ขณะที่เสียงนั้นจบลงนิ้วของเมิ่งฝานก็ชี้ออกไปเบื้องหน้า พร้อมเสียงตวาดที่ราบเรียบแต่ทรงพลัง“ปราณสังหาร!”
คำสั้นๆ แต่กลับแฝงไปด้วยพลังอันทรงอานุภาพทำให้อากาศโดยรอบสั่นสะเทือนไปชั่วครู่ จากนั้นเมิ่งฝานก็พุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้าพร้อมกับพลังของรั่วสุ่ยอีที่ระเบิดออกมา
ท่ามกลางนิ้วทั้งสองนั้นพลังปราณทั้งหมดที่ถาโถมออกมาได้ผสานตัวกลายเป็นดั่งคมมีด แล้วมีแสงที่คล้ายดั่งสามารถเฉือนได้ทุกสรรพสิ่งปรากฏขึ้นเป็นเส้นอันเรียวเล็กอยู่ในอากาศ!
ทว่าพลังที่อัดแน่นอยู่ภายในนั้นกลับยิ่งใหญ่จนสามารถทำลายได้ทุกขุมพลัง!
อานุภาพของการโจมตีในครั้งนี้จะต้องเป็นวิชายุทธ์ระดับอักษรฮวงเป็นอย่างต่ำเพียงกลิ่นอายพลังที่ถาโถมออกไปก็ทำให้หัวใจของผู้คนทั้งหลายสั่นสะท้านต่อให้มีจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงอยู่ไม่ไกลก็ยังสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจอย่างไม่อาจหักห้ามได้และไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะลงมือกระทำการใดเลยด้วยซ้ำ
แม้ว่าพลังการโจมตีอันน่าสะพรึงนี้จะออกไปจากมือของตนแต่เมิ่งฝานกลับไม่ได้รับผลกระทบจากพลังอันยิ่งใหญ่นั้นเลยแม้แต่น้อย
นี่เป็นครั้งแรกที่รั่วสุ่ยอีใช้พลังของวิชายุทธ์แห่งพลังปราณในชั่วพริบตานี้พลังอัสนีทมิฬบนท้องฟ้ากำลังถาโถมเข้ามาแต่เมื่อพลังดรรชนีของรั่วสุ่ยอีพุ่งผ่านไปก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่ามันถูกฟันออกเป็นสองส่วน!
พลังทุกสรรพสิ่งล้วนแต่ต้องพังทลาย!
ตู้ม!
นี่เป็นการระเบิดที่มีเมิ่งฝานเป็นใจกลางพลังอัสนีทมิฬนั้นยังมาไม่ถึงก็แตกร้าวไปเสียก่อนระลอกคลื่นแห่งพลังแผ่ซ่านไปทั่วสารทิศพร้อมกับการระเบิดรูปดอกเห็ดขนาดยักษ์ที่ปรากฏขึ้นมาฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
เมื่อสัมผัสได้ถึงการระเบิดของกลิ่นอายพลังนั้นต่อให้เป็นชิงหลันและคนอื่นๆ ที่รีบรุดมายังสถานที่แห่งนี้ก็ยังชะงักงันไปชั่วครู่บนใบหน้านั้นมีความสะพรึงกลัวอันยากที่จะปิดบังปรากฏขึ้นมา
อย่างไรก็ตามสงครามในวันนี้คงจะทำให้อาณาจักรหัวอวิ๋นเกิดการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่การระเบิดในครั้งนี้ทำให้พื้นเบื้องล่างแตกกระจาย เมื่อระลอกคลื่นแห่งพลังแผ่ซ่านออกไปเช่นนี้เงาร่างของเมิ่งฝานก็เริ่มเลือนรางไปเรื่อยๆ
“มิติที่บิดเบือน!”
ในชั่วพริบตานี้จักรพรรดินีเดินขึ้นหน้าหนึ่งก้าวและมองการกระทำของเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่เย็นชาแววตาของนางนั้นน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
ท่ามกลางระลอกคลื่นพลังที่รายล้อมนั้นคือเมิ่งฝานที่กัดฟันแน่นการเคลื่อนไหวของรั่วสุ่ยอีทำให้ร่างกายของเขาคล้ายดั่งถูกโจมตีด้วยสายฟ้าก็ไม่ปานมันแทบจะพังทลายแต่อากาศรอบกายเขากลับมีรอยร้าวเกิดขึ้นมาเสียก่อน
ระลอกคลื่นแห่งพลังปราณแข็งแกร่งกลายเป็นตราเวทย์อันแข็งแกร่งอยู่ในอากาศแล้วในเวลาต่อมาก็ทำลายมิติอากาศโดยรอบ ร่างของเมิ่งฝานพลันหายวับไปในทันใด
แม้ว่าจักรพรรดินีคิดจะขัดขวางแต่ก็จนปัญญานอกเสียจากนางจะอยู่ในขั้นปราณสวรรค์ที่สามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างของมิติได้เวลานี้นางทำได้เพียงกัดฟันแน่น ก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าวแล้วปล่อยพลังปราณออกจากฝ่ามือ
ทว่าเมื่อฝ่ามือซึ่งแฝงไปด้วยพลังปราณนั้นคว้าออกไปร่างของเมิ่งฝานก็หายไปจากสถานที่แห่งนั้นอย่างสิ้นเชิงแล้ว เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าเท่านั้น
เมื่อนางทอดสายตามองไปก็พบว่ายามนี้บนท้องฟ้ามีเพียงฝุ่นควันแต่ไร้ซึ่งเงาร่างของเมิ่งฝาน
ฝ่ามือสวยของนางสั่นเทาในมือมีเพียงเศษเสื้อคลุมสีดำของอีกฝ่ายเท่านั้น จักรพรรดินีสัมผัสถึงกลิ่นอายแห่งพลังในมือตนเองพลันย่นคิ้วก่อนจะตวาดเสียงดัง
“เจ้ามันสมควรตาย!”
ด้วยพลังอำนาจและความสามารถอันสูงส่งนางจึงไม่ได้ทำพลาดเช่นนี้มานานหลายปีแล้วขณะนี้บรรดาจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงทั้งหลายที่มาถึงล้วนแต่คุกเข่าลงบนพื้น และไม่รู้ว่าตนเองจะรับมือกับความเดือดดาลที่เป็นดั่งพลังแห่งสายฟ้าในครั้งนี้อย่างไร
อีกฝ่ายเข้ามาในพระราชวังแห่งอาณาจักรหัวอวิ๋นด้วยตนเองซ้ำยังช่วงชิงขุมพลังโลกันตร์ออกไปได้อีกต่างหาก ซึ่งการทำเช่นนั้นก็ไม่ต่างกับการตบหน้าอาณาจักรหัวอวิ๋นฉาดใหญ่
เวลาแม้แต่ผู้คนที่อยู่รอบนอกก็ยังสัมผัสได้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพระราชวังต่างพากันหันมามองทั้งสิ้น
ก่อนหน้านี้เพิ่งจะมีข่าวการตายบุตรชายของจูเทียนแพร่กระจายไปทั่วนั่นก็นับว่าเป็นข่าวที่สั่นสะเทือนอย่างยิ่งแล้ว แต่ดูเหมือนว่าในคืนนี้จะมีจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่จากต่างแดนบุกเข้าไปในพระราชวังแห่งอาณาจักรอีก!
เขาเป็นผู้ใดถึงได้ใจกล้าถึงเพียงนี้ทั้งที่อานุภาพของจักรพรรดินีนั้นเกรียงไกรจนแม้แต่อาณาจักรต้าก้านก็ยังไม่กล้าที่จะสร้างความวุ่นวายมานานนับยี่สิบปีแต่กลับมีคนผู้หนึ่งกล้ากระทำการเช่นนี้ด้วยความกล้าที่ยิ่งใหญ่
ณ หอประมูล
ในหอทองคำนั้น ดวงตาคู่หนึ่งมองออกไปยังที่ไกลๆอย่างเงียบงัน ใบหน้าอันสวยสดนั้นแฝงไปด้วยความสงสัย นางก็คือหลิงไต้โยวนั่นเอง นางกัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเบา
“จะเป็นเจ้าหรือไม่?”
ความสามารถของอีกฝ่ายทำให้เมืองเฉินตูสั่นสะท้านไปทั้งเมืองแม้ว่าอายุกับขั้นพลังจะไม่สอดคล้องกันเลยแม้แต่น้อยทว่าทั้งความกล้าและเวลาต่างก็สอดคล้องกันได้อย่างดี
ไม่นานหลิงไต้โยวก็หัวเราะเสียงเบาและพึมพำออกมา“ช่างเป็นเด็กน้อยที่ยากจะคาดเดาเสียจริงมันช่างทำให้ข้าอยากจะพบกับเจ้าในครั้งต่อไปแล้วสิ เมื่อวันนั้นมาถึง...เจ้าจะแข็งแกร่งถึงเพียงใดกัน?”
ภายในพระราชวัง
จักรพรรดินียังคงยืนอยู่กับที่ เศษชุดคลุมสีดำในมือของนางแหลกสลายกลายเป็นผุยผงนัยน์ตาคู่นั้นเย็นชาราวกับไม่สนใจสิ่งใด ทว่ากลิ่นอายพลังบนกายนางกลับแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งก้าวขึ้นไปอยู่ในขั้นปราณประสานระดับเซียน
เจ้าของฝ่ามือสวยกำหมัดแน่น นางมองไปยังจุดที่ศัตรูหายไปแล้วพึมพำเสียงเบา“บุรุษที่สมควรตาย ไม่มีผู้ใดกล้าทำกับข้าเช่นนี้มาก่อนยิ่งไม่มีผู้ใดกล้าที่จะลวนลามข้าเช่นนี้ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร หรือมีผู้ใดคอยหนุนหลังข้าเจียงเยียนได้จดจำกลิ่นอายพลังของเจ้าเอาไว้แล้ว คอยดูเถอะเมื่อใดที่ขั้นพลังของข้ามั่นคงข้าจะออกตามล่าเจ้าไปทั่วพรมแดนจตุทิศไม่ว่าจะบนฟ้าหรือใต้ดิน ขึ้นสวรรค์หรือลงนรก ข้าเจียงเยียนก็จะทำให้เจ้าต้องแหลกสลายกลายเป็นผุยผง!”
น้ำเสียงนั้นเยือกเย็นและอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารทำให้จอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงทั้งหลายต่างก็สั่นสะท้านไปทั้งหัวใจ...
เมื่อเมิ่งฝานจากไปความวุ่นวายภายในพระราชวังก็ค่อยๆสงบลงไป หลังจากนั้นไม่นานเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ได้แพร่กระจายออกไปทั่วทั้งอาณาจักรหัวอวิ๋น
ข่าวที่มีจอมยุทธ์ลึกลับลักลอบเข้าไปในพระราชวังเป็นดั่งว่าวที่ลอยไปตามลมก็ไม่ปานขณะเดียวกันอาณาจักรหัวอวิ๋นแห่งนี้ก็เข้าสู่ช่วงการคุ้มกันที่แน่นหนาเข้มงวดกว่าเดิม
ที่มากไปกว่านั้นคือมีการปิดการเข้าออกอาณาจักรทั้งหมดทหารจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนทำการตรวจตราความเรียบร้อย ไม่ว่าผู้ใดที่บาดเจ็บสาหัสในอาณาจักรแห่งนี้ล้วนแต่เป็นเป้าหมายสำคัญของเหล่าทหารทั้งสิ้น
.........
บนทะเลทรายอันกว้างใหญ่พื้นที่หลายพันเมตรล้วนแต่ปกคลุมไปด้วยผืนทราย รอบกายมีเพียงความเวิ้งว้างไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใด
ท่ามกลางผืนทรายนั้น มีเสียงย่ำเท้าดังขึ้นท่ามกลางความอ้างว้างพร้อมกับเงาร่างของคนผู้หนึ่งที่ค่อยๆลุกขึ้นยืน
เสื้อผ้าที่สวมใส่ฉีกขาด เลือดที่เปื้อนบนร่างแห้งกรังเส้นผมยุ่งเหยิง ทว่านัยน์ตาของเขากลับมากไปด้วยความห้าวหาญเขาผู้นี้คือเมิ่งฝานนั่นเอง ในสถานการณ์ที่รั่วสุ่ยอีโจมตีจักรพรรดินีเขาไม่อาจควบคุมร่างกายของตนเองได้เลยแม้แต่น้อยซ้ำยังนึกไม่ถึงด้วยว่าตนเองจะมาอยู่ที่นี่
และดูเหมือนว่าเขาจะสลบไปนานถึงสามวันเต็มๆด้วย!
เมิ่งฝานยิ้มเจื่อนหากไม่ใช่เพราะตนเองอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณที่ทำให้พลังชีวิตแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งก็คงจะถูกเม็ดทรายเหล่านี้กลบทับจนตายไปแล้วแต่เมื่อสัมผัสได้ถึงอาการบาดเจ็บภายในร่างกายของตนเองเขาก็รู้สึกจนปัญญาขึ้นในทันใด
เส้นแขนงปราณในร่างกายของตนเองแหลกสลายโชคดีที่เขามีไข่อสูรทมิฬของรั่วสุ่ยอีดวงจิตจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ
แล้วในวินาทีต่อมาเด็กหนุ่มก็นำกล่องใบหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อตรงหน้าอกนิ้วของเขาลากไปตามเนื้อฝากล่อง ก่อนจะมีความดีใจปรากฏขึ้นมาที่นัยน์ตาอย่างไม่อาจหักห้ามใจ
เพราะภายในกล่องใบนี้เป็นถึงวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับเจ็ดขุมพลังโลกันตร์!
เมื่อหนึ่งปีก่อน ยามที่เมิ่งฝานจากบ้านมาก็ได้เลือกที่จะดำรงอยู่บนเส้นทางแห่งการสังหารช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาเขาข้ามผ่านประสบการณ์ฆ่าฟันมามากมาย และแล้วในที่สุดก็ได้มองเห็นโอกาสที่ตนเองจะสามารถทัดเทียมกับมู่อวี่อินได้บ้างแล้ว
การกลืนกินปทุมมาเพลิงทำให้พลังธาตุของคัมภีร์ทวนเทพเกิดการเปลี่ยนแปลงจนเกิดเป็นพลังการกลืนกินดุจดั่งหลุมดำ เมื่อใดที่วัตถุศักดิ์สิทธิ์พัฒนาขึ้นหนึ่งระดับสรรพคุณทางยาก็จะเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัวเมื่อมาถึงระดับที่เจ็ดอย่างขุมพลังโลกันตร์ย่อมแข็งแกร่งมากพอจนทำให้คัมภีร์ทวนเทพนั้นพัฒนาขึ้นเป็นวิชายุทธ์ระดับอักษรฮวงได้
เมื่อถึงยามนั้น ศักยภาพของข้าคงจะเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเท่าตัว!
เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็กำหมัดแน่นเขาข่มความตื่นเต้นในหัวใจแล้วนำไข่อสูรทมิฬออกมา ทว่าหลังจากที่มองมันอย่างละเอียดเมิ่งฝานก็รู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนักจึงได้เอ่ยขึ้นเสียงเบา
“ท่านพี่?”
ทว่าเขากลับไม่ได้รับการตอบรับใดๆเลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มหน้าถอดสีในทันใดรั่วสุ่ยอีนั้นได้กลายเป็นอาจารย์และสหายของเขาไปโดยไม่รู้ตัวแม้ว่าอีกฝ่ายจะหาเรื่องให้ตนเองต้องทุกข์ทรมานจากการบำเพ็ญตนมากมายแต่การอยู่ด้วยกันร่วมปีก็ทำให้เมิ่งฝานเห็นนางเป็นดั่งญาติคนหนึ่งของตน
“ท่านพี่...ท่านพี่ขอรับ!”
หลังจากที่เมิ่งฝานร้องตะโกนออกไปหลายครั้งเสียงอ่อนแรงของรั่วสุ่ยอีก็ดังออกมาจากไข่อสูรทมิฬ
“เจ้าจะตะโกนไปเพื่อสิ่งใดข้ายังไม่ตายเสียหน่อย!”
เมื่อได้ยินเสียงของอีกฝ่ายเมิ่งฝานก็โล่งใจจากนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านพี่ ท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”
“ขอร้องล่ะ เจ้าไม่ได้ช่วยตามหาบุปผาเหวินเหรินให้ข้าการต่อสู้กับเจ้าคนผู้นั้นก็ใช้พลังพลังของดวงวิญญาณข้าต่อให้ยังไม่ตายก็ใกล้แล้วล่ะ อีกไม่นาน ตอนนี้...ก็จะหลับใหลไปแล้ว!” รั่วสุ่ยอีเอ่ยเสียงเบา เมิ่งฝานพลันรู้สึกสั่นสะท้านราวกับไร้ที่พึ่งพิงก็ไม่ปาน
เขายอมรับเลยว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมานั้นเขาชินกับการมีรั่วสุ่ยอีอยู่ข้างกายไปเสียแล้ว เมิ่งฝานจึงถามกลับไปด้วยความสงสัย“หลับใหล? แล้วจะตื่นเมื่อใดเล่าขอรับ?”
“อืม...ข้าเองก็ไม่รู้ คงต้องดูว่าข้าจะฟื้นฟูได้เร็วเพียงใดแล้วล่ะ!”
น้ำเสียงของรั่วสุ่ยอีแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าเมิ่งฝานกุมไข่อสูรทมิฬเอาไว้แน่นก่อนจะกัดฟันแล้วเอ่ยเสียงเบา “ท่านพี่ ถ้าอย่างนั้นการบำเพ็ญของข้า...แล้วขุมพลังโลกันตร์นี้จะสามารถกลืนกินได้เลยหรือไม่ขอรับ?”
เมื่อได้ยินดังนั้นรั่วสุ่ยอีก็กระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างหมดคำพูด “หึ เจ้าคิดว่าขุมพลังโลกันตร์คือสิ่งใดก้อนอิฐอย่างนั้นหรือ? แค่ปทุมมาเพลิงก็ทำให้เจ้าแทบเอาชีวิตไม่รอดแล้วหากเจ้ากลืนกินมันลงไปจะได้บำเพ็ญต่อหรือไร จะต้องกลายเป็นผุยผงสิไม่ว่ารู้จักเจียมตัวหน่อยไม่ได้หรือไร!”
เมื่อได้ยินการตำหนิของรั่วสุ่ยอีสีหน้าของเมิ่งฝานก็ดูไม่ได้ในทันใดนึกไม่ถึงว่าทั้งที่พยายามอย่างสุดกำลังจนแทบเอาชีวิตไปทิ้งแต่สิ่งของล้ำค่าที่ได้มานั้นกลับไม่ได้มีประโยชน์มากมายเท่าใดนัก
ความรู้สึกที่คล้ายดั่งกำลังเก็บกดนั้นทำให้เมิ่งฝานร้องไห้ไร้น้ำตาเขาลูบปลายจมูกก่อนจะถามเสียงเบา “แล้วจะทำอย่างไรดีขอรับ?”
“เหมันต์หมื่นปี!”
รั่วสุ่ยอีเอ่ยเสียงเบา “ไปตามหาของสิ่งนี้มา มันน่าจะหาได้ไม่ยากเท่าใดนัก และเจ้าจะนำขุมพลังโลกันตร์ใส่ไว้ในแหวนคลังวัตถุไม่ได้เพราะหากเป็นเช่นนั้นเหล่าจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งจะสัมผัสได้”
แล้วในเวลาต่อมาไข่อสูรทมิฬพลันเปล่งประกายตามมาด้วยแสงสว่างที่มาจากแหวนสีน้ำเงินวงหนึ่ง
“พื้นที่ภายในของแหวนคลังวัตถุวงนี้จะต้องกว้างใหญ่พอแน่นอนทั้งยังสามารถสกัดกั้นกลิ่นอายของวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับเจ็ดได้อีกด้วย นี่คือสิ่งที่ข้าเคยพกติดตัวและตอนนี้มอบมันให้กับเจ้าสิ่งที่เจ้าต้องใช้ในการบำเพ็ญตนก็อยู่ข้างในนี้ด้วยมันคือสิ่งที่เจ้าต้องการ...จำไว้ว่าอย่าได้ขี้เกียจหวังว่าเมื่อข้าตื่นขึ้นมาอีกครั้งเจ้าจะไม่อ่อนแอเช่นนี้!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาเสียงของรั่วสุ่ยอค่อยๆเบาลง สุดท้ายก็หายไป
เมิ่งฝานกุมไข่อสูรทมิฬเอาไว้ด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปเพราะรู้ว่ายามนี้รั่วสุ่ยอีได้เข้าสู่ห้วงแห่งการหลับใหลแล้ว
เมื่อคิดว่าหลังจากนี้จะไม่มีเสียงของรั่วสุ่ยอีดังขึ้นที่ข้างหูเมิ่งฝานก็กัดฟันแน่นแล้วยกยิ้มขึ้นที่มุมปากเพราะรู้ว่านับจากวันนี้ไปตนเองจะไม่มีรั่วสุ่ยอีคอยคุ้มกันอีกแล้วเส้นทางแห่งการเข่นฆ่าหลังจากนี้ไร้ซึ่งการดูแล และเขาคงทำได้เพียงพึ่งพาตนเอง!