หลังจากที่ฉินหยางได้สมุนไพรหลักทั้งห้ามาแล้วจะเหลือก็แค่เพียง "ดอกหยางฮัว" เพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ไม่สามารถหาได้ เขาจึงตัดสินใจที่จะไปขอให้คุณชายซูทั้งสองช่วยตามหาโดยตนจะยอมติดหนี้บุญคุณไว้ครั้งหนึ่ง เขาจึงเดินทางตรงกลับไปยังโรงเตี๊ยมสุราสำราญเพื่อขอความช่วยเหลือตามที่ได้ตัดสินใจไป
ใช้เวลาไม่นานฉินหยางก็เดินมาถึงหน้าโรงเตี๊ยมก่อนจะเข้าไปภายในและบอกกล่าวกับเสี่ยวเอ้อร์ให้นำคำพูดของเขาฝากไปบอกแก่คุณชายซูทั้งสองเรื่องที่ตนจะขอให้ช่วยตามหาดอกหยางฮัวซึ่งเป็นสมุนไพรอย่างสุดท้ายที่จำเป็นต่อการปรุงยาหยางพิสุทธิ์
เสี่ยวเอ้อร์รับคำพูดของฉินหยางมาก่อนจะโค้งคำนับและเดินออกมาเพื่อนำคำพูดของฉินหยางไปบอกแก่คุณชายซูท้องสองทันที
"เรียนคุณชายซู คุณชายฉินหยางมีคำขออยากให้ช่วยจัดหาดอกหยางฮัวมาให้ โดยเขาบอกว่าจะขอแลกกับการติดหนี้บุญคุณคุณชายทั้งสองไว้ครั้งหนึ่งขอรับ"
เสี่ยวเอ้อร์กล่าวรายงานตามคำที่ฉินหยางฝากมาอย่างสัตย์ซื่อ
"ดอกหยางฮัว?ยอมติดหนี้บุญคุณไว้ครั้งหนึ่ง?"
ซูฉินที่นั่งอยู่บนพรมหนังสัตว์ภายในห้องโถงใหญ่กล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย
"ท่านพี่คิดอย่างไรกับเรื่องนี้หรือขอรับ"
ซูฉินเอ่ยถามความคิดเห็นของซูหมิงพี่ชายของตนที่นั่งบนพรมหนังสัตว์อยู่ข้าง ๆ
"ดอกหยางฮัวงั้นรึ? รู้สึกว่าที่คลังสินค้าของเราจะมีอยู่ต้นสองต้น แต่ว่าดอกหยางฮัวเป็นสมุนไพรวิเศษธาตุหยางที่นับว่าหายากพอสมควร และเป็นส่วนผสมหลักของเม็ดยาที่มีความยากในการปรุงระดับสามขึ้นไป เขาคิดจะนำไปทำอะไรถึงขั้นกล่าวว่าจะยอมติดหนี้บุญคุณเราสองคนเช่นนี้"
ซูหมิงเองก็ขมวดคิ้วกล่าวถามออกมาด้วยความไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน
"เอาเถอะ!! กลับไปแจ้งเขาว่าข้าจะให้คนนำสิ่งที่เขาต้องการไปให้ภายในคืนนี้ แล้วหากเขามีสิ่งใดที่ต้องการเพิ่มเติมอีกให้เขาแจ้งมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ"
"ขอรับคุณชาย"
เสี่ยวเอ้อร์กล่าวตอบรับก่อนจะโค้งคำนับและเดินออกไป
"พี่หมิงท่านคิดว่าพี่ชายฉินหยางจะเอาดอกหยางฮัวไปทำอะไรงั้นรึ? หรือท่านคิดว่าพี่ชายฉินหยางจะสามารถปรุงยาความยากระดับสามได้จริง ๆ "
หลังจากเสี่ยวเอ้อร์จากไปแล้วซูฉินก็เอ่ยถามคำถามออกมาน้ำเสียงของเขายังคงแฝงความสงสัยและไม่เข้าใจอยู่
"เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่รู้ ข้าแค่รู้สึกว่าฉินหยางคนนี้เป็นคนน่าสนใจดีและข้าก็รู้สึกถูกชะตากับเขาเสียด้วยสิ หรือไม่บางทีเขาอาจจะสามารถปรุงยาระดับ 3 ขึ้นมาได้จริง ๆ ก็เป็นได้"
ซูหมิงกล่าวตอบยิ้ม ๆ เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ความรู้สึกของเขานั้นบอกว่า ฉินหยางคนนี้ไม่ใช่เด็กหนุ่มหลังเขาธรรมดา ๆ อย่างแน่นอน
(การปรุงยามีการแบ่งระดับขั้นออกเป็น 1-9 โดย 1 คือง่ายที่สุด และ 9 คือเม็ดยาที่ปรุงได้ยากที่สุด)
ผ่านไปไม่นานเสี่ยวเอ้อร์ก็เดินมาถึงยังชั้นที่ 8 ห้องที่ฉินหยางพักอยู่และได้ถ่ายทอดคำพูดของซูหมิงให้ฉินหยางได้ฟังก่อนจะโค้งคำนับและขอตัวจากไป
"คาดหวังได้จริง ๆ ตระกูลซูคงมีฐานะไม่ธรรมดาในเมืองนี้สินะ"
เสวี่ยอวี๋กล่าวยิ้ม ๆ กับฉินหยางหลังจากที่เสี่ยวเอ้อร์ได้มาแจ้งข่าวว่าจะมีคนนำดอกหยางฮัวมาให้ภายในคืนนี้
"อื้มม ข้าคงต้องหาของตอบแทนพวกเขาสักหน่อย อย่างน้อยก็เป็นการขอบคุณละนะ ในโลกของผู้วิเศษล้วนแล้วแต่เป็นคนเห็นแก่ตัว ยากนักที่จะพบเจอผู้วิเศษที่ให้ความสำคัญกับผู้อื่นเช่นนี้"
ฉินหยางกล่าวอย่างพึงพอใจก่อนใบหน้าของเขายังคงมีรอวยิ้มจาง ๆ ประดับอยู่
"นั่นสินะ ข้าเองก็รู้สึกถูกชะตากับสองคนนั่นเช่นกัน นับว่าเป็นเด็กที่ไม่เลวจริง ๆ "
เสวี่ยอวี๋กล่าวเห็นด้วยกับคำพูดของฉินหยาง
ฉินหยางที่ได้ยินก็ทำเพียงยิ้มจาง ๆ เป็นการบ่งบอกว่าเห็นด้วยก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
"เอาล่ะก่อนอื่นเรามาชุบชีวิตสมุนไพรเหล่านี้ก่อน ก่อนที่ดอกหยางฮัวจะมาถึงภายในคืนนี้ละนะ"
ฉินหยางพูดพร้อมสะบัดมือเบา ๆ ทันใดนั้นก็มีถุงที่ห่อสมุนไพรเหี่ยว ๆ เหล่านั้นปรากฏออกมา ฉินหยางไม่รอช้าเริ่มทำการกลั่นน้ำสุริยันศักดิ์สิทธิ์ออกมาและนำไปผสมกับน้ำสะอาดก่อนจะนำสมุนไพรแห้งเหี่ยวเหล่านั้นลงไปแช่น้ำดังกล่าวทันที
ไม่นานสมุนไพรเหล่านั้นก็เริ่มฟื้นคืนสภาพอย่างรวดเร็วจนเวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามสมุนไพรทั้งหมดก็ฟื้นคืนจนมีสภาพสมบูรณ์ในที่สุด
หลังจากเห็นสมุนไพรทั้งหมดมีสภาพกลับมาสมบูรณ์ฉินหยางก็ยกยิ้มเบา ๆ ก่อนจะเริ่มกลั่นน้ำสุริยันศักดิ์สิทธิ์ออกมาอีกครั้งและนำสมุนไพรลงไปแช่เช่นเดิม เขาทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสีของพลังปราณในตัวสมุนไพรเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ จากสีเหลืองเป็นสีเหลืองเข้ม จากสีเหลืองเข้มเป็นสีส้มและจากสีส้มเป็นสีส้มเข้มในที่สุด
ซึ่งสีของพลังปราณที่เหล่าสมุนไพรแผ่ออกมาจะเป็นการบ่งบอกถึงอายุของตัวสมุนไพรนั้น ๆ โดยสีเหลืองหมายถึงสมุนไพรที่มีอายุ 1-50 ปี สีส้ม 51-100 ปี เป็นต้น
"คงได้เท่านี้งั้นสินะ..เสียดายที่น้ำสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าสามารถกลั่นได้ในตอนนี้ทำได้แค่เร่งให้สมุนไพรมีอายุได้ไม่เกินหนึ่งร้อยปีเท่านั้น หากต้องการให้สมุนไพรมีอายุมากกว่านี้คงต้องกลั่นและทำเช่นนี้อีกสัก 1,000 ครั้ง ซึ่งข้าในตอนนี้ไม่มีเวลาถึงขนาดนั้น"
ฉินหยางกล่าวขึ้นเสียงเบา แม้จะผิดหวังอยู่บ้างแต่ก็ยังถือว่ายอมรับได้
ฉินหยางเงยหน้าขึ้นจ้องมองไปนอกหน้าต่างที่ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองสาดแสงย้อมให้ท้องฟ้าดูงดงามราวกับสรวงสวรรค์ ไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ซึ่งก็คือคนรับใช้ของคุณชายซูที่มาพร้อมกับกล่องไม้ใบหนึ่ง
ฉินหยางรับกล่องไม้ดังกล่าวมาและฝากขอบคุณคุณชายซูอีกครั้งก่อนที่เขาจะกลับมานั่งลงที่พรมขนสัตว์ดังเดิม
ฉินหยางวางกล่องไม้ดังกล่าวลงต้องโต๊ะด้านหน้าก่อนจะเปิดออกซึ่งไม่ต้องเดาก็รู้ว่ามันคือดอกหยางฮัว โดยดอกที่มีลักษณะเป็นสีเหลืองอ่อนและมีรูปร่างคล้ายดอกลิลลี่ และรอบตัวมันกำลังแผ่พลังปราณสีเหลืองจาง ๆ ออกมา ซึ่งบ่งบอกว่าดอกหยางฮัวดอกนี้อายุไม่เกิน 50 ปี
ฉินหยางจึงหยิบดอกหยางฮัวออกมาจากกล่องไม้ก่อนจะกลั่นน้ำสุริยันศักดิ์สิทธิ์นำไปผสมน้ำและนำดอกหยางฮัวแช่ลงในน้ำจนดอกหยางฮัวมีอายุตามที่ต้องการในที่สุด ฉินหยางยกยิ้มพึงพอใจอีกครั้งก่อนจะหันไปกล่าวกับเสวี่ยอวี๋ว่า
"เอาล่ะข้าจะเริ่มปรุงยาแล้ว ข้าขอฝากเจ้าด้วย"
"อื้ม..ข้าเข้าใจแล้ว"
เสวี่ยอวี๋พยักหน้าตอบรับก่อนจะลอยตัวขึ้นกลางอากาศและสะบัดฝ่ามือสร้างม้านพลังขึ้นมาปกคลุมตัดขาดห้องนี้ออกจากโลกภายนอก เพื่อป้องกันคนที่จะมารบกวนขณะฉินหยางกำลังปรุงยา
ฉินหยางเองที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมขนสัตว์ก็นำเตาปรุงยาที่พึ่งซื้อมาเมื่อไม่นานออกมาจากแหวนมิติก่อนจะนำสมุนไพรทั้งหมดวางเรียงไว้ ซึ่งมีเพียงหนึ่งชุดเท่านั้น นั่นหมายความว่าฉินหยางจะสามารถปรุงยาได้แค่ชุดเดียว แต่ความจริงแล้วฉินหยางสามารถใช้น้ำสุริยันศักดิ์สิทธิ์ในการขยายพันธุ์ให้สมุนไพรมีจำนวนที่มากขึ้นกว่าเดิมได้ แต่ก็ติดที่ต้องใช้เวลามากเกินไปเช่นเดียวกัน
เขาจึงตัดสินใจที่จะปรุงยาหยางพิสุทธิ์แค่ชุดเดียวแต่เขาต้องปรุงออกมาให้มีคุณภาพมากที่สุดเท่าที่เขาในตอนนี้จะทำได้ เพราะนั้นหมายถึงคุณภาพของยาและฤทธิ์ของยาที่จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
และเขาเองก็รู้ว่าเม็ดยาที่เขาจะปรุงนั้นมีความยากระดับ 3 แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญสำหรับเขาแต่การปรุงออกมาให้มีคุณภาพมากที่สุดต่างหากที่เป็นเรื่องที่เขาต้องกังวล
หลังจากจัดแจงสมุนไพรเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ใช้จิตสัมผัสประคองให้เตาปรุงยาลอยขึ้นกลางอากาศก่อนจะจุดเพลิงขึ้นใต้เตาและเริ่มนำสมุนไพรใส่ลงไปในเตาเทีละชนิดเริ่มต้นจาก ผลหยางเหมย
หลังจากหลอมให้ผลหยางเหมยกลายเป็นผงและกลั่นให้เหลือเพียงความบริสุทธิ์เรียบร้อยแล้วฉินหยางก็นำ ดอกหยางฮัว หญ้าแสงดารา โสมตะวันและหญ้าปราณแท้ลงไปตามลำดับโดยจะทำแบบเดียวกับผลหยางเหมยคือหลอมให้เป็นผงและกลั่นให้เหลือเพียงความบริสุทธิ์ก่อนที่จะนำสมุนไพรชนิดถัดไปลงเตา
ที่เขาทำเช่นนี้ก็เพราะว่า เขาต้องการให้เม็ดยาที่ปรุงออกมานั่นมีคุณภาพมากที่สุด เพราะแม้ว่าเขาจะได้ความทรงจำในอดีตกลับมาและรู้ขั้นตอนการปรุงยาและมีประสบการณ์ในอดีต แต่การที่เขาต้องการที่จะปรุงยาออกมาให้มีคุณภาพมากที่สุดในตอนนี้ยังถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับเขา
ดังนั้นเขาจึงใช้วิธีการแยกหลอมแยกกลั่นเพื่อที่จะควบคุมเปลวเพลิงให้มีความเหมาะสมตามสมุนไพรแต่ละชนิดมากที่สุดและบริสุทธิ์สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้
เขาใช้เวลาในการทำขั้นตอนดังกล่าวไปเกือบ 2 ชั่วยาม หลังจากที่ฉินหยางหลอมสมุนไพรจนเป็นผงและกลั่นจนเหลือเพียงความบริสุทธิ์ทั้งหมดแล้ว เขาก็ชูนิ้วชี้ไว้เหนือเตาปรุงยาก่อนจะกลั่นน้ำสุริยันศักดิ์สิทธิ์ลงไปในเตาปรุงยาซึ่งเป็นส่วนผสมอย่างสุดท้ายที่จะใช้ในการปรุงยาหยางพิสุทธิ์ขึ้นมา
ซึ่งสรรพคุณของน้ำสุริยันศักดิ์สิทธิ์นอกจากจะช่วยเร่งกายเติบโตของพืชได้แล้วยังสามารถช่วยเพิ่มสรรพคุณให้สมุนไพรมีสรรพที่เพิ่มมากขึ้นได้ด้วย
หลังจากหยดน้ำสุริยันศักดิ์สิทธิ์ลงไปแล้ว ฉินหยางก็ตั้งนิ้วชี้และกลางไว้กลางหน้าอกและเริ่มขั้นตอนการขึ้นรูปเม็ดยาในทันทีโดยไม่รีรอ
ตู้มมมม!!
ฉินหยางระเบิดจิตสัมผัสออกมากว่าเดิมเป็นเท่าตัวเพื่อห่อหุ้มผงสมุนไพรภายในเตาปรุงยาเอาไว้ไม่ให้ผงสมุนไพรให้รั่วไหลออกมา ก่อนจะทำการบีบอัดผงสมุนไพรทั้งหมดเข้าด้วยกันในเวลาต่อมา
ตู้มมมม!! ตู้มมม!! ตู้มมมม!!
เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นภายในเตาปรุงยาอีกหลายครั้งก่อนจะค่อย ๆ สงบลงอย่างช้า ๆ ในเวลาต่อมา
ฉินหยางผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่งด้วยความโล่งอก ใบหน้าของเขามีเหงื่อผุดซึมออกมาเล็กน้อยแต่ริมฝีปากของเขากลับยกยิ้มขึ้นมาจาง ๆ ด้วยความพึงพอใจและกล่าวขึ้นสั้น ๆ ว่า
"สำเร็จ!!"
เขากล่าวพร้อมสะบัดฝ่ามือเบา ๆ ไปทางเตาปรุงยา
"พรึบบบ!!"
เสียงฝาเตาปรุงยาเปิดออก ทันใดนั้นก็มีเปลวเพลิงสีเหลืองทองป่นแดงปะทุออกมาจากเตาปรุงยาเกิดเป็นแสงสว่างวาบไปทั่วทั้งห้องก่อนทั้งสองจะเริ่มรับรู้ถึงอุณหภูมิภายในห้องที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างผิดปกติ และเริ่มมีกลิ่นของสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่วทั้งห้องในเวลาต่อมา
เวลาผ่านไปแสงสว่างจากเตาปรุงยาก็ค่อย ๆ หรี่แสงลงอย่างช้า ๆ จนในที่สุดแสงสว่างก็หรี่ลงจนสามารถมองเห็นเม็ดยาทั้งหมด 7 เม็ดลอยเคว้งอยู่เหนือเตาปรุงยาราวกับดวงอาทิตย์ขนาดเล็กที่ปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงสีเหลืองทองและเปล่งแสงสีเหลืองปนแดงออกมาดูตื่นตาอย่างน่าประหลาด
"นี่มันเม็ดยาระดับมหัศจรรย์ !!! เป็นเม็ดยาระดับมหัศจรรย์จริง ๆ !!"
เสวี่ยอวี๋ที่จ้องมองอยู่ตั้งแต่ต้นอุทานขึ้นด้วยความตกใจปนตื่นเต้นแม้ว่าเขาจะได้ชื่อว่า จอมมารไป๋ผู้ชั่วรายในอดีตและเป็นถึงระดับจักรพรรดิสวรรค์เช่นเดียวกับฉินหยางแต่การที่เขาได้เห็นเม็ดยาระดับนี้อยู่ต่อหน้าก็ยังทำให้เขาอดแตกตื่นไม่ได้
เพราะว่าเม็ดยาระดับมหัศจรรย์นั่นยากที่จะหาใครสามารถปรุงมันออกมาได้ ต่อให้เป็นอาวุโสเฒ่าที่ปรุงยามานับหมื่นปีการจะปรุงยาระดับมหัศจรรย์ออกมาได้ก็นับว่าต้องมีดวงเป็นตัวแปรด้วยส่วนหนึ่งจนเม็ดยาระดับมหัศจรรย์แทบจะกลายเป็นตำนานที่น้อยคนจะรู้จักเลยก็ว่าได้
และการได้เห็นฉินหยางปรุงมันออกมาให้เห็นกับตาของตัวเองยิ่งทำให้เสวี่ยอวี๋ตกหลุมรักฉินหยางมากขึ้นไปอีก
"ฉินหยางเจ้านี่ช่างสุดยอดจริง ๆ แม้พลังของเจ้าจะอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณแต่ยังสามารถปรุงยาระดับมหัศจรรย์ ที่แทบจะเรียกว่าเป็นตำนานออกมาได้เช่นนี้"
เสวี่ยอวี๋กล่าวชมออกมาอย่างไม่หยุดปาก แววตาของเขาเผยความหลงไหลออกมาอย่างไม่ปิดซ่อน
"ที่สุดยอดน่ะ ไม่ได้มีแค่การปรุงยาของข้าหรอกนะ"
ฉินหยางพูดพร้อมยกยิ้มมุมปากบาง ๆ เหมือนมีนัยบางอย่างพร้อมหันมองทางเสวี่ยอวี๋ที่แฝงความหมายอย่างลึกซึ้ง
"ฉินหยางนี่เจ้า..."
เสวี่ยอวี๋มีสีหน้าแดงก่ำพร้อมด้วยความเขินอาย และไม่รุ้จักล่าวสิ่งใดต่อได้แต่นั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น
"เจ้าอะไร เขินข้าเช่นนั้นรึ?"
ฉินหยางพูดด้วยน้ำเสียงเชิงหยอกล้อและจ้องมองท่าทีเขินอายของเสวี่ยอวี๋ด้วยความรัก
"ฮ่า ๆ ๆ ดูเจ้าตอนนี้สิช่างน่ารักเสียจริงเจ้าจะทำให้ข้าอดใจไม่ไหวจริง ๆ แล้วนะ"
ฉินหยางหัวเราะด้วยความรู้สึกเอ็นดูที่เห็นเสวี่นอวี๋เขินอายเช่นนี้
"ฉินหยางเจ้าจะแกล้งข้าไปถึงเมื่อไหร่กัน รีบ ๆ กลืนเม็ดยาหยางพิสุทธิ์เข้าไปได้แล้วจะได้รู้ว่าเจ้าจะสามารถทะลวงระดับได้หรือไม่"
เสวี่ยอวี๋กล่าวอย่างเขินอายและพยายามเบี่ยงเบนบทสนทนาไปยังหัวข้ออื่น
"เอาล่ะ ข้าเลิกเล่นแล้วก็ได้ เช่นนั้นเรามาลองดูกันว่าเม็ดยาหยางพิสุทธิ์จะสามารถทำให้ข้าเลื่อนระดับได้หรือไม่"
ฉินหยางกล่าวตกลงแต่เขาก็ยังคงจ้องมองเสวี่ยอวี๋ด้วยสายตาแฝงในลึกซึ้งดั่งเช่นเดิม ซึ่งมีเพียงตอนที่อยู่กับเสวี่ยอวี๋เท่านั้นที่ฉินหยางจะแสดงด้านนี้ออกมา ในอดีตเขาได้รับขนาดนามว่าเป็นสุดยอดอัจฉริยะหลังจากที่พลังในกายของเขาตื่นขึ้นจนสามารถทะลวงระดับเข้าสู่ระดับจักรพรรดิสวรรค์ได้ภายในไม่กี่พันปีเทียบเท่ากับเสวี่ยอวี๋เมื่อตอนยังเป็นเด็กที่ถูกยกย่องให้เป็นอัจฉริยะในรอบหลายพันปี
และเขามักจะแสดงท่าทีสงบนิ่ง ทนงในศักดิ์ศรี และพูดน้อย มีเพียงตอนที่เขาได้อยู่กับเสวี่ยอวี๋เท่านั้นที่ทำให้เขาได้ปลดปล่อยความเป็นตัวตนที่ท้จริงของเขาออกมาโดยไม่รู้สึกเขินอายเช่นนี้
แววตาของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นจริงจังก่อนจะสะบัดฝ่ามือเบา ๆ ให้เม็ดยาหยางพิสุทธิ์เม็ดหนึ่งลอยมาหยุดอยู่ที่ฝ่ามือของเขา ก่อนที่เขาจะอ้าปากกลืนมันลงไปในทันที...