แสงรุ่งอรุณเริ่มซึมผ่านร่องหินแคบๆ บนเพดานถ้ำลับ ทอดแนวแสงสีทองบางๆ ลาดยาวลงมากระทบพื้นหินราบ ละอองน้ำจากม่านวารีคลั่งที่ไหลเชี่ยวอยู่เบื้องหน้าปากถ้ำฟุ้งกระจายเข้ามาเป็หมอกจางๆ อบชื้นและเย็นเฉียบ ผลึกปราณบนผนังยังคงเรืองแสงสีเขียวอมฟ้าแ่เบาในยามรุ่งสาง สลับกับแสงทองอ่อนๆ จากหน้าต่างหินแคบ ทำให้ห้องโถงภายในดูราวกับถ้ำแห่งนิยายที่ไม่ใช่โลกแห่งความเป็จริง
มู่รุ่ยเสวี่ยลืมตาตื่นจากการนอนสัปหงกบนกองผ้าห่มในห้องด้านใน หัวใจของนางกระตุกวูบเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าตกอยู่ที่ไหน ความทรงจำแห่งเหตุการณ์เมื่อคืนกรูเข้ามาพร้อมกัน ทั้งการถูกกลุ่มโจรดักซุ่ม ทั้งราชันย์ตะกวดาที่พุ่งออกมาจากม่านน้ำตก และทั้งชายหนุ่มสีดำทมิฬที่สยบสัตว์ั์ยาวสามสิบเมตรด้วยหมัดเปล่าก่อนจะใช้ปืนมหาประลัยจบชีวิตมันอย่างสะอาดหมดจด
นางลุกขึ้นยืน ใช้นิ้วปัดผมที่ยุ่งออกจากหน้า แล้วก้าวออกมายังห้องโถงใหญ่
สิ่งที่เห็นทำให้นางหยุดชะงัก
จ้าวหานยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ในตำแหน่งเดิมกลางห้องโถง ราวกับว่าเขาไม่ได้ขยับเลยตลอดคืน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือออร่าที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา ไม่ใช่แค่ความหนักแน่นเหมือนูเาเหล็กอีกต่อไป แต่มันกลายเป็ความหนักแน่นที่มีชีวิต ราวกับว่าก้อนโลหะที่นิ่งเฉยตลอดมาเริ่มส่งเสียงครางในระดับความถี่ที่ต่ำเกินกว่าจะได้ยิน แต่รู้สึกได้ผ่านิั
ิัสีดำขลับของจ้าวหานมีประกายแสงสีม่วงอมแดงวาบขึ้นเป็ระยะๆ ตามแนวเส้นเืใหญ่ ราวกับสายเืข้างในนั้นไม่ใช่ของเหลวสีแดงธรรมดาอีกต่อไป
แก๊งงงงง!
เสียงโลหะกระทบโลหะดังก้องกังวานทั้งถ้ำ
จ้าวหานลืมตาขึ้น แสงสีม่วงพุ่งออกมาจากรูม่านตาชั่ววินาทีก่อนจะจางหายเป็สีดำปกติ
"แม่นางมู่... ท่านตื่นแล้วหรือ?" น้ำเสียงของเขาทุ้มหนักและลึกกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ราวกับมีโลหะเหลวซ่านอยู่ในลำคอ
"ข้า... ข้าตื่นมาสักครู่แล้วค่ะ" มู่รุ่ยเสวี่ยตอบพลางพยายามอย่าให้เสียงสั่น "คุณชายจ้าวปลอดภัยดีหรือเปล่าคะ? ทั้งคืนท่านไม่ขยับเลย"
[รายงานสถานะเช้าวันนี้ครับเ้านาย!] เสียงของศูนย์ (Zero) ดังก้องขึ้นในระบบประสาทอย่างร่าเริง [กายาเหล็กไหลเลื่อนขึ้นสู่ขั้นกลางสำเร็จ! ความหนาแน่นของโครงสร้างโลหะชีวภาพในเซลล์เพิ่มขึ้น 340 เปอร์เซ็นต์จากเมื่อวาน เตาปฏิกรณ์ชีวภาพที่จุดตันเถียนทำงานได้ที่ประสิทธิภาพ 89 เปอร์เซ็นต์ และมวลสารสำรองอยู่ที่ 97 เปอร์เซ็นต์เต็ม โอสถเืัดำยี่สิบสามขวดนั้นคุ้มค่าจริงๆ!]
'รู้แล้ว' จ้าวหานตอบในใจ พลางลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าที่ราบลื่น เสียงกระดูกและกล้ามเนื้อลั่นดัง กร๊อบแกร๊บ ทั่วร่าง มู่รุ่ยเสวี่ยถึงกับผงะถอยหลังหนึ่งก้าว
"ไม่ต้องใ..." จ้าวหานกางแขนออกสองข้างบิดี้เี เสียงโครงสร้างภายในลั่นดัง คร้าดๆๆ ราวกับมีเฟืองโลหะขนาดใหญ่กำลังปรับตัวเข้าที่ "ข้าแค่กำลังจัดโครงสร้างกระดูกให้เข้าที่หลังจากการอัปเกรดตลอดคืน"
มู่รุ่ยเสวี่ยกลืนน้ำลายลงคอ "มันฟังดูเหมือนโรงหล่อเหล็กขนาดเล็กนะคะ..."
"ก็ถูกแล้ว..." จ้าวหานยกหมัดขึ้นกำแน่น เห็นกล้ามเนื้อโป่งขึ้นเป็สันนูน ผิวดำมันวาวสะท้อนแสงรุ่งอรุณจนระยิบ "ตอนนี้ข้าคือโรงหล่อเหล็กที่เดินได้"
มู่เฉิงฟื้นขึ้นมาในเวลาไม่นานหลังจากนั้น ชายวัยกลางคนรายงานสถานการณ์ล่าสุดทันทีที่นั่งลงได้ "คุณหนู... สัญญาณฉุกเฉินที่ส่งออกไปเมื่อคืน ข้าได้รับการตอบรับกลับมาแล้วครับ สาขาหลักในนครธรณีสาม จะส่งกองคุ้มกันระดับสูงพร้อมแพทย์ประจำกองมาถึงภายในวันพรุ่งนี้"
"นครธรณีสาม..." มู่รุ่ยเสวี่ยทวนชื่อ "นั่นคือเมืองหน้าด่านใหญ่ที่รอยต่อของสามอาณาจักรใช่ไหมคะท่านลุง?"
"ถูกต้องครับ และนั่นคือที่ตั้งสาขาหลักที่ใหญ่ที่สุดของเราในภาคกลางของหุบเขาสิบหมื่นดาราด้วย" มู่เฉิงพยักหน้า "แต่ที่น่าเป็ห่วงคือข้อความที่ตามมา..."
นางหรี่ตาลง "ข้อความอะไรคะ?"
"ท่านผู้าุโมู่ฉางหยวนได้ส่งคณะสอบสวนออกมาแล้วครับ โดยอ้างว่ามาตรวจสอบสถานการณ์ความเสียหายในหุบเขา..." มู่เฉิงพูดด้วยน้ำเสียงหนักขึ้น "แต่ข้าเกรงว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของท่าน คือการตรวจสอบว่าคุณหนูยังมีชีวิตอยู่หรือไม่"
ความเงียบตึงเครียดปกคลุมห้องโถงชั่วขณะ
มู่รุ่ยเสวี่ยก้มหน้าลง แววตาของนางเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน "มู่ฉางหยวน... ท่านพี่ที่เติบโตมาด้วยกัน..." นางพึมพำเบาๆ "ถ้าเขาเป็คนวางผงตามรอย ก็แปลว่า..."
"แปลว่าาอำนาจภายในตระกูลมู่ เริ่มต้นขึ้นแล้ว" จ้าวหานที่นั่งเฉยๆ อยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ เขากำลังกินขนมปังแห้งที่เหลืออยู่ในถุงเสบียงเล็กๆ อย่างไม่ไยดีต่อบรรยากาศหนักอึ้งรอบข้าง "และคุณหนูคือเป้าหมาย"
นางเงยหน้าขึ้นมองเขา "ท่านไม่ใหรือคะ?"
"ข้าใอะไร?" จ้าวหานยักไหล่ "ท่านมีกองทหารของสำนักใหญ่ข้างหลัง ข้ามาดักรอ เราสู้ไม่ได้ก็หนี จนถึงขั้นนี้แล้วก็แค่เดินต่อ"
"แต่มู่ฉางหยวนคือพี่ชายของข้า—"
"ที่ส่งมือสังหารมาฆ่าท่านกลางป่า" จ้าวหานตัดคำอย่างตรงไปตรงมา เขาวางขนมปังแผ่นสุดท้ายลงบนเข่าแล้วมองนางตรงๆ "ในโลกที่ข้ามา มีคำกล่าวหนึ่งที่ข้าเชื่อมาตลอด..."
"คำกล่าวอะไรคะ?"
"การกระทำพูดดังกว่าคำพูด..." จ้าวหานหยิบขนมปังขึ้นมากัดคำใหญ่ "มู่ฉางหยวนกระทำไปแล้ว ส่วนท่านจะตัดสินใจอย่างไรต่อไปนั่นคือเื่ของท่าน ข้าแค่ทำหน้าที่ผู้คุ้มกัน"
กึ่งชั่วโมงต่อมา
จ้าวหานออกไปยืนอยู่หน้าปากถ้ำ ฝ่าม่านน้ำตกที่ยังคงไหลเซาะจนเปียกชุ่มอาบตัวเขาโดยที่เขาไม่สนใจแม้แต่น้อย น้ำเย็นเฉียบััิัเหล็กไหลและถูกเตาปฏิกรณ์ปรับอุณหภูมิให้เป็กลางทันที
เขาหยิบเศษเกล็ดาจากซากตะกวดที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมาชิ้นหนึ่ง แล้วเริ่มทดสอบความสามารถใหม่ของตัวเองในเงียบๆ
กำหมัดแน่น กดลงบนเกล็ดหนา
ปร้าดๆๆ!
เกล็ดสีเทาเข้มที่แข็งกว่าเหล็กกล้าพันปีแตกร้าวตรงกลาง รอยแตกกระจายออกไปเป็ใยแมงมุมก่อนที่ชิ้นใหญ่จะหักออกเป็สองท่อน
[กายาเหล็กไหลขั้นกลาง ประสิทธิภาพแรงอัดของกล้ามเนื้อตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 95,000 นิวตัน ครับเ้านาย เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานเกือบสองเท่า!] ศูนย์รายงานอย่างละเอียด [และที่น่ายินดียิ่งกว่าคือ เตาปฏิกรณ์ตอนนี้สามารถผลิตพลังงานสำรองสำหรับยิงระดับ 2 ได้ภายในเวลาโหลดเพียง 4 วินาที จากเดิมที่ใช้เวลา 12 วินาที!]
"ดี..." จ้าวหานพึมพำ ทิ้งเกล็ดที่แตกลงบนพื้น
เขาหันมองออกไปยังป่าทึบเบื้องหน้า สายตาทะลุผ่านม่านน้ำตกออกไปสู่พื้นที่ห่างไกล ใจหนึ่งของเขารับรู้ว่าสองวันที่รอกำลังเสริมมาถึงนั้น ไม่ใช่เวลาที่ฝ่ายตรงข้ามจะนั่งเฉยๆ เช่นกัน
[เ้านายครับ...] น้ำเสียงของศูนย์เปลี่ยนเป็จริงจังทันที [ตรวจพบสัญญาณความร้อนสี่จุดที่ระยะห้าร้อยเมตร กำลังเคลื่อนที่เข้ามาในรูปแบบที่แสดงว่าพวกเขาได้รับการฝึกให้ล้อมตำแหน่งเป้าหมาย ดูจากการจัดกำลัง ระดับของพวกเขาน่าจะอยู่ที่ก่อตั้งปราณขั้นสูงถึงทองคำเขียวขั้นต้น!]
จ้าวหานไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย เขาหันกลับเข้าถ้ำอย่างใจเย็น
"มีแขกมาสี่คน" เขาแจ้งมู่รุ่ยเสวี่ยและมู่เฉิงอย่างสั้นกระชับ "น่าจะเป็นักสืบตามรอยระลอกที่สอง คาดว่าพวกมันติดตามสัญญาณจากซากตะกวดา ร่างของมันคงแผ่รังสีปราณออกมาแม้จะตายแล้ว"
มู่เฉิงใจนลุกขึ้นแล้วเจ็บแผลจนทรุดลงอีกครั้ง "พวกเขามาเร็วมาก เห็นได้ว่าเตรียมการมาล่วงหน้า!"
"ท่านลุงมู่เฉิงอยู่ในนี้พร้อมแม่นางมู่" จ้าวหานสั่งเสียงเรียบ เขากดรอยสักมิติที่แขนขวา แสงสีฟ้าวาบเล็กน้อย ปืนมหาประลัยปรากฏขึ้นในอ้อมแขน เข็มนาโนพุ่งทะลุผ่านิัเหล็กไหลอย่างคุ้นเคย ครั้งนี้ไม่มีเสียงร้องเ็ปออกมา เพราะกายาขั้นกลางทำให้รับแรงเจาะได้ดีกว่าเดิมมาก
"ข้าออกไปสกัดพวกมันก่อนที่จะถึงปากถ้ำ"
ลานหน้าม่านน้ำตกยังคงเป็สนามรบชั่วคราวที่เต็มไปด้วยซากสัตว์อสูรั์ กลิ่นคาวและควันเย็นจากซากตะกวดายังคงอยู่ จ้าวหานก้าวออกมายืนกลางลานโดยไม่ปิดบังตัวเอง
เขารอ
ไม่ถึงสามนาที ร่างสี่ร่างก็โผล่พ้นขอบป่าออกมา สวมชุดนักเดินทางสีน้ำตาลที่ดูธรรมดาแต่ล้วนซ่อนชุดเกราะเบาอยู่ข้างใน ผู้นำเป็หญิงวัยกลางคนผมรวบแน่น สายตาที่คมคายบ่งบอกถึงประสบการณ์ในสนามรบมากกว่าสิบปี
เธอเห็นซากตะกวดา หยุดชะงัก
"สัตว์อสูรระดับาถูกสังหาร..." เธอพึมพำเสียงเบา แล้วหันมามองจ้าวหานที่ยืนขวางอยู่ "เด็กหนุ่มนั่นสังหารมันหรือ?"
"ข้าเป็คนทำ" จ้าวหานยืนยันสั้นๆ
สี่ร่างแลกสายตากัน แล้วผู้นำหญิงก็ชักกระบี่ออกมาอย่างช้าๆ "ข้าเป็ตัวแทนของสำนักลมพิฆาต รับจ้างจากท่านมู่ฉางหยวนเพื่อ 'ค้นหาและนำกลับ' บุตรสาวของท่านผู้นำตระกูลมู่ที่หายไประหว่างการเดินทาง..." เธอเน้นคำว่า 'นำกลับ' อย่างชัดเจน "หากเด็กหนุ่มยอมหลีกทาง ชีวิตของเ้าจะปลอดภัย"
[เ้านายครับ สี่คนนี้ ระดับพลังงาน: หัวหน้าหญิง ทองคำเขียวขั้นต้น อีกสามคน ก่อตั้งปราณขั้นเก้าทั้งหมด รูปแบบการยืนของพวกเขาบ่งบอกว่าถนัดการรบแบบทีม ถ้าปล่อยให้เข้ามาในระยะใกล้ทั้งสี่พร้อมกันจะยุ่งยากครับ!]
"ขอโทษที..." จ้าวหานส่ายหน้าเบาๆ "ข้ารับจ้างคุ้มครองแม่นางมู่มาแล้ว การเปลี่ยนใจกลางทางนี่ไม่ใช่สไตล์ของข้า"
"เ้าเลือกผิดฝั่งแล้ว!" ชายร่างั์ข้างกายผู้นำหญิงคำรามลั่น พลังปราณสีเหลืองทองพุ่งออกมาจากร่างพร้อมกับการพุ่งตัวเข้าหา
ตึงงงงง!
เสียงอากาศถูกฉีกขาดดังก้องเมื่อหมัดพลังปราณขนาดบ้านทั้งหลังพุ่งเข้าใส่จ้าวหาน
จ้าวหานไม่หลบ เขาชูปืนมหาประลัยขึ้นบนบ่าซ้าย แล้วใช้ท่อนแขนขวารับแรงอัดโดยตรง
ตูมมม!
แรงกระแทกดันให้ฝ่าเท้าของจ้าวหานจมลึกลงในพื้นดินชื้นหนึ่งนิ้ว เพียงเท่านั้น
"ไหว..." เขาพึมพำ แล้วยิ้มเย็น
ชายร่างั์ถอยหลังสองก้าวจากแรงสะท้อน มือที่ต่อยแสบซ่าน เขาเบิกตากว้างจนแทบถลน "กายาอะไรกันแน่?!"
"ของที่แกไม่มีทางรู้จัก" จ้าวหานตอบ พลางยกปืนขึ้นเล็งตรงไปยังฝูงสี่คน "ศูนย์... โหลดระดับ 1 โหมดฉายแสงกวาด จำกัดรัศมีสิบห้าเมตร ข้าไม่อยากทำลายซากตะกวดาที่เราจะขายอีก"
[รับทราบครับเ้านาย! โหมด Sweep-Burst ประสิทธิภาพ 60% ของระดับ 1 เต็มกำลัง เริ่มดูดมวลสารสำรองจากเตาปฏิกรณ์... บาเรีย Blue Ripple กางออก!]
วิ้งงงง!
แสงสีฟ้าจางสั่นะเืปรากฏขึ้นรอบร่างจ้าวหานเป็วงกลมบางๆ ผู้นำหญิงที่สำนักลมพิฆาตััได้ถึงพลังงานแปลกประหลาดที่ไม่มีกลิ่นอายลมปราณแม้แต่หยดเดียว ความสงสัยในใจกลายเป็ความหวาดหวั่นอย่างรวดเร็ว
"ทุกคนถอยให้พ้นรัศมี—!"
เธอะโเตือนทว่าช้าเกินไปหนึ่งวินาที
เปรี้ยงงงงงง!
ลำแสงฟ้าสว่างจ้าพุ่งออกจากปากกระบอกปืนในมุม 45 องศากับพื้นดิน ไม่ได้ตรงไปสู่เป้าหมายโดยตรงแต่พุ่งลงกระทบพื้นดินชื้นหน้าฝูงสี่คน
บูมมมม!
พื้นดินะเิกลายเป็กำแพงสะเก็ดหินและดินร้อนกระจายไปทุกทิศ คลื่นความร้อนต่ำแต่รุนแรงซัดผู้รับจ้างสี่คนให้กระเด็นลอยขึ้นไปในอากาศก่อนจะตกลงกระแทกพื้น
ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ!
สี่เสียงดังติดต่อกันเมื่อทั้งสี่ร่างตกลงสู่พื้นหญ้าข้างลาน บาเรียปราณของพวกเขาคุ้มกันได้พอให้รอดชีวิตแต่สภาพก็สะบักสะบอมทีเดียว
ผู้นำหญิงฟันฝ่าพลังงานกระจายและลุกขึ้นด้วยกระบี่ในมือ แต่ร่างกายสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด เืซึมออกมาจากหัวคิ้วที่โดนสะเก็ดหิน
"สัตว์ประหลาด..." เธอเค้นเสียงออกมาด้วยฟันที่กัดแน่น
"ไม่ใช่สัตว์ประหลาด" จ้าวหานลดปืนลงช้าๆ ตัวปืนค่อยๆ ปล่อยไอร้อนออกมาจางๆ "ข้าแค่ใช้ฟิสิกส์ต่างจากพวกท่านเท่านั้น"
เขาก้าวเดินเข้าไปหาผู้นำหญิงอย่างสบายๆ เสียงฝีเท้าหนักแน่นแต่ไม่เร่งรีบ "กลับไปบอกมู่ฉางหยวนด้วยว่า... ถ้าอยากได้ตัวแม่นางมู่ รุ่ยเสวี่ย ให้มาเองอย่าส่งคนกระจอกมา"
ผู้นำหญิงจ้องตาเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ชักกระบี่กลับเข้าฝัก สัญชาตญาณรอดชีวิตของนักรบที่ผ่านศึกมามากบอกเธออย่างชัดเจนว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ตัวเธอหรือทีมจะเอาชนะได้ในสภาพนี้
"ถอย!" เธอสั่งสั้นๆ
สี่ร่างพยุงกันออกไปทางป่าอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้แต่รอยดินพังทลายและกลิ่นดินไหม้ในลาน
จ้าวหานยืนดูจนพวกมันหายเข้าไปในป่าทึบ แล้วจึงหันกลับเข้าถ้ำ
ภายใน มู่รุ่ยเสวี่ยกำลังยืนฟังเสียงะเิจากข้างนอกด้วยใจที่หล่นวูบ เมื่อเห็นจ้าวหานกลับเข้ามาอย่างปกติ ไม่มีาแ ไม่มีรอยขีดข่วน แม้แต่ชุดคลุมก็ไม่เปื้อน นางถึงกับอดถามไม่ได้
"เสร็จแล้วหรือคะ?"
"เรียบร้อย" จ้าวหานตอบพลางเดินไปหยิบเสบียงที่เหลืออยู่ชิ้นสุดท้ายขึ้นมากิน "แต่นี่เป็แค่หน่วยสอดแนมชุดแรก ถ้ามู่ฉางหยวนเป็คนฉลาด เขาจะรู้ว่าต้องส่งกำลังหนักขึ้นมาในรอบถัดไป"
มู่เฉิงประสานมือไว้บนหน้าตัก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความทุกข์ร้อน "สองวันที่รอกำลังเสริม เราอาจจะรับมือการโจมตีหนักได้ไม่ถึงสี่ครั้งถ้าระดับของศัตรูพุ่งขึ้นเรื่อยๆ"
"แล้วก็ไม่ต้องถึงสี่ครั้ง" จ้าวหานเถียงอย่างเงียบๆ "ข้าคิดว่าแค่หนึ่งหรือสองครั้งก็พอให้มู่ฉางหยวนล้มเลิก... หรือไม่ก็มาเองโดยตรง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ข้าอยากให้เกิดขึ้น"
มู่รุ่ยเสวี่ยมองเขาด้วยสายตาที่เจาะลึก "ท่านอยากเผชิญหน้ากับท่านพี่โดยตรงหรือคะ?"
"เื่ในตระกูลของท่านเป็เื่ของท่าน" จ้าวหานส่ายหน้า "แต่คนที่ส่งมือสังหารมาฆ่าคนที่ข้ารับปากว่าจะปกป้อง นั่นเป็เื่ของข้าด้วยแล้ว"
ความเงียบปกคลุมถ้ำอีกครั้ง มีแต่เสียงม่านวารีคลั่งที่ไหลสม่ำเสมอเป็ฉากหลัง
มู่รุ่ยเสวี่ยเดินไปยืนริมปากถ้ำ มองออกไปยังม่านน้ำตกที่เป็กำแพงกีดกั้นธรรมชาติระหว่างพวกเขากับโลกภายนอก นางนึกถึงมู่ฉางหยวน พี่ชายที่เธอไว้วางใจมาตลอด นึกถึงวันเด็กๆ ที่ทั้งสองวิ่งเล่นในสวนหลังคฤหาสน์ตระกูลมู่ วันที่เขาสอนเธอจดจำอักษรจีนโบราณ วันที่เขายืนเคียงข้างเธอในงานศพของบิดา...
และวันที่เขาเลือกส่งผงตามรอยไปกับรถม้าของเธอ
"ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมคนถึงบอกว่า 'อำนาจเปลี่ยนคน'..." นางพึมพำเบาๆ
จ้าวหานไม่ตอบ แต่เขาหยุดเคี้ยวขนมปังลง
[เ้านายครับ... อัตราการเต้นหัวใจของแม่นางมู่ต่ำผิดปกติ น่าจะกำลังประมวลผลข้อมูลที่เ็ปอยู่ ผมแนะนำให้พูดอะไรบางอย่างครับ] ศูนย์กระซิบเบาๆ
'ข้าไม่เก่งเื่ปลอบใจ' จ้าวหานตอบในใจ
[ก็ไม่ต้องเก่งครับ แค่พูดก็พอ]
จ้าวหานถอนหายใจเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบแต่จริง "ท่านไม่ได้ผิดอะไร แม่นางมู่"
นางหันมามองเขา
"ที่ท่านเลือกไว้ใจเขา ที่ท่านรัก ที่ท่านไม่คิดว่าเขาจะทำแบบนี้... ไม่มีอะไรในนั้นที่ผิดเลย" จ้าวหานพูดต่อ ช้าๆ ราวกับคิดเป็คำๆ "คนที่ผิดคือคนที่ทรยศ ไม่ใช่คนที่ถูกทรยศ"
มู่รุ่ยเสวี่ยจ้องหน้าเขาอยู่นาน แล้วก็หันกลับมองม่านน้ำตกอีกครั้ง ริมฝีปากของนางสั่นเล็กน้อยก่อนจะนิ่ง
"ขอบคุณค่ะ" นางกล่าวเสียงเบา
[เยี่ยมมากครับเ้านาย! ผมบันทึกไว้ในฐานข้อมูลแล้วนะ ว่านี่คือครั้งแรกที่คุณพูดปลอบใจคนได้โดยที่ไม่ต้องให้ผมร่างสคริปต์ให้!]
'เงียบ.' จ้าวหานสั่งอย่างเ็า
บ่ายของวันนั้น มู่เฉิงได้รับสัญญาณตอบรับจากสาขาหลักที่นครธรณีสาม กองคุ้มกันระดับสูงพร้อมเดินทางและจะมาถึงเร็วกว่ากำหนดเดิม ภายในรุ่งเช้าพรุ่งนี้
ข่าวดีผสมกับข่าวร้าย เพราะในสัญญาณนั้นยังแนบข้อความสั้นๆ ว่า ท่านผู้าุโมู่ฉางหยวนกำลังเดินทางเข้าหุบเขาสิบหมื่นดาราพร้อมกองกำลังส่วนตัวจำนวนมาก
จ้าวหานรับรู้ข้อมูลนั้นแล้วพยักหน้า ก่อนจะถามสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนั้น
"แม่นางมู่... ในสมบัติที่อยู่ในถ้ำนี้ มีเนื้อสัตว์อสูรแห้งหรือโอสถบำรุงเพิ่มเติมอีกไหม?"
มู่รุ่ยเสวี่ยพลิกตาขึ้น "คุณชายจ้าว... ตอนนี้ผู้ทรยศกำลังเดินทางเข้ามา และสิ่งที่ท่านถามคือ..."
"ข้าหิว" จ้าวหานตอบอย่างตรงไปตรงมา "และกายาเหล็กไหลขั้นกลาง้ามวลสารมากกว่าขั้นต้นถึงสามเท่า ถ้าข้าจะต้องสู้กับท่านผู้าุโของท่านพี่ในพรุ่งนี้ ข้าต้องกินให้อิ่มก่อน"
มู่เฉิงหัวเราะออกมาครั้งแรกนับั้แ่เกิดเหตุ เสียงหัวเราะของชายวัยกลางคนก้องกังวานในถ้ำ ราวกับมันช่วยปลดล็อคความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวัน
มู่รุ่ยเสวี่ยถอนหายใจยาวพลางยิ้มเผลอตัว "หีบสีน้ำตาลด้านซ้ายสุดค่ะ เนื้อตากแห้งอสูรสองร้อยชั่ง ของตระกูลมู่เก็บไว้สำหรับการเดินทางฉุกเฉิน"
จ้าวหานลุกขึ้นเดินตรงเข้าไปหาหีบนั้นทันทีโดยไม่รีรอ
คืนนั้นในถ้ำลับเื้ัม่านวารีคลั่ง จ้าวหานกินจนหีบว่างเปล่า เตาปฏิกรณ์ชีวภาพทำงานหนักตลอดคืนอีกครั้ง แปลงมวลสารจากเนื้อสัตว์อสูรให้กลายเป็ความหนาแน่นที่เพิ่มขึ้นในทุกอณูของกายาเหล็กไหล
รุ่งเช้าที่รออยู่นั้นจะไม่ง่าย แต่จ้าวหานก็ไม่เคยอ้อนขอให้อะไรง่ายขึ้นเลยสักครั้ง