ใบหน้าอันแสนคุ้นเคยปรากฏสู่สายตาของหยูจินิ “ซูฮวา เ้ากลับมาหาข้าจริงๆ” เมื่อเขาเห็นว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือซูฮวาคนที่ตนคิดถึงมาโดยตลอด เขาก็เตรียมจะก้าวไปหานาง แต่ทว่าเย่ฮุ่ยอิ่งที่ตามมาด้านหลังกลับตวาดกร้าวเสียงดังลั่น
“จินิ! เ้าหยุดเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงของเย่ฮูหยินเจือไปด้วยโทสะ ทำให้หยูจินิหยุดชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง
เย่ฮุ่ยอิ่งมองสตรีตรงหน้าบุตรชายด้วยความกังขา จากนั้นจึงเห็นว่านางย่อกายทำความเคารพด้วยกิริยาแช่มช้อยราวผู้มากลาภดี
“เย่ฮูหยิน ไม่ได้เจอกันนานนะเ้าคะ ซูฮวา...เสียมารยาทแล้ว” ผู้น้อยเอ่ยพลางยิ้มอย่างมีจริต ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา
“กิริยาอันใดของเ้า คิดว่าตนเองเป็คุณหนูหรืออย่างไร ใครอยู่แถวนี้ มาลากนางออกไปให้พ้นหน้าข้า” เย่ฮูหยินตวาดกร้าว แต่สายตากลับลอบมองบ่าวชายคนหนึ่งอย่างมีเลศนัยเพราะ้าให้เขาลอบติดตามอีกฝ่ายไปตามคำสั่งของท่านหญิง อีกมือก็รั้งแขนของบุตรชายเอาไว้ แต่เขากำลังขัดขืนและสะบัดมือของมารดาออกไป
“ท่านแม่ ซูฮวายังไม่ได้ทำสิ่งใดเหตุใดต้องไล่นางด้วย อีกอย่างยามนี้ท่านพ่อไม่อยู่ ข้าก็กลายเป็ผู้ดูแลจวนตามคำสั่งของท่านพ่อ และข้าขอสั่ง ไม่ว่าใครก็ห้ามแตะต้องนาง” เสียงประกาศกร้าวของผู้เป็บุตรชายทำให้เย่ฮูหยินแทบลมจับจนซ่งเสี่ยวม่านต้องเข้ามาประคอง
“จินิ นางเป็ซูฮวาตัวจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ กิริยาท่าทางเช่นนี้จะเป็ซูฮวาไปได้อย่างไรกัน แล้วคนติดตามทั้งสองคนนั่นอีก เ้าคงถูกหลอกแล้ว” เย่ฮูหยินเอ่ยขึ้นในที่สุด เพราะนางมั่นใจว่าซูฮวาได้ตายไปแล้วจากคำบอกเล่าของซ่งหยวน เนื่องจากซ่งหยวนเป็หลานสาวแท้ๆ ของซ่งเสี่ยวม่าน ดังนั้นทุกเื่ที่ซ่งหยวนทำย่อมบอกเล่าให้กับผู้เป็ยายฟัง และซ่งเสี่ยวม่านก็เป็คนเก่าคนแก่ของตนั้แ่อยู่บ้านเดิมก่อนแต่งงาน จึงได้นำความทั้งหมดมาบอกแก่ตนเองอีกทอดหนึ่ง
หญิงสาวที่ถูกเอ่ยถึงลอบจิกมือตนเองแน่นเมื่อเย่ฮูหยินราวกับรับรู้อยู่แล้วว่าตนไม่ใช่ซูฮวา นางจึงสรุปในใจว่าเย่ฮูหยินผู้นี้ต้องมีส่วนในการตายของซูฮวาอย่างแน่นอน
ส่วนหยูจินิก็สวนกลับอย่างทันควันเพราะคิดว่ามารดาแค่หาข้ออ้างมาทำให้ตนไขว้เขว “ท่านพูดอะไร เห็นๆ กันอยู่ว่านางคือซูฮวาจะเป็คนอื่นไปได้อย่างไร”
“แต่...” เย่ฮูหยินกำลังจะเอ่ยเื่ที่ซูฮวาไปกับชายอื่นแล้ว ทว่าเสียงใสของนางกลับเอ่ยขัดขึ้น
“ในคืนนั้น ความจริงแล้วข้าไม่ได้ไปกับชายอื่น” นางเอ่ยพลางลอบมองสีหน้าตื่นตระหนกของเย่ฮูหยิน และยิ่งเอ่ยจี้จุดทำให้อีกฝ่ายออกอาการร้อนรน “เย่ฮูหยินรู้หรือไม่ว่าความจริงวันนั้นข้าไปกับใคร”
“ข้า...ข้าจะสนใจบ่าวรับใช้ที่ถูกขายเป็นางคณิกาไปเพื่ออะไร” เย่ฮุ่ยอิ่งเอ่ยพลางใช้พัดพัดใบหน้าที่ร้อนผะผ่าว คิดว่าหากคนผู้นี้ไม่ใช่ซูฮวาจะรู้เื่ที่เกิดขึ้นในคืนนั้นได้อย่างไร
มาถึงจุดนี้หยูจินิก็เกิดความสงสัยขึ้นมา เขาเห็นกับตาว่ามีชายคนหนึ่งมารับนาง แต่นางกลับบอกว่าไม่ใช่
“ความจริงแล้วข้าไม่ได้ไปกับชายอื่น แต่ถูกผู้ใจบุญอุปการะไปก็เท่านั้น พวกเขาเป็สองสามีภรรยาที่ไม่สามารถมีบุตรได้ ดังนั้นจึงรับข้าไปเป็บุตรบุญธรรม ส่วนผู้ติดตามทั้งสองคน ก็เป็พวกเขาที่มอบให้มาคอยดูแลข้า” หญิงสาวกล่าวอย่างลื่นไหลไม่มีติดขัด ก่อนที่จะกล่าวต่อไป “และที่ข้ามาในวันนี้ เพราะข้าตั้งใจจะกลับมาอยู่ข้างกายคุณชายใหญ่เ้าค่ะ เื่นี้ก็ได้รับความยินยอมจากพ่อแม่บุญธรรมทั้งสองแล้วด้วย”
สิ้นเสียงความ้าของหญิงสาว ยิ่งทำให้เย่ฮูหยินตื่นตระหนก เดิมทีสัญญาซื้อขายตัวของซูฮวาอยู่ในมือของเย่ฮุ่ยอิ่ง ทว่าได้ขายออกไปให้หอคณิกาแล้ว และท่านหญิงก็ได้ไปซื้อตัวซูฮวาออกไป ดังนั้นหนังสือสัญญาควรอยู่กับท่านหญิงหลี่ฟางฟาง และยิ่งเป็ไปไม่ได้ว่าจะถูกใครอุปการะไป เย่ฮุ่ยอิ่งจึงรู้ได้ในทันทีว่าสตรีนางนี้โกหก ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจพูดสิ่งใดออกไปได้
แต่ในส่วนของหยูจินิเมื่อได้ฟังสิ่งที่หญิงสาว้า เขากลับมีท่าทีคิดหนักขึ้นมา “เ้า้ากลับมาอยู่ข้างกายข้าจริงๆ หรือ เ้าไม่กลัวหรือ”
“ข้าไม่กลัวเ้าค่ะ ข้าพร้อมฟันฝ่าไปกับท่าน”
เสียงของสตรีในดวงใจหยูจินิเอ่ยเพียงเท่านี้ ราวกับทุกอย่างในใจของเขาได้พังทลายลงมา เขาเคยปล่อยนางไปหนหนึ่ง และคราวนี้เขาจะไม่ปล่อยนางไปอีก เพราะได้ลิ้มรสความทรมานแล้วเมื่อไม่มีนางคอยอยู่ข้างกาย และเขาตั้งใจจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องคนที่ตนเองรัก แม้แต่กับหลี่ฟางฟางเขาก็จะไม่ยอมให้มารังแกซูฮวาอีก
“เช่นนั้นต่อจากนี้ข้าสัญญาจะดูแลเ้าเป็อย่างดี หากใคร้าทำร้ายเ้าก็ต้องข้ามศพข้าไปก่อน”
แม้เย่ฮูหยินจะคัดค้านยังไงหยูจินิก็ไม่ฟังและขอเลือกทำตามใจตนเอง อีกทั้งยังกำชับกับมารดา ว่าหากอยากให้จวนสกุลหยูอยู่อย่างสงบ ห้ามบอกเื่นี้กับท่านหญิง และต้องกำชับบ่าวรับใช้ทุกคนด้วยว่าห้ามนำเื่นี้ไปบอกหลี่ฟางฟาง มิเช่นนั้นจะสั่งโบยแล้วขายออกไป
ดังนั้นหยูจินิจึงสั่งให้คนเตรียมเรือนรับรองให้ซูฮวาอย่างดีโดยไม่สนใจอะไรอีก และเขาเลือกที่จะเห็นแก่ตัวอีกครั้ง
ซูฮวาบอกว่าคนติดตามทั้งสองเป็ผู้มีฝีมือ มีพวกเขานางจะอุ่นใจ หยูจินิก็ไม่เอ่ยห้ามและจัดหาที่ทางสำหรับคนติดตามของนางด้วยโดยไม่นึกเอะใจใดๆ
ภายในห้องเก่าของซูฮวา หญิงสาวเข้ามาเก็บของด้านในโดยมีคนติดตามทั้งสองเฝ้าอยู่ด้านนอก นางบอกหยูจินิว่าอยากอยู่ตามลำพังสักครู่ ทว่าความจริงแค่อยากสำรวจว่าแท้จริงแล้วซูฮวาเคยมีความเป็อยู่อย่างไร
มือเรียวขาวสะอาดสะอ้านทำการปัดฝุ่นกล่องไม้หลายกล่องที่ถูกเก็บเอาไว้ในช่องวางของ ก่อนนางจะนำมาเปิดออกดู
กล่องแรกมีทั้งปิ่นปักผม มีทั้งเครื่องประดับ ดูก็รู้ว่าเป็ของขวัญจากคุณชายใหญ่ของบ้าน หญิงสาวได้แต่สงสัยว่าในฐานะของซูฮวาที่เป็สาวใช้อยู่ในจวนแห่งนี้ นางเคยมีโอกาสได้ประดับมันบนศีรษะหรือสวมใส่บ้างหรือไม่
เมื่อเปิดดูไปเรื่อยๆ ก็พบว่าเป็จดหมายของคนทางบ้านที่ส่งมา ทั้งยังมีจดหมายที่ยังไม่ได้ส่งไปอยู่ด้วย ซึ่งในเนื้อหา่หนึ่งกล่าวว่า
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ฮวาเอ๋อร์อยู่ทางนี้สุขสบายดีทุกอย่าง เ้านายทุกคนล้วนดีต่อข้า เพื่อนบ่าวรับใช้ในจวนต่างเป็มิตรต่อกัน พวกท่านไม่ต้องเป็ห่วง หากมีโอกาสฮวาเอ๋อร์จะกลับไปหาเ้าค่ะ”
เมื่อได้อ่านข้อความข้างต้น น้ำตาสายหนึ่งของนางก็รินไหลออกมาอย่างไม่อาจห้าม ด้วยเพราะเห็นได้ชัดว่าข้อความเ่าั้เป็เื่โกหกที่อยากทำให้คนทางบ้านสบายใจ
นางเช็ดน้ำตาออกลวกๆ ก่อนจะทำการเปิดกล่องถัดไป เมื่อสิ่งที่อยู่ในนั้นปรากฏสู่สายตา มืออันสั่นเทาก็ยื่นไปหยิบมาไว้ในมือ ซึ่งมันคือพู่ไม้แกะสลักที่ท่านพ่อเคยสลักชื่อเอาไว้ให้ว่า ซูฮวา
หญิงสาวค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อปรากฏเป็พู่ไม้อีกหนึ่งอันที่มีลักษณะคล้ายกัน ทว่าบนนั้นกลับสลักชื่ออีกชื่อเอาไว้ว่า ซูลี่
นางผูกพู่ทั้งสองเข้าด้วยกันและวางเข้าไปในกล่องไม้ มือทั้งสองข้างกำแน่น ดวงตาวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธแค้น
“ฮวาเอ๋อร์ การตายของเ้าจะไม่สูญเปล่า พี่สาวคนนี้จะแก้แค้นแทนเ้าเอง”
ใช่แล้ว...ความจริงนางคือซูลี่พี่สาวฝาแฝดของซูฮวาที่เดินทางไปกับขบวนพ่อค้าเมื่อสิบปีก่อน