ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 65 ดันเจี้ยนยกระดับ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 65 ดันเจี้ยนยกระดับ



            คาลอสกระชับด้ามขวานในมือ จดจ้องไปยังกลุ่มคนที่ค่อยๆ รายล้อมเข้ามาจากทุกทิศทาง


            ชายหนุ่มเองไม่ใช่หมูในอวยที่ทุกคนจะจัดการเมื่อไหร่ก็ได้ ความสามารถของคาลอสเป็นของจริง อาวุธในมือของเขาก็ทรงพลัง ไม่มีใครกล้าบุ่มบ่ามทำอะไร สิ่งที่ทุกคนกำลังทำตอนนี้คือโอบล้อมไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายหลบหนี


            ส่วนผู้อาวุโสสามยังคิดมากไปกว่านั้น หากต้องการให้เรื่องจบโดยสมบูรณ์ เขาต้องหาทางสังหารอีกฝ่ายในช่วงชุลมุนให้จงได้


            ไม่มีสิ่งใดที่ปิดปากเงียบสนิทได้ดีเท่าศพคนตายอีกแล้ว!


            ในจังหวะที่ทุกคนจับจ้องให้ความสนใจมาที่ชายหนุ่มร่างสูง ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าลูกแก้วสีฟ้าด้านในปะรำพิธีเริ่มมีอาการสั่นไหวเล็กๆ คลื่นพลังสีฟ้าโดยรอบเคลื่อนไหวในรูปแบบที่ต่างไปจากเดิม


            ส่วนขวานสีแดงในมือของคาลอสก็ปลดปล่อยพลังงานธาตุไฟออกมาตามเจตนารมณ์ของผู้ที่เป็นเจ้าของ หากสถานการณ์ยังคงแย่ลงเรื่อยๆ มีแต่จะต้องฟาดฟันมันออกไปประหัตประหารอีกฝ่ายให้ลดจำนวนลงไปบ้างเท่านั้น


            พลังงานธาตุไฟส่วนเกินที่แผ่ออกมา เมื่อสังเกตดูดีๆ จะเห็นว่ามีบางส่วนที่โดนดูดซับโดยลูกแก้วสีฟ้า สีของลูกแก้วดูเข้มขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่ผ่านไป


            “ท่านลุงดาเรียส เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน เหตุใดท่านช่างมุทะลุขนาดนี้!” หญิงสาวจ้องมองสถานการณ์โดยรอบ ต่อให้รู้ว่าการเจรจากับลุงดาเรียสจะไม่เกิดประโยชน์อันใดมากนัก แต่เมื่อมาถึงขนาดนี้แล้วลองดูก็ไม่เสียหาย


            “เฮอะ! ไม่มีอะไรเข้าใจผิดทั้งนั้น ข้าติดตามท่านเจ้าเมืองมาตั้งแต่ตัวเจ้ายังไม่เกิด ประสบการณ์มีมากกว่าเจ้าเยอะ สถานการณ์เป็นเช่นไรข้าย่อมดูออกทั้งนั้น ซีเลีย การที่เจ้ายอมให้มันลากเจ้าไปนู่นมานี่ ข้าบอกตามตรงว่ามันจะต้องทำให้ท่านเจ้าเมืองผิดหวังเป็นแน่ โปรดอย่าขวางข้า อย่างไรวันนี้ข้าก็ต้องลากตัวมันกลับไปลงทัณฑ์!” ชายร่างใหญ่ที่เป็นถึงมือขวาของเจ้าเมือง B-24 กล่าวออกด้วยน้ำเสียงดุดัน


            ในจังหวะที่ชายร่างใหญ่พูดจบ ลูกแก้วขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งเมตรก็พลันสั่นสะเทือน ส่งคลื่นพลังบางอย่างกระจายออกไปทั่วดันเจี้ยน ห้องโถงแห่งนี้พลันสั่นไหว มีรอยแตกแขนงลามไปทั่วกำแพงดิน


            กลุ่มคนที่กำลังเดินล้อมคาลอสหยุดชะงัก สอดส่ายสายตาไปทั่วก่อนจะไปหยุดที่ลูกแก้วด้านในปะรำพิธี ตอนนี้มันกลายสีน้ำเงินเข้มเป็นที่เรียบร้อย คลื่นพลังที่ส่งออกมาจากมันดูรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ


            คาลอสพยายามจับขวานในมือของตนไว้แน่น เขารู้สึกได้เลยว่าขวานเพลิงสุริยันของเขามีอาการแปลกๆ เหมือนพลังบางส่วนของมันเข้าไปเติมเต็มให้กับลูกแก้วสีฟ้าที่บัดนี้กลายเป็นสีน้ำเงินเข้มไปแล้ว


            คาลอสจ้องมองที่ลูกแก้วด้วยความแปลกใจ เขาไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรและกำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาพยายามระงับพลังธาตุไฟที่ขวานส่งออกมา แต่ดูเหมือนว่าจะช้าไปเสียแล้ว ลูกแก้วภายในปะรำพิธีเหมือนจะได้รับสิ่งที่มันต้องการเพียงพอแล้ว พลังของมันเริ่มเสถียรมั่นคง


            “แกนกลางดันเจี้ยน... เกิดอะไรขึ้นกัน?” ซีเลียเองก็หันไปมองฉากที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับคนอื่นๆ เธอรู้ว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือแกนกลางของดันเจี้ยน เป็นเหมือนกับหัวใจหลัก คอยควบคุมความเป็นไปภายในดันเจี้ยนแห่งนี้


            เวลาสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมา นักล่า นักผจญโชคต่างเดินทางมาที่ดันเจี้ยนแห่งนี้ และคว้าสมบัติภายในออกไป


            ดันเจี้ยนนี้จึงไม่ต่างไปจากมิติโล่งๆ ที่เหลือเพียงแค่สัตว์อสูรและแกนกลางที่ยังคงอยู่ ไม่มีของมีค่าใดอีก และเนื่องจากดันเจี้ยนโบราณแห่งนี้ได้รับการอนุรักษ์เอาไว้ จึงมีประกาศห้ามไม่ให้ทำลายแกนกลางดันเจี้ยน ส่งผลให้ดันเจี้ยนยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน


            “นี่ ไม่จริง... ดันเจี้ยนกำลังยกระดับ?” ดาเรียสจ้องมองก้อนกลมๆ ตรงหน้าด้วยความตกใจ


            ไม่ใช่เรื่องปกติที่ดันเจี้ยนจะสามารถพัฒนาระดับขึ้นไปได้ จำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบมากเพียงพอที่จะทำให้ดันเจี้ยนยกระดับ กับดันเจี้ยนระดับต่ำอายุสองร้อยกว่าปีแห่งนี้ ของมีค่าภายในก็ล้วนถูกเก็บไปหมดแล้ว ไม่เคยมีวี่แววว่ามันจะสามารถพัฒนาต่อไปได้ เจ้าเมือง B-24 ทุกรุ่นจึงเก็บรักษามันเอาไว้อย่างดี ให้เป็นมรดกแก่คนรุ่นหลัง


            พลังงานจากแกนกลางของดันเจี้ยนพวยพุ่งจนเกิดผลกระทบต่อดันเจี้ยนทั้งหมด ช่องทางเดินที่เคยมีกลับหาย ช่องทางที่ไม่เคยมีโผล่ขึ้นมาใหม่ เส้นทางภายในมิติแห่งนี้เปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งหมด


            เสียงร้องของสัตว์อสูรดังมาให้ได้ยินเป็นระยะ เสียงที่เปล่งออกมาของพวกมันเหมือนมีพลังอำนาจแผ่ออกมาอย่างน่าประหลาด ผิดไปจากสัตว์อสูรระดับต่ำที่เกิดภายในดันเจี้ยนแห่งนี้


            “กร๊าซซซซ”


            ตึง ตึง ตึง!


            ทั้งเสียงร้องคำราม ทั้งเสียงวิ่ง ล้วนมุ่งหน้าเข้ามาใกล้ห้องโถงแห่งนี้กันหมด และไม่ได้มีแค่เสียงเดียว เสียงสัตว์อสูรดังมาจากทุกทิศทาง เหมือนล้อมกรอบมนุษย์เหล่านี้ไว้ตรงกลาง


            เพียงไม่นาน เหล่าอเวกภายในห้องก็สังเกตเห็นร่างสัตว์อสูรที่วิ่งเข้ามาหา พวกมันแต่ละตัวดูหิวกระหายบ้าเลือด พลังที่ปลดปล่อยออกมาไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเหล่ามนุษย์ที่อยู่ด้านในเลย


            ดันเจี้ยนแห่งนี้...ไม่ใช่ดันเจี้ยนระดับต่ำอีกต่อไป


            สัตว์อสูรนับสิบที่วิ่งเข้ามาจากทุกช่องทางล้วนแต่เป็นสัตว์อสูรระดับหก ทั้งยังมีบางตัวที่ปลดปล่อยรัศมีน่าเกรงขามที่เหนือชั้นขึ้นไปกว่าสัตว์อสูรตัวอื่นๆ


            “สะ...สัตว์อสูรระดับหก....” อเวกบางคนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นๆ จิตใจของเขาตกไปอยู่ตาตุ่มทันทีที่เห็นสัตว์อสูรทรงพลังจำนวนมาก การจะหลบหนีออกไปมีเพียงแต่จะต้องฝ่าวงล้อมสัตว์อสูรเหล่านี้ออกไปเท่านั้น


            ถูกต้อง! จำเป็นต้องฝ่าวงล้อมสัตว์อสูรออกไป


            ชายหนุ่มที่อยู่ใจกลางห้องโถงตัดสินใจในทันที หลังจากดันเจี้ยนยกระดับ สภาพแวดล้อมทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง อันตรายที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ทุกคนลดความสนใจจากคาลอส ซึ่งนั่นคือโอกาสดีที่เขาจะหลบหนี


            คาลอสโอบร่างของซีเลียไว้แน่นก่อนจะพุ่งตรงไปยังเส้นทางที่มีเพียงสัตว์อสูรระดับหก เขากวัดแกว่งขวานสร้างการโจมตีอันรุนแรงปัดสัตว์อสูรร้ายให้พ้นทาง พุ่งตัวฝ่าวงล้อมของสัตว์อสูรได้ในทันที


            มีหลายคนที่เห็นโอกาสนี้และพยายามจะฝ่าวงล้อมตามออกไป แต่น่าเสียดายที่คนเหล่านั้นไม่ได้มีพลังโจมตีรุนแรงพอจะเปิดทางให้ตนเองเหมือนคาลอส


            ดาเรียสที่เห็นท่าไม่ดีจึงกระโดดถอยหลัง ตะโกนสั่งทุกคนให้รวมตัว สัตว์อสูรที่มุ่งหน้าเข้ามาไม่ได้มีเพียงแค่สัตว์อสูรระดับหกเท่านั้น ตัวที่เขาเพิ่งจะเผชิญหน้าเมื่อครู่เป็นถึงสัตว์อสูรระดับเจ็ด ร่างกายของมันแข็งแกร่งมากจนแม้แต่อเวกระดับเจ็ดอย่างเขายังทำร้ายอีกฝ่ายไม่ได้มาก และหากเผลอไผลไปอาจถูกเล่นงานกลับได้ง่ายๆ


            “พวกเราต้องฝ่าออกไปทางด้านซ้าย ด้านนั้นมีแต่สัตว์อสูรระดับหก รวมกำลังกันแล้วฝ่าออกไปเดี๋ยวนี้ ไป!” ดาเรียสตะโกนสั่งทุกคนทันที ทุกวินาทีมีค่า เขาไม่มีเวลามากนักให้ตัดสินใจ จังหวะนี้ทำอะไรได้ก็ให้ทำไปก่อน


            ทุกคนรวมตัวกันทำตามคำสั่งของดาเรียสอย่างเคร่งครัด รวมถึงผู้อาวุโสสามและห้าจากตระกูลเดสมอนด้วย พวกมันทั้งสองคนขมวดคิ้วมุ่น ภายในใจคิดว่าตนไม่น่าตัดสินใจตามเข้ามาในดันเจี้ยนแห่งนี้เลย หากปล่อยให้กองกำลังของเจ้าเมืองจัดการทั้งหมด บางทีทุกคนอาจจะตายอยู่ในดันเจี้ยนแห่งนี้ ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวโยงมาถึงพวกตนก็เป็นได้


            ชายชราทั้งสองคนรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจของตนเอง แต่ตอนนี้จำต้องทำตามคำสั่งของดาเรียสไปก่อน เพื่อหาทางเอาตัวรอดออกไปจากนรกแห่งนี้


            กองกำลังอเวกนับสิบคนพยายามตีฝ่าวงล้อมของสัตว์อสูรในเส้นทางที่ดูปลอดภัยที่สุด แต่ต่อให้ปลอดภัยที่สุดอย่างไรก็ต้องเจอกับสัตว์อสูรระดับหกจำนวนมากอยู่ดี มีหลายคนในกลุ่มที่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสัตว์อสูรเหล่านี้


            การฝ่าฟันเต็มไปด้วยความยากลำบาก มีอเวกระดับหกหลายคนบาดเจ็บ แต่ก็มีอเวกระดับเจ็ดในกลุ่มเข้ามาต้านรับการโจมตีเสมอ ทุกคนจึงยังอยู่รอดปลอดภัยดี ใกล้ที่จะฝ่าวงล้อมสัตว์อสูรออกมาได้สำเร็จ


            “สัตว์อสูรระดับเจ็ดกำลังมา!” หนึ่งในกลุ่มกองกำลังฝ่ายมนุษย์ร้องตะโกนเตือนทุกคนทันทีที่เห็นสัตว์อสูรระดับเจ็ดพุ่งตามมาด้านหลังด้วยความเร็วสูง ดูเหมือนมันจะหิวกระหายเลือดเนื้อของมนุษย์อย่างมาก ถึงขนาดโจมตีสัตว์อสูรตัวอื่นเพื่อสร้างช่องทางเดินให้ตนเอง


            ผู้อาวุโสสามหันไปมองเหตุการณ์ด้านหลังด้วยสีหน้าหวาดกลัว ตัวมันที่ใกล้จะหลุดพ้นการล้อมกรอบของสัตว์อสูรก็ร่ำร้องว่าย่ำแย่ในใจ


            ต่อให้ตัวมันหนีออกไปได้ แต่หากถูกสัตว์อสูรระดับเจ็ดไล่ตามก็คงไม่มีทางหลุดออกจากวงล้อมสัตว์อสูรได้ สุดท้ายจะต้องถูกกลุ่มสัตว์อสูรรุมกินโต๊ะอย่างแน่นอน


            ผู้อาวุโสสามแห่งตระกูลเดสมอนหันไปมองผู้อาวุโสห้าที่อยู่ใกล้ๆ ทั้งคู่สื่อสารกันทางสายตา ความคิดชั่วร้ายบางอย่างพลันปรากฏขึ้นในใจ


            ถ้าหากมีตัวล่อสัตว์อสูร มีคนคอยกันทางให้เล่า? บางที...บางทีพวกตนอาจจะหนีรอดหาทางออกไปจากดันเจี้ยนแห่งนี้ได้สำเร็จก็เป็นได้ และด้วยสถานการณ์เช่นนี้คงเป็นเรื่องยากที่กลุ่มกองกำลังจากจวนเจ้าเมืองจะรอดชีวิตกลับไปบอกใครได้


            แววตาของผู้อาวุโสสามกลายเป็นโหดเหี้ยม ค่อยๆ หันไปมองหัวหน้ากลุ่มกองกำลังที่ตนติดตามมา


            แผนการยึดครองอำนาจของตระกูลกำลังจะสำเร็จ มันจะไม่ยอมปล่อยให้ตนเองมาตายที่นี่อย่างแน่นอน!


            ปัง!


            ฝ่ามือของชายชราเครายาวส่งเข้าไปกระแทกหน้าอกชายร่างใหญ่ที่พยายามสั่งการคนทั้งหมดให้บุกทะลวงอย่างเป็นระเบียบทันที


            “อั๊ก”


            ร่างใหญ่ไม่ทันตั้งตัวถูกฝ่ามือกระแทกเข้าที่หน้าอกเต็มๆ โดยไม่มีโอกาสได้ป้องกัน ร่างของเขาลอยกระเด็นกลับไปด้านหลัง ออกจากกลุ่มอเวกที่กำลังบุกทะลวงทันที


            “ห๊ะ ท่านดาเรียส!”


            “ท่านดาเรียส!”


            กลุ่มกองกำลังจวนเจ้าเมืองต่างตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น มองเห็นร่างของดาเรียสที่ลอยเข้าหาสัตว์อสูรด้านหลัง


            เป็นจังหวะเดียวกับที่ผู้อาวุโสสามและผู้อาวุโสห้าจากตระกูลเดสมอนพุ่งตัวหลบออกจากฝูงสัตว์อสูรได้เป็นผลสำเร็จ


            “พวกเจ้า!”


            “บัดซบ...พวกมันหนีไปแล้ว”


            “สารเลว!”


            กลุ่มอเวกที่มาด้วยกันต่างมองร่างทั้งสองที่พุ่งหนีไปด้วยความโกรธแค้น พวกเขาอยากจะตามไปสังหารชายชราทั้งสองคนให้ตายตกไปเสีย น่าเสียดายที่สัตว์อสูรที่กำลังพุ่งเข้ามาอย่างบ้าเลือดไม่อนุญาต รวมถึงหัวหน้าของพวกตนยังตกอยู่ในอันตรายอีกด้วย แม้จะเคียดแค้นคนที่หลบหนีไปเพียงใด แต่ชีวิตของหัวหน้าต้องมาก่อน


            กลุ่มกองกำลังจากจวนเจ้าเมืองทั้งอเวกระดับที่หกและระดับที่เจ็ดต่างพุ่งตัวกลับไปต่อสู้กับเหล่าสัตว์อสูร ป้องกันไม่ให้พวกมันใช้จังหวะนี้ทำร้ายดาเรียสที่เพิ่งถูกลอบโจมตี


            ใช้เวลาชั่วครู่ก่อนที่ชายร่างใหญ่จะกลับมาตั้งตัวและป้องกันการโจมตีของกลุ่มสัตว์อสูรได้สำเร็จ ทว่า ช่วงเวลาเหล่านั้นกลับทำให้อเวกระดับที่หกบางคนต้องสูญเสียชีวิตไป


            “ฮว้ากกกก” ดาเรียสดึงอาวุธเข้าห้ำหั่นกับสัตว์อสูรด้วยจิตใจที่บ้าคลั่ง การที่เพื่อนร่วมรบต้องเสียชีวิตลงต่อหน้าต่อตาทำให้จิตใจของเขาเจ็บปวดอย่างยิ่ง ไฟแค้นสุมอยู่ในอก


            เขาสาบานว่าหากตนเองรอดชีวิตไปได้ จะต้องตามล่าชายชราจากตระกูลเดสมอนมาเซ่นสังเวยศพของคนที่ตายให้ได้!



    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน