หมิงนั่งคิดใคร่ครวญทบทวนคำใบ้ของอลินตาสักครู่ ก่อนจะเอ่ยถามเจ้านายของตัวเอง“แล้วจุดเริ่มต้นงานใหญ่ที่เริ่มจากบ้านคุณอลินคืองานอะไรครับ?”คราวนี้อลินตายิ้มแก้มป่อง แต่แววตาวาววับราวกับเสือที่มันจ้องจะกินศัตรูมันรอจังหวะในการขย้ำอยู่ แต่ทว่าศัตรูไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย อลินตาเอ่ยขึ้นช้าๆ
“ปราบผีปอบมุกนวล แล้วรับมรดก!”สองเพื่อนรักได้ยินอลินตาพูดก็ถามพร้อมกัน
“ถ้าแม่บ้านตายจะไม่เป็นที่สงสัยเหรอคุณอลิน?” คราวนี้อลินตายิ้มเหี้ยมแววตาดุดัน
“ใครว่าฉันจะส่งมันไปเกิดยโสแบบนั้นมันต้องเจอบทเรียน ฉันจะให้มันเป็นสะพานเชื่อมไปหาควันดำอาถรรพ์หัวหน้าของมันต่างหาก แต่ถ้ามันเกิดตายขึ้นมาจริงคนที่ควรรับผิดชอบคือน้าปลายนภาไม่ใช่ฉัน!” คนอย่างอลินตาถ้าได้เกลียดใครแล้วล่ะก็คนนั้นต้องซวยระดับราหูอมไม่คายออกมาอย่างแน่นอน
และแล้วก็ถึงเวลาที่แม่บ้านมุกนวลคิดว่าตัวเองรอคอยอยู่ฝ่ายเดียวโดยหารู้ไม่ว่า อีกฝ่ายก็รอคอยอยู่เช่นกันภายในห้องนอนของเด็กรับใช้ที่โดนแม่บ้านมุกนวลแฝงร่างกินตับไตไส้พุง รวมไปถึงกัดแทะกินวิญญาณไปจนเกือบหมดแล้วนั้นเป๋าและหมิงซ่อนตั นอนสั่นเทิ้มอยู่บนเตียงภายใต้ผ้าหุ่มของเจ้าของห้องเป๋าหันมาถามหมิงด้วยน้ำเสียงที่พยายามระงับความตื่นเต้นบวกความตื่นกลัวไว้แทบไม่อยู่
“ไอ้หมิง แกทำประกันชีวิตไว้รึยัง?”หมิงที่นอนเหงื่อตก กุมสร้อยพระซึ่งตอนนี้เปลี่ยนมาจัดเต็มเป็นพวงใหญ่คอมโบเซ็ทเรียบร้อยแล้วหมิงตอบเป๋าเสียงนั่นไม่ต่างกัน
“แกถามฉันเหรอไอ้เป๋าแกน่ะมันชะตาขาด ฉันต้องมาร่วมชะตาขาดกับแกไหมเนี่ย?” เป๋าได้ยินก็ตีพี้ยะไปที่ต้นแขนของหมิงอย่างแรงแต่แล้ว ขณะที่ทั้งสองนอนสั่นระงมเหมือนคนโทรมไข้อยู่นั้นเอง
“แอ๊ดดดดด!!!” เสียงเปิดประตูแผ่วเบา พร้อมด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆค่อยๆ เดินเข้ามาในห้อง
“ตุ้บ..! ตุ้บ..!ตุ้บ..! ตุ้บ..!” สาวใช้เจ้าของห้องเดินเข้ามาและก็รับรู้ได้ทันทีว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในห้องของเธอเป๋าอยากจะควักหัวใจตัวเองโยนทิ้งเสียเดี๋ยวนั้น เสียงหัวใจเต้นดังยิ่งกว่าเสียงลมหายใจอีกไหนจะตับ ไต ไส้ พุง ภายในท้องที่มันปั่นป่วนจากความกลัวแต่กระนั้นเจ้าตัวก็ได้แต่นอนเหงื่อแตก เพราะลนลานไม่ได้ ไม่เช่นนั้นชีวิตอาจจะไม่มีให้ต่อชะตาเป็นแน่!
เสียงเดินนั้นวนเวียนไปมาจนกระทั่งหยุดกึกอยู่ปลายเตียง หมิงหันไปมองเป๋าเอามือจุ๊ปากเป็นสัญลักษณ์ว่าให้ตั้งสติและทำตามที่คุณอลินบอก ไม่อย่างนั้นเสียแผนแน่เป๋าพยักหน้าแต่ใจก็ยังเต้นกระหน่ำเป็นหมอลำซิ่งหน้าฮ้านอยู่ร่ำไปและจังหวะนั้นเอง
“พรึ่บ!!” ผ้าห่มที่คลุมตัวของเป๋าและหมิงอยู่ก็ถูกเจ้าของห้องดึงสะบัดออกด้วยมือเพียงข้างเดียวเด็กรับใช้สาวผีหลอน ตาลุกเบิกกว้างมีแต่ตาขาวหามีตาดำปนอยู่สักนิดไม่ปากเจ้าหล่อนแสยะออกแทบจะฉีกไปถึงใบหูมันแสดงอาการโกรธเกรี้ยวเมื่อรู้ว่ามีมนุษย์บังอาจรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของมันและไม่รอช้า มันพุ่งมือที่ยาวเฟื้อยเข้าหมายจะบีบคอเป๋ากับหมิงแต่ทว่าในจังหวะเดียวกันหมิงตะโกนเสียงดังตั้งสติแน่วแน่
“ไอ้เป๋าตะครุบเร็ว” สิ้นเสียงหมิง สองเพื่อนรักลุกขึ้นยืนพร้อมกันมือที่ชุ่มเหงื่อจับผ้าสีน้ำเงินมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าในผืนผ้ามีอักขระโบราณปักอยู่ไว้แน่น จังหวะเดียวกันมือผีเด็กรับใช้ก็พุ่งทะยานเข้าหาเป๋าและหมิงอย่างรวดเร็วหมิงกับเป๋ายืนกางผ้าพอได้จังหวะก็กระโจนพรวดเข้าใส่ผีเด็กรับใช้ทันที
และจริงดังที่อลินตาว่าผีเด็กรับใช้ไม่สามารถที่จะดำรงร่างอยู่ได้ถ้าโดนผ้าผืนนี้ ไม่ว่าจะเป็นร่างแปลงหรือร่างผีร้าย เพราะเธอคนนี้โดนกินวิญญาณจนสิ้นร่างแล้วดังนั้นเมื่อเป๋ากับหมิงกระโจนเอาผ้าห่อร่างของผีเด็กรับใช้เอาไว้ร่างของผีเด็กรับใช้ก็สลายหายไป เหลือแต่ไอวิญญาณที่ดิ้นขลุกขลักอยู่ในห่อผ้าอาคมนั้น
เป๋าและหมิงไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเขาตั้งสติได้ดีในขณะที่เหตุการณ์กำลังจวนตัวท่ามกลางวิญญาณหลอนสยองที่เริ่มน่ากลัวเกินเบอร์ขึ้นทุกวันนั่นเพราะพวกเขาได้รับการฝึกจากอลินตาเงียบๆ โดยให้พวกเขาได้สัมผัสวิญญาณทีละนิดเพิ่มเลเวลความน่ากลัวขึ้นทีละหน่อย ซึ่งการฝึกอาจจะมาจากเหตุการณ์โดนผีหลอกหรือว่าล่อให้ไปเจอผี อะไรทำนองนั้น
กระทั่งมาในวันนี้มันเริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้นเพราะในขณะที่ทั้งสองอยู่ในสภาพกลัวถึงขีดสุด แต่พวกเขากลับตั้งสติและทำงานได้อย่างดีที่สุดเช่นกันนั่นไม่ต้องบอกเลยว่าได้ผลมากเพียงไร มนุษย์ทุกคนหากเจอสิ่งใดซ้ำๆไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ ความเลวร้ายเพียงใดก็ตามหากทว่าพบเจอเหตุการณ์นั้นเข้าบ่อยๆ มันจะเริ่มชิน และปรับตัวตามไปเรื่อยๆกระทั่งในที่สุด ก็เอาชนะมันได้นั่นเองแต่ต้องหมายเหตุด้วยว่าคนผู้นั้นจะต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งทีเดียวไม่อ่อนแอยอมแพ้ให้กับอุปสรรคใดๆ ไปในช่วงแรกเสียก่อน
เมื่อได้ไอวิญญาณของเด็กรับใช้แล้วอลินตาก็ย้ำทั้งสองว่า ให้รวบไอวิญญาณของผีเด็กรับใช้ไว้ในห่อผ้า จากนั้นก็มัดห่อผ้าให้แน่นหนาแล้วรีบออกจากห้องทันที เพราะด่านต่อไปก็คือ...
เมื่อทั้งสองออกจากห้องพักของเด็กรับใช้มาแล้วยังไม่ทันจะพ้นไปจากที่พักของคนงานในบ้าน ก็พบว่ามีร่างขาวซีดผ่ายผอม เส้นเลือดแดงปูดโปนเต็มร่างกายผมเผ้ายาวลากพื้นยังกับชุดราตรี ริมฝีปากชุ่มไปด้วยเลือดซ้ำยังมีเขี้ยวที่พร้อมกัดฉีกร่างมนุษย์ผู้เปราะบางให้ขาดกระจุยกระจายในพริบตาอีกด้วย!!
ร่างนั้นยืนตระหง่านคล้ายกับว่ามันรอท่าหมิงกับเป๋าอยู่แล้วแม้จะผ่ายผอม ขาวซีด มีเลือดตามริมผีปากมากเพียงใด แต่เค้าโครงหน้าก็บ่งบอกชัดเจนว่ามันคือแม่บ้านมุกนวล! ร่างของผีปอบมุกนวลยืนทะมึน หมิงและเป๋าแม้จะกลัวจนแทบจะนอนตายใต้รากต้นไม้แต่ด้วยภารกิจยังไม่จบ
และยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยหรือกระทำการสิ่งใดพลัน!! ร่างของผีปอบมุกนวลก็ตรงเข้าหาทั้งสอง ใช้มือที่ใหญ่เกือบเท่าถาดอาหาร ตบเข้าที่เบ้าหน้าเป๋าอย่างแรงจากนั้นก็หันกลับใช้หลังมือตบเข้าที่หมิงด้วยความรุนแรงเบอร์เดียวกันสองเพื่อนรักกระเด็นไปคนละทิศละทางเดชะบุญที่ห่อผ้าอาคมนั้นอยู่ในมือหมิงที่ตอนนี้เหนียวหนึบดุจมือตุ๊กแก เป๋ายกมือกุมหน้าตอนนี้ไม่ได้กลัวเสียแล้ว แต่โกรธสุดฤทธิ์มากกว่า เป๋าตะโกนสุดหลอดลม
“อร๊ายยย.. อีปอบ!หน้าฉันกว่าจะผ่านมรสุมมาถึงวันนี้หมดไปกับครีมราคากี่พัน กี่หมื่น แกรู้ไหมแล้วมือแกน่ะสกปรกสุดๆ มีหน้าเอามาตะปบหน้าฉันเหรอ ยาฆ่าเชื้อแถวนี้ก็ไม่มีด้วยตายแล้วหนังหน้าฉัน” ประโยคสุดท้ายคล้ายรำพึงกับตัวเองเป๋าพูดเสียงเจือสะอื้น ก่อนจะค่อยๆ ลูบหน้าด้วยความเสียดายอดีตครีมหลากชนิดที่เคยช่วยกันถาโถมประโคมจนหนังหน้าออร่าถึงทุกวันนี้
“ดีนะได้โบนัสเยอะจบงานนี้ต้องประโคมซื้อครีมชุดใหม่จากเกาหลีให้ได้” หมิงที่เห็นเป๋าห่วงหนังหน้ามากกว่าชีวิตที่จะไม่มีให้หนังหน้าสถิตก็ตวาดเพื่อนรัก
“เฮ้ย! ไอ้เป๋าหุบปากก่อน มันไปทางแกแล้ว” เป๋าได้ยินเสียงหมิงก็ชะงักและเห็นว่าตอนนี้ผีปอบมุกนวลเดินเข้ามาหาตนอย่างที่เพื่อนว่าจริงด้วย เป๋าไม่ทันจะได้กรีดเสียงออกมาร้องผีปอบมุกนวลก็เอื้อมมือมาบีบคอเป๋าชนิดที่ต้องการให้ตายคาที่เป๋าก็ทำได้แต่ดิ้นดุ๊กดิ๊กไปมา หมิงเห็นเพื่อนตกอยู่ในอันตรายแบบนั้นก็รีบถลาเข้าไปหาเพื่อนรักโดยไม่ห่วงชีวิตตัวเองแม้แต่น้อย...