อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

169 การฝึกฝน

เยว่เทียนหงพามู่เชียนมายังทะเลสาบอาถรรพ์อีกครั้ง  ยามนี้ผืนน้ำยังคงใสกระจ่าง ทว่าไม่มีแสงสว่างแปลกประหลาดจากเบื้องล่างอีกต่อไป หลังจากหลันอู่ซือพุ่งกายออกมาจากก้นทะเลสาบ ตาข่ายแสงที่เทพอสูรใหญ่สร้างไว้ได้ถูกทำลายลงแล้ว ทะเลสาบที่เลื่องชื่อเรื่องความน่ากลัวกลับกลายเป็นเพียงทะเลสาบธรรมดาๆแห่งหนึ่งเท่านั้น


“ท่านว่ามีวิธีใดหรือ ที่ช่วยให้ข้าสามารถบรรลุราชันย์ได้เร็วขึ้น ”  มู่เชียนเอ่ยถามบุรุษชุดดำที่ข้างกาย พวกฟู่หลิงต่างกระจายตัวอารักขาความปลอดภัยอยู่ใกล้ๆ ในขณะที่ผู้ติดตามของมู่เชียนกลับแตกต่างออกไป


เสี่ยวจิ้ง และลวี่ซานถงนั่งสังเกตุการณ์อยู่อย่างผ่อนคลาย โดยมีเสี่ยวจือจือคอยบริการน้ำชาให้พวกเขาอย่างเต็มใจ ภาพนี้ชวนให้นึกถึงอดีตครั้งที่เสี่ยวจือจือยังคอยอยู่ข้างกายมู่เชียน  ที่ต่างไปก็เพียงมีหลันอู่ซือเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งเท่านั้น 


เทพอสูรธาตุน้ำผู้งดงาม แม้ยามนั่งลงท่วงท่าก็ยังพลิ้วไหวดุจสายน้ำ น่ามองอย่างมาก เสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงทราบดีว่า หากเลือกได้เทพกิเลนคงอยากนอนหลับอยู่ในดอกบัวเช่นเดิมมากกว่า น่าเสียดายที่เยว่เทียนหงขอให้มู่เชียนเรียกนางออกมาด้านนอกโดยไม่ทราบสาเหตุ


“ท่านห้า.. ข้าชื่อเสี่ยวจือจือเจ้าค่ะ …” อสรพิษสาวแนะนำตัว ระหว่างรินชาลงในถ้วยเบื้องหน้าเทพอสูรสาวอย่างเคารพ  เพียงมองแวบเดียวเสี่ยวจือจือก็คล้ายถูกสะกดให้เกิดความนับถือในตัวหลันอู่ซือโดยไร้เงื่อนไข อาจเพราะตัวเสี่ยวจือจือเองเป็นอสรพิษธาตุน้ำบริสุทธิ์ จึงถูกดึงดูดโดยเทพอสูรธาตุน้ำ ผู้เป็นดั่งเทพผู้ปกครองสายตรงของตนเองอย่างไม่อาจต้านทาน


ดวงตาอสรพิษตัวน้อยเหลือบสูง พบรอยยิ้มงดงามของเทพกิเลนก็ใจสั่น รู้สึกปลื้มปิติอย่างมาก จึงยิ่งอยากดูแลปรนนิบัตินางให้ดีที่สุด


“ไม่ทราบมาก่อนท่านห้าชอบน้ำชาแบบใด จือจือถือวิสาสะเตรียมชาดอกบัวไว้ให้ หวังว่าท่านห้าจะดื่มได้นะเจ้าคะ” 


เสี่ยวจิ้งเหลือบตามองชาดอกบัวที่ว่า อุตส่าห์มีกลีบบัวเล็กๆสีชมพูอ่อนจางลอยไว้ด้วย ดูก็รู้ว่าเสี่ยวจือจือตั้งใจเพียงใด  ‘น่าเสียดาย …’ เทพมังกรหนุ่มยิ้มขบขัน ก่อนจะก้มหน้าก้มตาดื่มชาและขนมที่ตนเองชอบต่อไป


“…….”  ชาก็รินแล้ว ขนมก็วางแล้ว วาจาก็เอ่ยแล้ว ทว่ากลับไร้ปฏิกิริยาตอบรับใดๆจากร่างเทพอสูรสาว เสี่ยวจือจือจึงเหลือบตาสูงอีกหน่อย พบมุมปากงดงามของเทพสาวมีน้ำลายไหล ?! 


‘น่าอับอายนัก’ ลวี่ซานถงขมวดคิ้วพลางยื่นผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดให้ด้วยความอ่อนใจ ผู้เป็นน้องเพียงหรี่ตาปรือขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มหวานส่งให้และโงกหลับต่อไปอย่างมุ่งมั่น 


ส่วนเสี่ยวจือจือนั้น นางกำลังมองเทพกิเลนที่หลับตาพริ้มอยู่ด้วยความชื่นชมอย่างสุดหัวใจ..


ช่างเป็นการโงกศีรษะในองศาที่งดงามยิ่ง.. ดูก็รู้ว่าได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี หลังยังคงตั้งตรง มือประสานไว้ที่ตักอย่างชดช้อย.. สรุปคือ เป็นการนั่งหลับที่สง่างามเพริศพริ้งอย่างที่สุด !  


บรรยากาศด้านนี้เต็มไปด้วยความผ่อนคลายสบายใจ ส่วนอีกด้านมู่เชียนกำลังเคร่งเครียดไม่น้อย “ท่านพาข้ามาที่นี่ หรือการบรรลุราชันย์จะต้องใช้พื้นที่กว้างโล่งเพียงนี้ ?” หากเป็นเช่นนั้นจริงดูท่าคงต้องเหนื่อยไม่น้อย…



เยว่เทียนหงมองสีหน้าเคร่งเครียดของนางอย่างเอ็นดู มือแกร่งสะบัดวูบ ก้อนหินก้อนหนึ่งกับใบไม้ใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของเขา “ดูนี่นะ…”


วูบ… ก้อนหินและใบไม้ลอยนิ่งอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่ม จากนั้นนิ้วเรียวก็วาดอักษรเวทย์สีดำสนิทตัวหนึ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว


“หลอมรวม….!” 


อักษรเวทย์สีดำของเยว่เทียนหงหมุนคว้าง พาให้ก้อนหินและใบไม้พุ่งเข้าหากันอย่างรวดเร็วต่างฝ่ายต่างแทรกเข้าหากันด้วยอิทธิฤทธิ์ของเวทย์อักษร พริบตาเดียวตรงหน้าของชายหนุ่มก็เกิดวัตถุแปลกประหลาด ก้อนหินกลมๆมีปลายใบไม้บางส่วนแทงทะลุออกมา ในขณะที่บางส่วนตรึงไว้ในก้อนหินอย่างแน่นหนา วัตถุทั้งสองแทรกตัวเป็นเนื้อเดียวกันอย่างไม่อาจแยกกันได้


“นี่คืออักษรเวทย์ธรรมดา สร้างจากตราประทับเพียงหนึ่งชิ้นเท่านั้น ง่ายดายไม่ซับซ้อน มหายุทธ์ทั่วไปใช้ได้ ทว่าระดับราชันย์นั้นจะเหนือขึ้นไปอีกขั้น”


มู่เชียนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ กระบวนท่านี้นางเองก็สามารถทำได้ไม่ยาก  เยว่เทียนหงมองท่าทางตั้งอกตั้งใจศึกษาของนางแล้วก็รู้สึกหญิงสาวตรงหน้าช่าง ‘น่ารัก’ ชายหนุ่มพยายามข่มความต้องการที่อยากดึงนางมากอดไว้ ด้วยเขาวางเป้าหมายไว้ไกลกว่านั้น …


ร่างสูงหลับตาลง  จากนั้นอักษรเวทย์หลอมรวมนับร้อยก็ปรากฏขึ้นรอบกายเยว่เทียนหง ก่อนจะเริ่มวิ่งวนด้วยความเร็ว มองเห็นเป็นเส้นแสงสีดำอันต่อเนื่อง จากนั้นก็ก่อเป็นรูปอักษรเวทย์อีกตัวหนึ่งอย่างน่าประหลาด


“ผสาน…! ” วูบบบ…. อักษรเวทย์ขนาดใหญ่ แทรกทะลุเข้าระหว่างใบไม้และก้อนหินชิ้นนั้น ทำลายวัตถุตรงหน้านั้นจนแตกกระจายออกไป แสงสีดำวาบขึ้นและเมื่อแสงนั้นจางหายไป วัตถุชิ้นใหม่ก็ก่อเกิดขึ้นแทน .. นั่นคือ ‘ใบไม้หิน… !’


มู่เชียนรู้สึกตื่นตาตื่นใจอย่างมาก  หญิงสาวตรงเข้าไปสำรวจใบไม้หินนั้นด้วยความชอบใจ นี่ต่างจากการหลอมรวมระดับมหายุทธ์จริงๆด้วย


“อักษรเวทย์นี้ซับซ้อนไม่มาก ใช้ตราประทับเพียงร้อยชิ้นเท่านั้น เจ้าลองดูสิ” ชายหนุ่มเอ่ยพลางพลิกฝ่ามือดึงเอาก้อนหินและใบไม้อีกคู่หนึ่ง เข้ามาให้นางได้ทดลอง


มู่เชียนรับใบไม้และก้อนหินจากมือของชายหนุ่มมามองอย่างหนักใจ “ข้าว่าท่านเตรียมไว้มากหน่อยดีกว่า”  เยว่เทียนหงฟังแล้วก็รู้สึกทั้งขบขันและเอ็นดูนัก แต่ก็ยังหาใบไม้และก้อนหินขนาดใกล้เคียงมารอให้ไว้นางอีกสามชุดตามที่นางต้องการ


หญิงสาวหลับตาลง ดึงตราประทับร้อยชิ้นในร่างออกมา สร้างพวกมันเป็นคำว่าหลอมรวมทั้งหนึ่งร้อยตัวอย่างรวดเร็ว  จากนั้นนางก็นึกถึงวิธีการที่เยว่เทียนหงใช้เมื่อครู่อักษรเวทย์หลากสีพราวพร่างก็เริ่มเคลื่อนตัวช้าๆ 


มู่เชียนเคยโคจรตราประทับสร้างอักษรเวทย์ทีละหนึ่งชิ้นเท่านั้น จู่ๆต้องใช้ความพยายามเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งร้อยเท่า จึงรู้สึกกังวลใจอยู่บ้าง หญิงสาวทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการเคลื่อนอักษรเวทย์นับร้อยตรงหน้าให้เคลื่อนไหวไปอย่างพร้อมเพรียงกัน ทว่าความเชื่องช้าของเส้นสายเหล่านั้น อย่างไรก็ไม่อาจแปรเป็นตัวอักษรอีกชั้นได้แน่… 


มู่เชียนขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่พอใจ รวบรวบปราณอีกสายส่งเข้าไปเพื่อเร่งให้มันเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นและเร็วขึ้น เกือบครึ่งชั่วยามในที่สุดความเร็วนั้นจึงพอจะใช้คำว่าวูบไหวมาอธิบายได้อย่างไม่ต้องฝืนใจนัก


หญิงสาวปาดเหงื่อบนใบหน้าครั้งหนึ่ง สีหน้าของนางดูออกว่าไม่พอใจกับผลงานของตนนัก ขณะที่เยว่เทียนหงเผยยิ้มยินดี ส่วนพวกฟู่หลิงมองการฝึกฝนของนางอยู่ต่างก็อ้าปากค้างไปแล้ว


นางสามารถเคลื่อนตราประทับร้อยชิ้นได้ ในการฝึกครั้งแรก.. ทั้งยังใช้เวลาไปครึ่งชั่วยามเท่านั้น ! 


นี่มันบ้าเกินไปแล้ว แม้แต่ฟู่หลิงที่ชำนาญด้านอักษรเวทย์ ครั้งแรกที่เคลื่อนตราประทับได้ยี่สิบชิ้นในเวลาหนึ่งวัน อาจารย์ของเขายังภาคภูมิใจอย่างมาก กล่าวว่าฟู่หลิงคืออัจฉริยะในด้านอักษรเวทย์อย่างแท้จริง ทั้งยังโอ้อวดไปทั่ว จนชื่อเสียงด้านเวทย์อักษรของฟู่หลิงระบือไกล


ไม่รู้ว่าหากอาจารย์ผู้นั้นทราบเรื่องของมู่เชียน ยังจะกล้าพูดคำว่าฟู่หลิงเป็นอัจฉริยะออกมาอีกหรือไม่ ?



ไม่เพียงเท่านั้น ปราณที่หญิงสาวระดมเทเข้าไป ไม่นานก็สามารถควบคุมอักษรเวทย์ทั้งร้อยอักษรได้อย่างหมดจด หญิงสาวทดลองโคจรตราประทับเป็นรูปอักษร ‘ผสาน’ เช่นเดียวกับเยว่เทียนหงดูบ้าง เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น อักษรหลากสีขนาดใหญ่ก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้านางแล้ว


“ผสาน ! ” อักษรขนาดยักษ์ถูกบังคับให้พุ่งเข้าใส่ก้อนหินและใบไม้กลายเป็นก้อนแสงระเบิดทุกอย่างจนสิ้น จากนั้นใบไม้ที่ทำจากหินอีกชิ้นก็ถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ


“ลองอีกที..” เสียงทุ้มเอ่ยโดยมิได้เอ่ยวาจาชื่นชมนาง ซึ่งมู่เชียนเองก็มิได้มีทีท่าแปลกใจอันใด นางกำลังจดจ่อกับการเรียนรู้เวทย์อักษรชนิดใหม่ ซึ่งน่าสนุกอย่างมาก


วูบบบบ… ตราประทับหนึ่งร้อยชิ้นปรากฏขึ้นในพริบตา และคราวนี้นางสามารถควบคุมมันได้อย่างง่ายดาย  เพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น อักษรผสานขนาดใหญ่ก็พุ่งเข้าใส่ก้อนหินและใบไม้ตรงหน้า เปลี่ยนมันให้กลายเป็นใบไม้หินอย่างรวดเร็ว


“ตุ้บ……”  เสียงใบไม้หินร่วงลงกับพื้น ขัดกับความเงียบของคนรอบข้าง คราวนี้แม้แต่เยว่เทียนหงก็นึกทึ่งอย่างมาก เขารู้ว่านางเก่งกาจ แต่ไม่คิดว่าจะมีความสามารถในการเรียนรู้อันรวดเร็วถึงเพียงนี้


มู่เชียนยื่นมือให้เขาโดยไม่หันมา นางกำลังขอก้อนหินและใบไม้อีกชุดไปเพื่อทำการฝึกซ้ำ เยว่เทียนหงเหลือบมองมือบางแล้วก็หลุดเสียงหัวเราะออกมาครั้งหนึ่ง ทำให้มู่เชียนหันมามองเขาอย่างแปลกใจ


“ข้าว่าเราข้ามขั้นสักหน่อยดีกว่า” เสียงทุ้มเอ่ยยิ้มๆ จากนั้นปราณสีดำสนิทมหาศาลก็ไหลบ่าออกจากร่างสูงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ดึงดูดกลุ่มเมฆสีดำลอยปกคลุมไปทั่ว เสียงฟ้าผ่าสลับกับฟ้าแลบลั่นครืนครานสร้างความสั่นสะเทือนแก่ผู้เฝ้ามองตั้งแต่ใต้ฝ่าเท้าไปจนถึงจิตวิญญาณ… 


ตราประทับสีดำห้าพันชิ้นปรากฏขึ้นบนฟ้า  แม้เยว่เทียนหงมิได้เจตนาปล่อยปราณออกมา ทว่าปราณมืดมหาศาลที่เอ่อล้นจากตราประทับหลายพันชิ้น ก็ยังสร้างปรากฏการณ์อันน่าหวาดหวั่น  กระแสปราณในอากาศกำลังปั่นป่วน ธรรมชาติกำลังขานรับการแสดงอำนาจของผู้ฝึกตนอันดับหนึ่งในใต้หล้าผู้นี้ 


“ฝ่าบาท ทรงมีตราประทับห้าพันชิ้นเชียวหรือ ?!” เหล่าผู้ติดตามต่างเฝ้ามองภาพตรงหน้าด้วยสายตาตื่นตะลึง กึ่งไม่คาดฝัน 


พวกเขาคิดมาตลอดว่าฟู่หลิงคือผู้ที่มีตราประทับมากที่สุดในต้าเยว่ อีกทั้งเยว่เทียนหงก็มิได้ทรงแสดงความสามารถด้านอักษรเวทย์ให้พวกเขารู้มาก่อน แต่ไรมาหากจำเป็นต้องใช้อักษรเวทย์ ล้วนออกคำสั่งให้ฟู่หลิงเป็นคนจัดการ… ยามนี้จึงค่อยนึกรู้ว่า ที่ฝ่าบาทไม่ใช้ออกมามิใช่ทรงไม่สามารถ ทว่าไม่ปรารถนาจะใช้ต่างหาก 


ขณะที่เหล่าผู้ติดตามมองด้วยความเคารพเลื่อมใส พลพรรคของมู่เชียนกลับมองภาพที่เกิดขึ้นด้วยความไม่พอใจนัก


“เฮอะ โอ้อวดเสียจริง” เสี่ยวจิ้งเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากึ่งอิจฉากึ่งหงุดหงิดใจ “ไม่กลัวพวกมารนั่นน้ำลายไหลบ้างหรือไร ?”


“…รู้แล้วว่าทำไมมารรัตติกาลถึงอยากได้ร่างเจ้าหนุ่มนี่นัก”  ลวี่ซานถงหรี่ตามองตราประทับหลายพันชิ้นบนท้องฟ้าด้วยความคาดไม่ถึงเช่นกัน หากไม่นับนายหญิงที่ในร่างมีสายเลือดเทพ  เจ้าคนแซ่เยว่นี่ก็คือร่างที่ทรงพลังเป็นอันดับหนึ่งของมิติอย่างแท้จริง


มู่เชียนมองตราประทับหลายพันชิ้นที่ลอยคว้างอยู่บนท้องฟ้า กึ่งกลางกลุ่มตราประทับนั้นมีวัตถุสีดำสนิทชิ้นหนึ่งลอยนิ่งอยู่  ขนาดของมันเล็กมาก ทว่าแสงสีดำสนิทที่ส่งออกมานั้นราวกับสามารถดูดกลืนทุกแสงสว่างในใต้หล้าได้ นั่นคือตราประทับหลักของเขา ดูเหมือนจะเป็นดอกไม้ที่ทำจากแก้วผลึกสีดำสนิทชิ้นหนึ่ง


“นั่นคืออาวุธเวทย์ของท่านหรือ ?”


“อืมมม …”  


มู่เชียนเอียงคอพิจารณา รู้สึกแปลกใจอย่างมากที่อาวุธเวทย์ของผู้ฝึกตนอันดับหนึ่ง เหตุใดจึงดูไม่มีพิษภัยเช่นนี้


ร่างสูงหันมามองมู่เชียนครั้งหนึ่ง ดวงตาปรากฏความคิดวูบวาบก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง จากนั้นตราประทับห้าพันชิ้นด้านบนก็หมุนคว้าง ลมพายุพัดกรรโชกตามแรงปราณที่ไหลวนเป็นวงกลมนั้น ในที่สุดอักษรเวทย์ขนาดยักษ์ ที่สร้างจากตราประทับจำนวนมากที่สุดที่เคยพบมาก็ปรากฏขึ้น


“เปิดมิติ !” 


ฟรึ่มมม… กระแสสีดำหมุนวนรุนแรงเล็กขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ฉีกกระชากอากาศออกเป็นช่องวงกลมขนาดใหญ่กว่าตัวคนเล็กน้อย..  ด้านหลังของช่องว่างนั้นเป็นสีดำสนิท ทำให้ไม่อาจคาดเดาได้ว่าหลังจากผ่านประตูนั้นไปแล้วพบกับสถานที่เช่นไร


คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน