จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 104: ผลึกแห่งพระปณิธาน

    ณ ใจกลางแห่งหอธรรมบรรพกาลที่กาลเวลามิอาจย่างกรายเข้ามาถึง 


    คำอินทร์ยืนอยู่เบื้องหน้าแท่นศิลาแปดเหลี่ยมแต่เพียงลำพัง 


    เบื้องหลังของเขาคือม่านพลังแห่ง "บารมีราชันย์" ที่มองไม่เห็น มันได้ทำหน้าที่ของมันเสร็จสิ้นแล้วโดยการทดสอบและยอมรับในตัวตนของเขา 


    แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ได้ทำหน้าที่เป็นกำแพงที่ปิดกั้นสหายเพียงคนเดียวของเขาเอาไว้ด้านนอก ทิ้งให้เขาต้องเผชิญหน้ากับมรดกแห่งราชันย์นี้ตามลำพัง


    เขาสูดลมหายใจเข้าลึก


    กลิ่นอายที่บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ภายในโถงแห่งนี้ช่วยทำให้จิตใจที่เคยสับสนและปั่นป่วนจากการทดสอบเมื่อครู่ กลับมาสงบนิ่งและมั่นคงอีกครั้ง เขารู้สึกได้ถึงเสียงเรียกอันแผ่วเบาที่ก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณ


    เสียงเรียกจาก "ผลึกแห่งพระปณิธาน" ที่วางสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า


    มันคือผลึกใสสีรุ้งขนาดเท่ากำปั้นที่ส่องประกายวูบวาบราวกับมีชีวิต ภายในผลึกนั้น


    เขามองเห็นลำแสงสีทองเล็กๆ ที่ไหลวนอยู่ภายในราวกับดวงดาวในจักรวาลย่อส่วน มันคือพลังงาน คือความทรงจำคือเจตจำนงอันแรงกล้าขององค์วีรกษัตริย์ที่ถูกผนึกไว้


    เขายื่นมือที่ยังคงสั่นเทาอยู่เล็กน้อยออกไปช้าๆ 


    ปลายนิ้วของเขาค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปใกล้พื้นผิวอันเย็นเยียบแต่กลับเรียบเนียนราวกระจกของผลึกนั้น 


    สามนิ้ว...สองนิ้ว...หนึ่งนิ้ว...


    และในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสลงบนพื้นผิวของผลึก...


    วูบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ!


    โลกทั้งใบของเขาก็พลันสว่างวาบขึ้นด้วยแสงสีทองเจิดจ้า! สติสัมปชัญญะทั้งหมดถูกกระชากออกจากร่าง! 


    เขารู้สึกราวกับตนเองได้กลายเป็นเพียงเศษธุลีที่ถูกดูดเข้าไปในพายุแห่งกาลเวลาอันบ้าคลั่ง!


    ภาพเบื้องหน้าของเขาไม่ได้เป็นโถงถ้ำบรรพกาลอีกต่อไปแต่มันได้แปรเปลี่ยนเป็นภาพของสมรภูมิรบที่กว้างใหญ่และนองเลือด! 


    เสียงโห่ร้องของทหารนับหมื่น เสียงของคมดาบที่กระทบกัน เสียงร้องโหยหวนของผู้บาดเจ็บ และกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งจนแทบสำลัก 


    มันสมจริงเสียจนเขารู้สึกเหมือนได้ไปยืนอยู่ ณ ที่แห่งนั้นด้วยตนเอง!


    เขากำลัง "เห็น" ...ไม่ใช่ด้วยตาเนื้อ...แต่ด้วย "จิตวิญญาณ"...


    เขากำลังมองเห็นโลกผ่านดวงเนตรขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช!


    ภาพแล้วภาพเล่าไหลบ่าเข้ามาในมโนสำนึก 


    เขาเห็นภาพของพระองค์ในวัยเยาว์ที่ต้องถูกส่งไปเป็นองค์ประกัน ณ กรุงหงสาวดี


    แววพระเนตรที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและอัปยศแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่จะต้องกลับมากอบกู้ศักดิ์ศรีของบ้านเมืองให้ได้ 


    เขาเห็นภาพของพระองค์ขณะที่กำลังทรงหลั่งทักษิโณทก ณ เมืองแครง ประกาศอิสรภาพจากพม่า 


    พระสุรเสียงที่กึกก้องและเปี่ยมด้วยพระบารมีนั้นทำให้แผ่นดินทั้งผืนต้องสั่นสะเทือน 


     เขาเห็นภาพของมหาสงครามยุทธหัตถี ภาพที่พระองค์ทรงขับพระคชาธาร "เจ้าพระยาไชยานุภาพ" เข้าไปอยู่ในวงล้อมของข้าศึกแต่เพียงลำพังเผชิญหน้ากับพระมหาอุปราชา


    การต่อสู้ตัวต่อตัวที่เดิมพันด้วยชะตากรรมของสองอาณาจักร ความกล้าหาญที่ไม่เคยย่อท้อต่อความตาย 


    และภาพสุดท้ายที่ทรงพลังและชัดเจนที่สุดคือภาพที่พระองค์ทรงยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสะโตง...


    คำอินทร์รู้สึกได้ถึงความรู้สึกทั้งหมดของพระองค์ในวินาทีนั้น ความรู้สึกของผู้นำที่ต้องแบกรับชีวิตของไพร่พลนับหมื่นที่กำลังอ่อนล้าและเสียขวัญ


    ความรู้สึกสิ้นหวังเมื่อเห็นว่ากองทัพกำลังจะแตกพ่ายและถูกทหารพม่าที่นำโดยสุรกรรมาไล่ตามมาติดๆและความเด็ดเดี่ยวสุดท้ายที่ทรงรวบรวมพลังทั้งหมด


    ทั้งพลังกาย...พลังจิต...และพลังแห่งศรัทธา...ไปรวมไว้ที่กระสุนเพียงนัดเดียว!


    เขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังของ "แก่นอาคมแผ่นดิน" ที่แท้จริง มันไม่ได้เป็นเพียงพลังงานดิบแต่มันคือ "เจตจำนง" ที่หลอมรวมเข้ากับแผ่นดิน


    เมื่อองค์ราชันย์และแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวกัน...ปาฏิหาริย์จึงบังเกิด!


    เขาเห็นพระองค์ทรงยกพระแสงปืนต้นขึ้นประทับบ่า ความหนักอึ้งของมันราวกับแบกโลกทั้งใบไว้ เขารู้สึกถึงกลิ่นดินปืนและกำมะถันที่ลอยกรุ่น เขาสัมผัสได้ถึงแรงลมและคำนวณระยะทางที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้นั้นในชั่วพริบตา 


    เขาเห็นแววพระเนตรของพระองค์ที่หรี่ลง...จดจ่อ...แน่วแน่...และไร้ซึ่งความลังเล!


    เปรี้ยง!


    เสียงกัมปนาทของพระแสงปืนต้นดังก้องไปทั่วทั้งสมรภูมิ! เขารู้สึกได้ถึงแรงสะท้อนที่ส่งกลับมายังพระอังสา (บ่า) อย่างรุนแรง! 


    เขามองเห็นลูกกระสุนที่พุ่งแหวกอากาศ ข้ามผ่านความกว้างใหญ่ของแม่น้ำสะโตงแล้วทะลวงเข้าสู่ร่างของสุรกรรมา แม่ทัพพม่าที่ยืนอยู่บนคอช้างอย่างแม่นยำราวกับจับวาง!


    ภาพสุดท้ายคือความตกตะลึงและความไม่เชื่อในแววตาของเหล่าทหารพม่า ตามมาด้วยความโกลาหลและความแตกพ่ายพร้อมกับเสียงโห่ร้องแห่งชัยชนะของเหล่าทหารสยามที่ดังกึกก้อง 


    แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลง


    คำอินทร์กลับคืนสู่ร่างของตนเองอีกครั้ง เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น หอบหายใจอย่างหนักหน่วงราวกับเพิ่งไปออกรบมาด้วยตนเองจริงๆ


    เขายกมือขึ้นสัมผัสใบหน้า...พบว่ามันเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ...และน้ำตาที่ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว


    ถึงแม้เขาเคยเห็นภาพนี้แล้วตอนอยู่ในถ้ำแถวดงพญาไฟ แต่ครั้งนี้เขารู้สึกซาบซึ้งกับพระบารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมากยิ่งขึ้น


    มือของเขายังคงวางอยู่บนผลึกแห่งพระปณิธานแต่บัดนี้...ผลึกที่เคยส่องประกายสีรุ้งกลับกลายเป็นผลึกใสที่ไร้สีสันลำแสงสีทองภายในได้หายไปจนหมดสิ้น 


    มันได้หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว


    เขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างกาย แก่นอาคมแผ่นดินของเขาไม่ได้ปั่นป่วนอีกต่อไป แต่มันกลับสงบนิ่งและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม เขารู้สึกว่าตนเองสามารถควบคุมมันได้อย่างใจนึก เขาสามารถ "บัญชา" มันได้แล้ว 


    และที่สำคัญที่สุดในห้วงสำนึกของเขา ได้ปรากฏความรู้และความเข้าใจในศาสตร์อาคมแขนงใหม่ขึ้นมา มันคือศาสตร์แห่ง "ราชันย์อาคม" ศาสตร์ที่ว่าด้วยการหลอมรวมเจตจำนงของผู้ใช้เข้ากับพลังของแผ่นดินเพื่อสร้างปรากฏการณ์ที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวง


    เขายังทำมันไม่ได้ในตอนนี้และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าใจมันลึกซึ้ง


    .แต่เขาก็รู้แล้วว่า...หนทางที่จะก้าวไปนั้น...เป็นเช่นไร


    คำอินทร์ค่อยๆ ลดมือลงจากผลึกที่บัดนี้กลายเป็นเพียงหินธรรมดาแล้วหันกลับไปหาลุงมีที่ยืนรออยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง


    เขาก้มลงเก็บผลึกนั้นใส่ลงไปในย่ามที่เตรียมมาอย่างดี 


    แววตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่สว่างไสวยิ่งกว่าดวงดาวนับพันดวง