที่อ๋องเก้านำมา ทุกคนก็อดเปรียบเทียบไม่ได้ อีกทั้งใบหน้ายังเผยรอยยิ้มบาง

            เมื่อฮวาเย่ว์โหรวเห็นของหมั้นที่นำมานั้นมีเพียงเท่านี้ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจในทันที

            “ตายจริง...ไม่ใช่ว่าท่านเคยพูดเองหรือว่าของหมั้นจากรัชทายาทจะต้องมากกว่าที่อ๋องเก้านำมาสามเท่า? แต่ดูจากตอนนี้แล้ว ไม่เพียงน้อยกว่า แต่ยังมีเพียงครึ่งเดียวด้วยซ้ำ”

            “อาจจะยังเอาออกมาไม่หมดก็ได้นี่ ผู้ดูแลท่านยังไม่ให้คนยกของหมั้นขององค์รัชทายาทเข้ามาอีกเล่า”

            เสียงเสียดสีเย็นเยียบจากบรรดาอนุดังขึ้นเป็นระยะ

            อิ่นซื่อกับฮวาเย่ว์โหรวได้ยินก็โกรธจนตัวสั่นก่อนฮวาเย่ว์โหรวจะเอ่ยเสียงขุ่น “จะดูแค่จำนวนหีบได้อย่างไรต้องดูว่าข้างในมีอะไรถึงจะรู้ว่าใครให้มากกว่ากัน!”

            หลังนางพูดจบเหล่าบ่าวรับใช้ก็พากันเปิดหีบคุลมผ้าสีแดงออกพร้อมกัน

            แสงอาทิตย์สาดส่องลงมากระทบของด้านในจนสะท้อนแสงทองระยิบระยับผู้คนพากันหรี่ตาลงด้วยความแปลกใจ

            หรือภายในหีบจะอัดแน่นไปด้วยของมีค่า?

            แต่เมื่อมองชัดๆอีกครั้งก็เห็นว่าในแต่ละหีบมีเพียงอาวุธเวทกับชุดเวทอยู่ไม่กี่ชิ้นที่เหลือคือเงินตำลึงทองเต็มหีบ ดูแล้วน่าจะประมาณแค่หนึ่งแสนตำลึงทองเท่านั้น

            แม้ของหมั้นมูลค่าหนึ่งแสนตำลึงทองจะนับว่าหรูหราเอิกเกริกแล้วแต่เมื่อเทียบกับเก้าแสนเก้าหมื่นตำลึงทองจากอ๋องเก้าแล้วก็นับว่ายังห่างชั้นกันนัก

            “ฮะๆ”

            ไม่รู้ว่าใครกลั้นหัวเราะไม่อยู่หลุดขำออกมาจากนั้นคนที่กลั้นไว้ไม่อยู่ก็พากันหัวเราะออกมาเช่นกันอีกทั้งยังหัวเราะพลางเหลือบมองฮวาเย่ว์โหรว

            ฮวาเย่ว์โหรวโกรธจนแทบเสียสตินางมองหีบของหมั้นจากอ๋องเก้าที่แทบล้นทะลักออกมาแล้วเทียบกับของที่มีเพียงครึ่งหีบก็กัดฟันถามเสียงแข็ง “ผู้ดูแล องค์รัชทายาทส่งของหมั้นมาแค่นี้หรือ!”

            แค่นี้อย่างนั้นหรือ! ของหมั้นพวกนี้รวมมูลค่าแล้วมากกว่าหนึ่งล้านตำลึงทองในแคว้นหลงลี่ถือว่านี่เป็นงานหมั้นระดับต้นๆ ด้วยซ้ำ ฮวาเย่ว์โหรวยังกล้าดูแคลนอีกหรือ!

            สีหน้าของผู้ดูแลไม่ค่อยดีนักเขาเอ่ยเสียงเข้ม “คุณหนูฮวาเย่ว์โหรวของหมั้นทั้งหมดนี้ล้วนเป็นของที่องค์รัชทายาทเลือกด้วยตนเองแม้แต่โอสถที่อยู่ในหีบก็เป็นโอสถระดับสี่ทั้งหมดส่วนชุดเวทกับอาวุธเวทก็ล้วนเป็นของระดับห้า!”

            ของหมั้นแต่ละชิ้นไม่ว่าจะเป็นอาวุธเวทหรือชุดเวท ต่างมีมูลค่าหลายหมื่นตำลึงทองส่วนโอสถแต่ละเม็ดก็แตะหมื่นตำลึงทองเช่นกัน

            ผู้ดูแลหันไปมองฮวาเย่ว์โหรวด้วยแววตาเหยียดหยามในใจ

            องค์รัชทายาทสั่งให้ข้าเตรียมของหมั้นมากมายถึงเพียงนี้แต่นางกลับกล้าตำหนิว่ามีเพียงน้อยนิด ช่างไม่รู้จักดีชั่วเลยเสียจริง

            แต่ฮวาเย่ว์โหรวกลับนึกถึงของหมั้นที่อ๋องเจ็ดส่งมาให้ฮวาชิงเหยียนล้วนเป็นโอสถระดับห้าทั้งสิ้น ซ้ำยังมีตั้งเก้าชนิดแต่ละชนิดก็มีถึงเก้าสิบเก้าเม็ด!ส่วนอาวุธเวทก็เป็นผลงานจากปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์อันดับหนึ่งของแคว้นหลงลี่อย่างหวังอีฉุย

            พอเทียบกันแล้วใบหน้าของฮวาเย่ว์โหรวก็แดงซ่านอย่างอดกลั้นความอับอายไว้ไม่อยู่

            “เหอะ! ในเมื่อองค์รัชทายาทไม่ใส่ใจเรื่องนี้เช่นนั้นก็ยกเลิกเรื่องหมั้นหมายในวันนี้เถิด! ท่านพ่อ ส่งแขกเจ้าค่ะ!”

            เมื่อเห็นของหมั้นที่ฮวาชิงเหยียนได้รับฮวาเย่ว์โหรวย่อมไม่มีทางยอมตกลงรับหมั้นจากองค์รัชทายาทที่มีเพียงแค่นี้เด็ดขาดยิ่งได้เห็นสายตาเหยียดหยามที่มองมา นางก็ยิ่งรู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีด้วยไม่มีหน้าจะอยู่ต่อ จึงสะบัดแขนเสื้อหันหลังกลับไปยังเรือนตนทันที

            ฮวาเจิ้นเซี่ยและอิ่นซื่อเองก็รู้สึกผิดหวังไม่น้อยเมื่อมีของหมั้นของฮวาชิงเหยียนให้เปรียบเทียบยิ่งรู้สึกว่าองค์รัชทายาทไม่เพียงเฉยเมย แต่ยังไร้น้ำใจ จึงกล่าวกับผู้ดูแลว่า “ต้องขออภัยผู้ดูแลเรื่องที่ลูกสาวข้าปากไวไปหน่อยอีกทั้งวันนี้ก็หาใช่ฤกษ์งามยามดีในการพูดเรื่องหมั้นหมาย ท่านคงเห็นนี่กระมัง อ๋องเก้าเพิ่งมาสู่ขอฮวาชิงเหยียนให้กับอ๋องเจ็ดลูกสาวข้ากับฮวาชิงเหยียนดวงชะตาขัดแย้งกัน หากจะกำหนดหมั้นในวันเดียวกันเกรงว่าจะไม่เหมาะสม...”

            ฮวาเจิ้นเซี่ยจงใจเบี่ยงตัวให้เห็นของหมั้นที่วางเต็มโถงของเหล่านั้นล้นแทบทะลักออกมาจากหีบทุกใบ ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องน้ำลายสอ

            เมื่อผู้ดูแลเห็นภาพตรงหน้าก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพอหันกลับมามองของหมั้นที่ตนแบกมา ยิ่งรู้สึกอับอายจนแทบยืนไม่อยู่

            มิน่าเล่าของที่ข้าแบกมานับว่ายิ่งใหญ่ระดับแคว้นแล้วแท้ๆแต่พวกนางกลับแสดงสีหน้าเช่นนั้นใส่ข้าที่แท้ก็เพราะมีของมากมายในห้องโถงนี่เอง...

            ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ทำให้เขาตกใจที่สุดคือ...อ๋องเจ็ดจะสมรสกับฮวาชิงเหยียน!

            ผู้ดูแลย่อมรู้ดีว่าการหมั้นหมายครั้งนี้ไม่มีทางสำเร็จจึงหัวเราะแห้งพลางกล่าว “ถ้าอย่างนั้น...ผู้น้อยขอตัว”

            “คงต้องเป็นเช่นนั้น”ฮวาเจิ้นเซี่ยรู้สึกไม่สบายใจนัก เพราะอีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยประโยคที่ว่า ‘ไว้มาใหม่’ แต่เมื่อคิดว่าบุตรสาวของตนเป็นที่โปรดปรานของจวินอู๋ชิงทั้งยังเป็นนักหลอมโอสถที่มีอนาคตที่สุดในแคว้นหลงลี่ก็มั่นใจได้ว่าอีกฝ่ายคงไม่กล้าปฏิเสธ

            เพียงแต่...บุตรสาวของเขาตั้งครรภ์กับองค์รัชทายาทท้องก็โตขึ้นเรื่อยๆ หากปล่อยเวลาผ่านไปเช่นนี้...

            แม้ในใจของฮวาเจิ้นเซี่ยจะมีเงาความกังวลอันหนักอึ้งเกาะกุมอยู่แต่ก็ยังคงฝืนยิ้มส่งแขกกลับตามมารยาท

            อ๋องเก้านั่งมองเหตุการณ์ด้วยความขบขันยามเห็นสีหน้าของฮวาเย่ว์โหรวและคนอื่นๆตอนที่รู้ว่าของหมั้นจากองค์รัชทายาทมีเพียงนิดเดียวก็อดรู้สึกสะใจไม่ได้แม้ในใจจะหัวเราะจนแทบกลิ้งไปมา แต่สีหน้ากลับเรียบเฉยซ้ำยังหันไปคุยกับซูซื่อและฮวาเฮ่าเย่ว์อย่างเป็นกันเองอยู่ครู่หนึ่ง

            ซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์เคยสงสัยว่าทำไมจู่ๆอ๋องเจ็ดจึงส่งคนมาสู่ขอฮวาชิงเหยียน แต่พอได้ฟังคำอธิบายจากอ๋องเก้าแล้วก็เข้าใจในทันที

            แท้จริงแล้วทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอยู่ก่อนและฮวาชิงเหยียนก็ได้ตอบรับการหมั้นหมายไว้แล้ว ด้วยเหตุนี้ซูซื่อจึงเคารพในการเลือกของบุตรสาวและยอมรับการสมรสนี้อย่างเต็มใจ

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาหมอหญิงอย่างข้าจะยิ่งใหญ่ในใต้หล้าให้ดู [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน