บทที่ 51 พี่หญิงฮวา ให้ข้าจีบท่านได้หรือไม่?
หกชั่วยามต่อมา ยามอาทิตย์อัสดง
ณ ยอดเขาอวิ๋นเซี่ย ตำหนักใหญ่ของเจ้าขุนเขา
ภายในห้องนานใหญ่นั้น เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง บนเตียงนอนกว้างราวกับปรากฎพายุคราวใหญ่ ใบหน้าของผู้เป็นอาจารย์ขึ้นสีแดงระเรื่อ เส้นผมเกาะติดที่แก้ม ลมหายใจหอบแรง นางเอียงหน้ามองเงาหลังของเจ้าศิษย์ชั่วที่จากไป ในดวงตาลึกล้ำเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
ประตูห้องปิดลง
ฉู่ซิวขมวดคิ้วทันที
มือขวายันผนังระเบียง มือซ้ายท้าวที่เอว ใบหน้าซีดขาวเล็กน้อย ก่อนจะยันกำแพง เขาเดินอย่างเชื่องช้าและยากลำบาก
“รู้อย่างนี้ คงผนึกพลังของนางไว้ก่อน เฮ้อ!”
“ผู้หญิงนี่ น่ากลัวเหลือเกิน ขนาดมีกายาศักดิ์สิทธิ์โบราณ ก็แทบทนไม่ไหว”
[ติ๊ง ตรวจพบว่านายท่านกับ กายานวลสวรรค์ไม่มีการผนึกพลัง พรสวรรค์ในการฝึกฝนของนายท่านเพิ่ม +200]
[ติ๊ง ตรวจพบว่านายท่านกับกายานวลสวรรค์ไม่มีการผนึกพลัง พรสวรรค์ในการฝึกฝนของนายท่านเพิ่ม +200]
[ติ๊ง ตรวจพบว่านายท่านกับกายานวลสวรรค์ไม่มีการผนึกพลัง พรสวรรค์ในการฝึกฝนของนายท่านเพิ่ม +200]
[ติ๊ง ตรวจพบว่านายท่านกับกายานวลสวรรค์ไม่มีการผนึกพลัง พรสวรรค์ในการฝึกฝนของนายท่านเพิ่ม +200]
[พรสวรรค์ของนายท่านถึง 2214 แล้ว]
ในใจของปีศาจฉู่รู้สึกสงสัยยิ่งนัก ไม่รู้ว่าวันนี้ท่านอาจารย์ของเขาเป็นอะไรไป แม้จะไม่ได้ผนึกพลังของนางไว้ แต่นางกลับให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
แม้กระทั่งยอมสวมถุงน่องสีดำ ปากของนางได้แต่บอกว่าเป็นการแลกเปลี่ยน ขอให้ชายหนุ่มอย่าผนึกพลังของนางไว้
‘แต่เหตุใดข้ารู้สึกว่า นางต่างหากที่เป็นฝ่ายรุก และตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ข้ากลายเป็นฝ่ายรับเช่นนี้’
เขาลูบแก้มตัวเองพลางพึมพำ ‘หรือว่าตอนนี้เสน่ห์ของข้ามันมากขนาดนั้นเลยหรือ?’
[เฮ่อๆ]
[นายท่านเจ้าช่างไร้ความสามารถจริง ๆ ถึงแม้เจ้าจะเป็นปีศาจฉู่ที่มีพรสวรรค์เหนือใคร แต่ก็ยังต้องเดินโซเซออกมา]
“ไอ้ระบบบ้า” ฉู่ซิวสบถด่าทอ พลางเดินเซพิงกำแพง เขาเดินหน้าชนเข้ากับสองสาวน้อย หงเตี๋ยและหลานปิง เมื่อพวกนางเห็นเขาเดินเซพิงกำแพง สีหน้าไม่ค่อยดีนัก หงเตี๋ยจึงก้าวเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
“ศิษย์พี่ใหญ่ได้รับบาดเจ็บหรือ”
“ข้าไม่เป็นไร” ปีศาจฉู่ยิ้มให้พวกนางอย่างสุภาพแต่กลับเต็มไปด้วยความอึดอัด
“หรือว่าท่านเจ้าขุนเขาฝึก 'วิชา' หนักเกินไป” หลานปิงถามเสียงเบา
หงเตี๋ยมองนางด้วยสายตาเย็นชา ยื่นปากน้อย ๆ เอ่ยขึ้น “ต้องหนักเกินไปแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นศิษย์พี่ใหญ่คงไม่ต้องเดินเซพิงกำแพง และสีหน้าก็คงไม่ซีดขาวขนาดนี้” สองสาวน้อยพูดอย่างมั่นใจ ท่าทางวิเคราะห์จริงจัง
เมื่อได้ยินก็ทำให้ใบหน้าของฉู่ซิวกระตุกรุนแรง
“ศิษย์พี่ใหญ่ การฝึกวิชาสำคัญก็จริง แต่ร่างกายก็สำคัญนะเจ้าคะ” หงเตี๋ยพูดด้วยความเป็นห่วง นางช่างเป็นศิษย์น้องที่น่ารักจริง ๆ
“ไป ๆ ไปทำอะไรก็ทำไป พวกเจ้าว่างงานหรือไง?” ฉู่ซิวโบกมือไล่
“ลาก่อนเจ้าค่ะ ศิษย์พี่ใหญ่”
“ศิษย์พี่ใหญ่ดูแลสุขภาพด้วยนะเจ้าคะ” สองสาวน้อยแลบลิ้นสีชมพูให้เขาอย่างทะเล้น ราวกับผีเสื้อสีแดงและสีฟ้าสองตัว ที่บินล้อกันไปยังทุ่งดอกไม้ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ มุ่งหน้าไปจัดการดอกไม้และพืชพรรณ โดยมิลืมกระซิบกระซาบกัน เป็นครั้งคราวก็มีเสียงหัวเราะใสกังวานดังขึ้น
“หัวเราะเข้าไป สักวันข้าจะทำให้พวกเจ้าเป็นหญิงอุ่นเตียงให้ข้า จะได้ดูว่าพวกเจ้าจะยังจะหัวเราะออกมาได้อีกหรือไม่?” ปีศาจฉู่คิดในแง่ร้าย
กระตุ้นพลังวิญญาณแท้จริงให้ไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณทั่วร่างกาย รอจนกระทั่งร่างกายฟื้นตัวได้บ้าง แล้วจึงค่อย ๆ ออกจากตำหนักของเจ้าขุนเขา
“ต้องยอมรับว่า การเพิ่มพรสวรรค์โดยไม่ปิดผนึกนั้นได้ผลดีทีเดียว แต่ก็เหนื่อยยิ่งนัก”ฉู่ซิวก้าวขึ้นกระบี่มังกรทรราช บินผ่านชั้นเมฆของยอดเขาอวิ๋นเซี่ยในยามอาทิตย์อัสดง ดวงตาจ้องมองออกไปไกล ๆ อย่างเหม่อลอย
ปราณวิญญาณลอยคลุ้งเป็นชั้น ๆ ดั่งเมฆสีแดงฉานที่ถูกไฟเผา งดงามราวกับวิมานสวรรค์ สวยงามเกินกว่าจะหาสิ่งใดมาบรรยาย เห็นทิวทัศน์แล้วคิดถึงใครบางคน
เมื่อก่อน ข้ากับหงอี้ชอบนอนมองพระอาทิตย์ตกดินบนหลังคาบ้านของลินเหลาโถวที่สุด ฉู่ซิวติดตามความเคลื่อนไหวของหลิวหงอี้มาโดยตลอด ได้รับข่าวกรองว่าเดือนที่ผ่านมา นางก่อเหตุนองเลือดในตงโจว
ยั่วโทสะตระกูลจี้แห่งหวงกู่จนถึงขั้วมีเซียนออกจากการบำเพ็ญแบบปิดมาไล่ล่านางด้วยตนเอง
“เมื่อข้าลงจากยอดเขาแล้ว จะต้องไปพบนางให้ได้”
“มิเช่นนั้น ตอนจบของนางย่อมเป็นเช่นเดียวกับข้า”
‘เจ้าซื่อบื้อ’ เสียงดังอยู่ในห้วงคำนึง แต่มิอาจทำสิ่งใดได้ เขาบังคับปราณ บังคับดาบลงจากฟ้า
ดวงจันทร์คู่ใหญ่ดวงโต ดุจดังเซียนฝาแฝดคู่หนึ่ง ตั้งตระหง่านอยู่บนท้องฟ้ายามราตรี โปรยปรายผงเงินอันบริสุทธิ์ หมู่ดารากระจายเต็มท้องนภา
ยอดเขาอวิ๋นเซี่ย หน้าผาด้านหลังภูเขา
ลมภูเขาพัดโชย กลีบดอกเหมยปลิวว่อน บ่อยครั้งที่ฝูงสัตว์วิเศษน้อยใหญ่ผ่านไปเป็นขบวน ฉู่ซิวก่อกองไฟ ย่างนกเป่ยเฟิงตัวใหญ่ที่เพิ่งจับได้ ผิวนอกเป็นสีทองเหลืองอร่าม กลิ่นหอมของเนื้อโชยแรงไปทั่วบริเวณ แสงไฟส่องประกายบนใบหน้าหล่อเหลาของเขา ดวงตาลึกลับ
จี๊ดจี๊ด...
ที่ปลายเท้า หนูวิญญาณตัวน้อยตัวหนึ่งลุกขึ้นยืน ตาดำขลับกะพริบปริบ ขยับอุ้งเท้าทั้งสองข้างขออาหารจากเขา
ฉู่ซิวก้มหน้าลง สายตาของเขาสบเข้ากับดวงตาของมัน หนูตัวเล็กขนฟูขึ้นทั้งตัว ร้องจิ๊ด ๆ แล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว เชื่อมั่นว่าหากไม่หนีไป ตัวมันคงถูกเสียบย่างเช่นกัน
“เจ้าดุเหลือเกิน เจ้าตัวเล็กถึงได้ตกใจขนาดนั้น” เสียงอ่อนโยนดังมาจากด้านหลัง
ฉู่ซิวไม่หันกลับไป ใบหน้าไร้เดียงสา
“พี่หญิงเข้าใจผิดแล้ว มันขี้ขลาดเกินไป ข้าแค่มองมันนานกว่าปกติเท่านั้นเอง”
กลิ่นหอมโชยมา
ฮวาหลัวเฟยเดินมานั่งข้าง ๆ ฉู่ซิว อย่างสง่างาม คืนนี้นางสวมชุดกระโปรงยาวสีม่วงอ่อน ขาเรียวยาว เอวบาง ผิวเนียนละเอียดนุ่ม ยามถูกแสงจันทร์ก็ส่องประกายราวหยกใส คอยาวระหงรับกับใบหน้าที่ไม่อาจใช้คำว่างดงามมาเทียบได้ แต่มันกลับเต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนอันบ้นเหลือ ดวงตาใสกระจ่าง ฟันขาว ท่วงท่าอ่อนโยนยิ่งนัก
ผมดำนุ่มสลวยมัดอย่างง่าย ๆ ปล่อยลงมาด้านหน้าและด้านหลังอย่างเป็นธรรมชาติ
อกนางเหมือนลูกท้อสุกงอม ก้มหน้าลงคงมองไม่เห็นปลายเท้า กลิ่นหอมจากกายนางโชยกรุ่นไปทั่ว ชื่นใจยิ่งนัก
“เป็นอะไรไปหรือ?” เมื่อเห็นฉู่ซิวจ้องมองตัวเอง ฮวาหลัวเฟยยิ้มหวานเสียงอ่อนโยนดุจสายลมในฤดูร้อน
“พี่หญิงฮวา มีบุรุษใดมาจีบท่านบ้างหรือไม่?” ฉู่ซิวหยิบเครื่องเทศทาลงบนเนื้อนกยักษ์ พลางเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก ฮวาหลัวเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าฉู่ซิวจะถามคำถามเช่นนี้
นางส่ายหน้า ตามแรงส่าย เส้นผมดำขลับราวผ้าไหมพริ้วไหว ริมฝีปากแดงระเรื่อเม้มเบา ๆ และอมยิ้มอย่างมีเสน่ห์
“เมื่อขอบเขตพลังของหญิงผู้บำเพ็ญเพียรเพิ่มขึ้น รูปโฉมก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามวิถีแห่งสวรรค์ งดงามยิ่งขึ้น”
“เอ่อ… ด้วยรูปโฉมของข้า จริง ๆ แล้วในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดมาตามจีบข้าหรอก”
“เฮอะๆ”
“นั่นเป็นเพราะพวกเขาตาบอดต่างหาก” ฉู่ซิวส่ายหน้าไปมา
“แท้จริงแล้วในสายตาของข้า ท่านสวยมากเลยนะ”
“จริงหรือ?” ฮวาลัวเฟยรู้สึกว่าน่าสนใจยิ่งนัก ดวงตาคู่งามโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
ไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่ชอบให้บุรุามาชมรูปโฉมว่างดงามหาสิ่งใดเทียบ แม้นางจะเป็นถึงท่านจอมเทพแห่งขอบเขตราชันย์ศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม
ฉู่ซิวพยักหน้า สีหน้าจริงจัง และเอ่ยช้า ๆ
“ท่านทำให้ข้านึกถึงบทกวีบทหนึ่ง”
“บทกวีอะไรหรือ?” ฮลัวเฟยมองมาที่เขาด้วยดวงตางดงาม
“เมฆคล้ายอาภรณ์ ดอกไม้เผยโฉม
สายลมวสันต์พัดผ่านระเบียง น้ำค้างหวานหอมฟุ้ง
หากไม่ได้พบเห็นเมฆาสีชาดบนยอดเขาเหยียนเซี่ยแล้วไซร้
ก็คงได้พบพานใต้แสงจันทร์สีขาวนวล”
ฮวาหลัวเฟยเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง มือขาวตีเบา ๆ หัวเราะพลางกล่าวกับเขาว่า “บทกวีดีจริง ๆ”
“ก็แค่พูดเกินจริงไปหน่อย ข้าไม่ได้งดงามเหมือนในบทกวีหรอก” ปีศาจฉู่ในใจลอบดีใจ ทำท่าเหมือนเป็นนักเขียนเก่าแก่ได้ถูกชมเชย
“ไม่เลยสักนิด” ปีศาจฉู่มองนางที่ดูเขินอายเล็กน้อย ใบหน้าแดงระเรื่อ
“เอ่อ... พี่หญิงฮวา ข้าจีบท่านได้หรือไม่?”
“ข้าชอบสตรีแบบท่านยิ่งนัก”
‘คิกคิก’ ฮวาหลัวเฟยอดหัวเราะไม่ได้ นางเอามือปิดปาก ยามนั้นกิ่งไม้ก็สั่นไหว คลื่นสองลูกกระเพื่อมอย่างรุนแรง
“เจ้าอายุเท่าไหร่กัน รู้หรือว่าข้าอายุเท่าไหร่?” ฉู่ซิวยักไหล่ เหลือบมองอย่างไม่ปิดบัง อุทานว่า
“ท่านใหญ่โตมากจริงๆ” ฮวาลัวเฟยมองตามสายตาของเขา ก้มหน้าลงมองหน้าอกของตนเองแล้วหัวเราะในลำคอ
“อยากโดนตีหรือไร ไม่คิดว่าเจ้าจะเป็นคนเจ้าชู้ขนาดนี้! ฮึ่ม~”
“การชื่นชมความงามของอิสตรี เป็นสิทธิ์ของบุรุษเช่นข้า ท่านห้ามปิดกั้นสิทธิ์ของข้าในฐานะบุรุษนะ” ฉู่ซิวพูดอย่างไม่อาย และทดสอบขีดจำกัดความอดทนของนางอย่างบ้าคลั่ง
“จริง ๆ แล้วอายุไม่ใช่ปัญหาหรอก สุภาษิตว่าไว้ว่าคบสตรีที่อายุมากกว่าสามปี เหมือนมีกำแพงทองคำ” ฮวาลัวเฟยรู้สึกว่ามันน่าสนใจ ดวงตางามโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เอ่ยเสียงนุ่มนวล “ข้าน่าจะแก่กว่าเจ้าสามพันปีนะ”
ฉู่ซิว “...”
ฮวาหลัวเฟย (┓(′—`)┏)
ฉู่ซิวใช้เคล็ดวิชาล้างคราบน้ำมันที่มือออก แล้วประคองมือเนียนนุ่มของนาง มองด้วยดวงตาลึกล้ำ น้ำเสียงกล่าวอย่างจริงจังว่า
“สตรีแก่กว่าสามพัน ข้าคงได้ขึ้นสวรรค์เป็นแน่”
“พี่หญิง หากได้แต่งงานกับท่าน ข้าคงอายุยืนยาวเป็นแน่ ท่านงดงามยิ่งกว่าไข่มุกล้ำค่าของของราชาแห่งทะเลใต้เสียอีก” ฉู่ซิวลอบเช็ดเหงื่อ ภายนอกดูนิ่งสงบ แต่ในใจกลับร้อนรนยิ่งนัก
ฮวาหลัวเฟยไร้ซึ่งคำพูดใด