เยว่เทียนหงพามู่เชียนมายังทะเลสาบอาถรรพ์อีกครั้ง ยามนี้ผืนน้ำยังคงใสกระจ่าง ทว่าไม่มีแสงสว่างแปลกประหลาดจากเบื้องล่างอีกต่อไป หลังจากหลันอู่ซือพุ่งกายออกมาจากก้นทะเลสาบ ตาข่ายแสงที่เทพอสูรใหญ่สร้างไว้ได้ถูกทำลายลงแล้ว ทะเลสาบที่เลื่องชื่อเรื่องความน่ากลัวกลับกลายเป็นเพียงทะเลสาบธรรมดาๆแห่งหนึ่งเท่านั้น
“ท่านว่ามีวิธีใดหรือ ที่ช่วยให้ข้าสามารถบรรลุราชันย์ได้เร็วขึ้น ” มู่เชียนเอ่ยถามบุรุษชุดดำที่ข้างกาย พวกฟู่หลิงต่างกระจายตัวอารักขาความปลอดภัยอยู่ใกล้ๆ ในขณะที่ผู้ติดตามของมู่เชียนกลับแตกต่างออกไป
เสี่ยวจิ้ง และลวี่ซานถงนั่งสังเกตุการณ์อยู่อย่างผ่อนคลาย โดยมีเสี่ยวจือจือคอยบริการน้ำชาให้พวกเขาอย่างเต็มใจ ภาพนี้ชวนให้นึกถึงอดีตครั้งที่เสี่ยวจือจือยังคอยอยู่ข้างกายมู่เชียน ที่ต่างไปก็เพียงมีหลันอู่ซือเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งเท่านั้น
เทพอสูรธาตุน้ำผู้งดงาม แม้ยามนั่งลงท่วงท่าก็ยังพลิ้วไหวดุจสายน้ำ น่ามองอย่างมาก เสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงทราบดีว่า หากเลือกได้เทพกิเลนคงอยากนอนหลับอยู่ในดอกบัวเช่นเดิมมากกว่า น่าเสียดายที่เยว่เทียนหงขอให้มู่เชียนเรียกนางออกมาด้านนอกโดยไม่ทราบสาเหตุ
“ท่านห้า.. ข้าชื่อเสี่ยวจือจือเจ้าค่ะ …” อสรพิษสาวแนะนำตัว ระหว่างรินชาลงในถ้วยเบื้องหน้าเทพอสูรสาวอย่างเคารพ เพียงมองแวบเดียวเสี่ยวจือจือก็คล้ายถูกสะกดให้เกิดความนับถือในตัวหลันอู่ซือโดยไร้เงื่อนไข อาจเพราะตัวเสี่ยวจือจือเองเป็นอสรพิษธาตุน้ำบริสุทธิ์ จึงถูกดึงดูดโดยเทพอสูรธาตุน้ำ ผู้เป็นดั่งเทพผู้ปกครองสายตรงของตนเองอย่างไม่อาจต้านทาน
ดวงตาอสรพิษตัวน้อยเหลือบสูง พบรอยยิ้มงดงามของเทพกิเลนก็ใจสั่น รู้สึกปลื้มปิติอย่างมาก จึงยิ่งอยากดูแลปรนนิบัตินางให้ดีที่สุด
“ไม่ทราบมาก่อนท่านห้าชอบน้ำชาแบบใด จือจือถือวิสาสะเตรียมชาดอกบัวไว้ให้ หวังว่าท่านห้าจะดื่มได้นะเจ้าคะ”
เสี่ยวจิ้งเหลือบตามองชาดอกบัวที่ว่า อุตส่าห์มีกลีบบัวเล็กๆสีชมพูอ่อนจางลอยไว้ด้วย ดูก็รู้ว่าเสี่ยวจือจือตั้งใจเพียงใด ‘น่าเสียดาย …’ เทพมังกรหนุ่มยิ้มขบขัน ก่อนจะก้มหน้าก้มตาดื่มชาและขนมที่ตนเองชอบต่อไป
“…….” ชาก็รินแล้ว ขนมก็วางแล้ว วาจาก็เอ่ยแล้ว ทว่ากลับไร้ปฏิกิริยาตอบรับใดๆจากร่างเทพอสูรสาว เสี่ยวจือจือจึงเหลือบตาสูงอีกหน่อย พบมุมปากงดงามของเทพสาวมีน้ำลายไหล ?!
‘น่าอับอายนัก’ ลวี่ซานถงขมวดคิ้วพลางยื่นผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดให้ด้วยความอ่อนใจ ผู้เป็นน้องเพียงหรี่ตาปรือขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มหวานส่งให้และโงกหลับต่อไปอย่างมุ่งมั่น
ส่วนเสี่ยวจือจือนั้น นางกำลังมองเทพกิเลนที่หลับตาพริ้มอยู่ด้วยความชื่นชมอย่างสุดหัวใจ..
ช่างเป็นการโงกศีรษะในองศาที่งดงามยิ่ง.. ดูก็รู้ว่าได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี หลังยังคงตั้งตรง มือประสานไว้ที่ตักอย่างชดช้อย.. สรุปคือ เป็นการนั่งหลับที่สง่างามเพริศพริ้งอย่างที่สุด !
บรรยากาศด้านนี้เต็มไปด้วยความผ่อนคลายสบายใจ ส่วนอีกด้านมู่เชียนกำลังเคร่งเครียดไม่น้อย “ท่านพาข้ามาที่นี่ หรือการบรรลุราชันย์จะต้องใช้พื้นที่กว้างโล่งเพียงนี้ ?” หากเป็นเช่นนั้นจริงดูท่าคงต้องเหนื่อยไม่น้อย…
เยว่เทียนหงมองสีหน้าเคร่งเครียดของนางอย่างเอ็นดู มือแกร่งสะบัดวูบ ก้อนหินก้อนหนึ่งกับใบไม้ใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของเขา “ดูนี่นะ…”
วูบ… ก้อนหินและใบไม้ลอยนิ่งอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่ม จากนั้นนิ้วเรียวก็วาดอักษรเวทย์สีดำสนิทตัวหนึ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
“หลอมรวม….!”
อักษรเวทย์สีดำของเยว่เทียนหงหมุนคว้าง พาให้ก้อนหินและใบไม้พุ่งเข้าหากันอย่างรวดเร็วต่างฝ่ายต่างแทรกเข้าหากันด้วยอิทธิฤทธิ์ของเวทย์อักษร พริบตาเดียวตรงหน้าของชายหนุ่มก็เกิดวัตถุแปลกประหลาด ก้อนหินกลมๆมีปลายใบไม้บางส่วนแทงทะลุออกมา ในขณะที่บางส่วนตรึงไว้ในก้อนหินอย่างแน่นหนา วัตถุทั้งสองแทรกตัวเป็นเนื้อเดียวกันอย่างไม่อาจแยกกันได้
“นี่คืออักษรเวทย์ธรรมดา สร้างจากตราประทับเพียงหนึ่งชิ้นเท่านั้น ง่ายดายไม่ซับซ้อน มหายุทธ์ทั่วไปใช้ได้ ทว่าระดับราชันย์นั้นจะเหนือขึ้นไปอีกขั้น”
มู่เชียนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ กระบวนท่านี้นางเองก็สามารถทำได้ไม่ยาก เยว่เทียนหงมองท่าทางตั้งอกตั้งใจศึกษาของนางแล้วก็รู้สึกหญิงสาวตรงหน้าช่าง ‘น่ารัก’ ชายหนุ่มพยายามข่มความต้องการที่อยากดึงนางมากอดไว้ ด้วยเขาวางเป้าหมายไว้ไกลกว่านั้น …
ร่างสูงหลับตาลง จากนั้นอักษรเวทย์หลอมรวมนับร้อยก็ปรากฏขึ้นรอบกายเยว่เทียนหง ก่อนจะเริ่มวิ่งวนด้วยความเร็ว มองเห็นเป็นเส้นแสงสีดำอันต่อเนื่อง จากนั้นก็ก่อเป็นรูปอักษรเวทย์อีกตัวหนึ่งอย่างน่าประหลาด
“ผสาน…! ” วูบบบ…. อักษรเวทย์ขนาดใหญ่ แทรกทะลุเข้าระหว่างใบไม้และก้อนหินชิ้นนั้น ทำลายวัตถุตรงหน้านั้นจนแตกกระจายออกไป แสงสีดำวาบขึ้นและเมื่อแสงนั้นจางหายไป วัตถุชิ้นใหม่ก็ก่อเกิดขึ้นแทน .. นั่นคือ ‘ใบไม้หิน… !’
มู่เชียนรู้สึกตื่นตาตื่นใจอย่างมาก หญิงสาวตรงเข้าไปสำรวจใบไม้หินนั้นด้วยความชอบใจ นี่ต่างจากการหลอมรวมระดับมหายุทธ์จริงๆด้วย
“อักษรเวทย์นี้ซับซ้อนไม่มาก ใช้ตราประทับเพียงร้อยชิ้นเท่านั้น เจ้าลองดูสิ” ชายหนุ่มเอ่ยพลางพลิกฝ่ามือดึงเอาก้อนหินและใบไม้อีกคู่หนึ่ง เข้ามาให้นางได้ทดลอง
มู่เชียนรับใบไม้และก้อนหินจากมือของชายหนุ่มมามองอย่างหนักใจ “ข้าว่าท่านเตรียมไว้มากหน่อยดีกว่า” เยว่เทียนหงฟังแล้วก็รู้สึกทั้งขบขันและเอ็นดูนัก แต่ก็ยังหาใบไม้และก้อนหินขนาดใกล้เคียงมารอให้ไว้นางอีกสามชุดตามที่นางต้องการ
หญิงสาวหลับตาลง ดึงตราประทับร้อยชิ้นในร่างออกมา สร้างพวกมันเป็นคำว่าหลอมรวมทั้งหนึ่งร้อยตัวอย่างรวดเร็ว จากนั้นนางก็นึกถึงวิธีการที่เยว่เทียนหงใช้เมื่อครู่อักษรเวทย์หลากสีพราวพร่างก็เริ่มเคลื่อนตัวช้าๆ
มู่เชียนเคยโคจรตราประทับสร้างอักษรเวทย์ทีละหนึ่งชิ้นเท่านั้น จู่ๆต้องใช้ความพยายามเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งร้อยเท่า จึงรู้สึกกังวลใจอยู่บ้าง หญิงสาวทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการเคลื่อนอักษรเวทย์นับร้อยตรงหน้าให้เคลื่อนไหวไปอย่างพร้อมเพรียงกัน ทว่าความเชื่องช้าของเส้นสายเหล่านั้น อย่างไรก็ไม่อาจแปรเป็นตัวอักษรอีกชั้นได้แน่…
มู่เชียนขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่พอใจ รวบรวบปราณอีกสายส่งเข้าไปเพื่อเร่งให้มันเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นและเร็วขึ้น เกือบครึ่งชั่วยามในที่สุดความเร็วนั้นจึงพอจะใช้คำว่าวูบไหวมาอธิบายได้อย่างไม่ต้องฝืนใจนัก
หญิงสาวปาดเหงื่อบนใบหน้าครั้งหนึ่ง สีหน้าของนางดูออกว่าไม่พอใจกับผลงานของตนนัก ขณะที่เยว่เทียนหงเผยยิ้มยินดี ส่วนพวกฟู่หลิงมองการฝึกฝนของนางอยู่ต่างก็อ้าปากค้างไปแล้ว
นางสามารถเคลื่อนตราประทับร้อยชิ้นได้ ในการฝึกครั้งแรก.. ทั้งยังใช้เวลาไปครึ่งชั่วยามเท่านั้น !
นี่มันบ้าเกินไปแล้ว แม้แต่ฟู่หลิงที่ชำนาญด้านอักษรเวทย์ ครั้งแรกที่เคลื่อนตราประทับได้ยี่สิบชิ้นในเวลาหนึ่งวัน อาจารย์ของเขายังภาคภูมิใจอย่างมาก กล่าวว่าฟู่หลิงคืออัจฉริยะในด้านอักษรเวทย์อย่างแท้จริง ทั้งยังโอ้อวดไปทั่ว จนชื่อเสียงด้านเวทย์อักษรของฟู่หลิงระบือไกล
ไม่รู้ว่าหากอาจารย์ผู้นั้นทราบเรื่องของมู่เชียน ยังจะกล้าพูดคำว่าฟู่หลิงเป็นอัจฉริยะออกมาอีกหรือไม่ ?
ไม่เพียงเท่านั้น ปราณที่หญิงสาวระดมเทเข้าไป ไม่นานก็สามารถควบคุมอักษรเวทย์ทั้งร้อยอักษรได้อย่างหมดจด หญิงสาวทดลองโคจรตราประทับเป็นรูปอักษร ‘ผสาน’ เช่นเดียวกับเยว่เทียนหงดูบ้าง เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น อักษรหลากสีขนาดใหญ่ก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้านางแล้ว
“ผสาน ! ” อักษรขนาดยักษ์ถูกบังคับให้พุ่งเข้าใส่ก้อนหินและใบไม้กลายเป็นก้อนแสงระเบิดทุกอย่างจนสิ้น จากนั้นใบไม้ที่ทำจากหินอีกชิ้นก็ถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ
“ลองอีกที..” เสียงทุ้มเอ่ยโดยมิได้เอ่ยวาจาชื่นชมนาง ซึ่งมู่เชียนเองก็มิได้มีทีท่าแปลกใจอันใด นางกำลังจดจ่อกับการเรียนรู้เวทย์อักษรชนิดใหม่ ซึ่งน่าสนุกอย่างมาก
วูบบบบ… ตราประทับหนึ่งร้อยชิ้นปรากฏขึ้นในพริบตา และคราวนี้นางสามารถควบคุมมันได้อย่างง่ายดาย เพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น อักษรผสานขนาดใหญ่ก็พุ่งเข้าใส่ก้อนหินและใบไม้ตรงหน้า เปลี่ยนมันให้กลายเป็นใบไม้หินอย่างรวดเร็ว
“ตุ้บ……” เสียงใบไม้หินร่วงลงกับพื้น ขัดกับความเงียบของคนรอบข้าง คราวนี้แม้แต่เยว่เทียนหงก็นึกทึ่งอย่างมาก เขารู้ว่านางเก่งกาจ แต่ไม่คิดว่าจะมีความสามารถในการเรียนรู้อันรวดเร็วถึงเพียงนี้
มู่เชียนยื่นมือให้เขาโดยไม่หันมา นางกำลังขอก้อนหินและใบไม้อีกชุดไปเพื่อทำการฝึกซ้ำ เยว่เทียนหงเหลือบมองมือบางแล้วก็หลุดเสียงหัวเราะออกมาครั้งหนึ่ง ทำให้มู่เชียนหันมามองเขาอย่างแปลกใจ
“ข้าว่าเราข้ามขั้นสักหน่อยดีกว่า” เสียงทุ้มเอ่ยยิ้มๆ จากนั้นปราณสีดำสนิทมหาศาลก็ไหลบ่าออกจากร่างสูงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ดึงดูดกลุ่มเมฆสีดำลอยปกคลุมไปทั่ว เสียงฟ้าผ่าสลับกับฟ้าแลบลั่นครืนครานสร้างความสั่นสะเทือนแก่ผู้เฝ้ามองตั้งแต่ใต้ฝ่าเท้าไปจนถึงจิตวิญญาณ…
ตราประทับสีดำห้าพันชิ้นปรากฏขึ้นบนฟ้า แม้เยว่เทียนหงมิได้เจตนาปล่อยปราณออกมา ทว่าปราณมืดมหาศาลที่เอ่อล้นจากตราประทับหลายพันชิ้น ก็ยังสร้างปรากฏการณ์อันน่าหวาดหวั่น กระแสปราณในอากาศกำลังปั่นป่วน ธรรมชาติกำลังขานรับการแสดงอำนาจของผู้ฝึกตนอันดับหนึ่งในใต้หล้าผู้นี้
“ฝ่าบาท ทรงมีตราประทับห้าพันชิ้นเชียวหรือ ?!” เหล่าผู้ติดตามต่างเฝ้ามองภาพตรงหน้าด้วยสายตาตื่นตะลึง กึ่งไม่คาดฝัน
พวกเขาคิดมาตลอดว่าฟู่หลิงคือผู้ที่มีตราประทับมากที่สุดในต้าเยว่ อีกทั้งเยว่เทียนหงก็มิได้ทรงแสดงความสามารถด้านอักษรเวทย์ให้พวกเขารู้มาก่อน แต่ไรมาหากจำเป็นต้องใช้อักษรเวทย์ ล้วนออกคำสั่งให้ฟู่หลิงเป็นคนจัดการ… ยามนี้จึงค่อยนึกรู้ว่า ที่ฝ่าบาทไม่ใช้ออกมามิใช่ทรงไม่สามารถ ทว่าไม่ปรารถนาจะใช้ต่างหาก
ขณะที่เหล่าผู้ติดตามมองด้วยความเคารพเลื่อมใส พลพรรคของมู่เชียนกลับมองภาพที่เกิดขึ้นด้วยความไม่พอใจนัก
“เฮอะ โอ้อวดเสียจริง” เสี่ยวจิ้งเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากึ่งอิจฉากึ่งหงุดหงิดใจ “ไม่กลัวพวกมารนั่นน้ำลายไหลบ้างหรือไร ?”
“…รู้แล้วว่าทำไมมารรัตติกาลถึงอยากได้ร่างเจ้าหนุ่มนี่นัก” ลวี่ซานถงหรี่ตามองตราประทับหลายพันชิ้นบนท้องฟ้าด้วยความคาดไม่ถึงเช่นกัน หากไม่นับนายหญิงที่ในร่างมีสายเลือดเทพ เจ้าคนแซ่เยว่นี่ก็คือร่างที่ทรงพลังเป็นอันดับหนึ่งของมิติอย่างแท้จริง
มู่เชียนมองตราประทับหลายพันชิ้นที่ลอยคว้างอยู่บนท้องฟ้า กึ่งกลางกลุ่มตราประทับนั้นมีวัตถุสีดำสนิทชิ้นหนึ่งลอยนิ่งอยู่ ขนาดของมันเล็กมาก ทว่าแสงสีดำสนิทที่ส่งออกมานั้นราวกับสามารถดูดกลืนทุกแสงสว่างในใต้หล้าได้ นั่นคือตราประทับหลักของเขา ดูเหมือนจะเป็นดอกไม้ที่ทำจากแก้วผลึกสีดำสนิทชิ้นหนึ่ง
“นั่นคืออาวุธเวทย์ของท่านหรือ ?”
“อืมมม …”
มู่เชียนเอียงคอพิจารณา รู้สึกแปลกใจอย่างมากที่อาวุธเวทย์ของผู้ฝึกตนอันดับหนึ่ง เหตุใดจึงดูไม่มีพิษภัยเช่นนี้
ร่างสูงหันมามองมู่เชียนครั้งหนึ่ง ดวงตาปรากฏความคิดวูบวาบก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง จากนั้นตราประทับห้าพันชิ้นด้านบนก็หมุนคว้าง ลมพายุพัดกรรโชกตามแรงปราณที่ไหลวนเป็นวงกลมนั้น ในที่สุดอักษรเวทย์ขนาดยักษ์ ที่สร้างจากตราประทับจำนวนมากที่สุดที่เคยพบมาก็ปรากฏขึ้น
“เปิดมิติ !”
ฟรึ่มมม… กระแสสีดำหมุนวนรุนแรงเล็กขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ฉีกกระชากอากาศออกเป็นช่องวงกลมขนาดใหญ่กว่าตัวคนเล็กน้อย.. ด้านหลังของช่องว่างนั้นเป็นสีดำสนิท ทำให้ไม่อาจคาดเดาได้ว่าหลังจากผ่านประตูนั้นไปแล้วพบกับสถานที่เช่นไร