‘พรุ่งนี้เช้าจะออกเดินทางไปข้างไหนดีน๊าเดินป่าเลียบผาเหยียบเมฆาไปเรื่อยๆ ตามลำพัง หรือว่าลงใต้ไปทางเมืองเส้าเพื่อเข้าร่วมกับคณะนักล่าสัตว์อสูรสักคณะหาประสบการณ์ดี’หยางเถาอวี้ยังคิดไม่ตก รู้แต่เพียงว่าก่อนจะออกเดินทางไปสำรวจทวีปอื่นควรฝึกตนเพิ่มพูนประสบการณ์การต่อสู้ให้เชี่ยวชาญกว่านี้เสียก่อนตามที่รุ่ยเอ๋อพูด กุญแจหยกดอกอื่นๆ ไม่น่าจะอยู่ในทวีปชิงหลงไม่งั้นนางคงสัมผัสได้
หยางเถาอวี้เป็นพวกไม่ชอบคิดมากและก็ไม่ชอบวางแผนแบบตีกรอบตัวเองจนต้องเดินตามตารางเป๊ะๆ ตลอดเวลาขืนทำอย่างนั้นชีวิตคงหมดสีสันกันพอดี พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากันเถอะคืนนี้เข้าไปบ่มเพาะพลังก่อนดีกว่า ว่าแล้วก็แว๊บหายเข้ามิติของรุ่ยเอ๋อไปทันทีนางบอกลาบรรดาสัตว์อสูรและฝากฝังให้ทุกตนช่วยดูแลครอบครัวที่อบอุ่นนี้แทนนางก่อนจะใช้เวลาที่เหลือเข้าไปบ่มเพาะพลังในเรือนไผ่เขียว
ฟ้ายังไม่สางดี หยางเถาอวี้ย่องออกจากบ้านหลังจากปล่อยพวกเสี่ยวเอี๋ยนออกมาจากมิติแล้วจึงทะยานตัวจากไปอย่างเงียบกริบนางตัดสินใจลงไปทางตีนผาเหยียบเมฆาแล้วค่อยเลาะออกชายป่าหมื่นอสูรลงใต้ไปทางเมืองเส้า
ความที่ได้เจอของดีหลายอย่างจากถ้ำแถวผาเหยียบเมฆาซึ่งเป็นจุดที่แทบไม่มีนักล่าสัตว์อสูรคนไหนเดินทางมาสำรวจนางจึงรู้สึกเสียดายหากจะไม่ถือโอกาสลงไปดูให้ละเอียดอีกสักครั้งเผื่อจะได้เจอสมบัติล้ำค่าอะไรเพิ่มเติมอีก
หยางเถาอวี้เดินทางผ่านถ้ำที่เคยเก็บหินแปรปรวนเวลานี้คลื่นพลังแปรปรวนรอบบริเวณเก่ากลับมาเข้มข้นเกือบเท่าเดิมแล้วนับว่าแก่นหินแปรปรวนที่เหลือทิ้งเอาไว้ส่วนหนึ่งทำหน้าที่ของมันได้เป็นอย่างดีค่อยสบายใจหน่อยว่าตนจะไม่ใช่ตัวการที่ทำให้สภาพแวดล้อมของป่าเปลี่ยนแปลงไป
ระยะทางจากใต้ผาเหยียบเมฆาออกไปจนถึงชายป่าด้านเมืองเส้าถือว่าไม่ไกลมากคงไม่เป็นอันตราย อย่าประมาทเลินเล่อจนหลงเดินลึกเข้าไปยังชั้นในของป่าซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับสูงเป็นพอ
ว่ากันว่าใจกลางป่าหมื่นอสูรมีสัตว์เทพอาศัยอยู่ผู้ใดหลงเข้าไปไม่เคยรอดชีวิตกลับออกมาได้เลย ดังนั้นพวกนักล่าจึงเข้าไปล่าสัตว์อสูรกันถึงแค่บริเวณชั้นในเท่านั้นไม่มีใครกล้าบุกรุกเข้าไปถึงใจกลางป่า
ฟ้าเริ่มสว่างจนพอจะมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวได้ชัดขึ้น หมอกหนายามเช้าจางคลายลง หยางเถาอวี้เดินเท้าไปสังเกตุทุกอย่างรอบตัวไปเจอพืชสมุนไพรอะไรใหม่ๆ นางก็ไม่พลาดที่จะเก็บเข้าไปปลูกในมิติไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรยา พืชผลไม้กินได้หรือแม้แต่ดอกไม้สวยงามและเฟิร์น จนข้างเรือนไผ่เขียวแทบจะกลายเป็นสวนป่าขนาดย่อมอยู่รอมร่อมีไม้ดอกไม้ใบปลูกเสียแน่นขนัด
ขณะเดินทางไปได้ราวสิบลี้ นางเจอเข้ากับดงกล้วยไม้ป่าแปลกตาหลากหลายสายพันธุ์ทั้งกล้วยไม้ดินกับกล้วยไม้อากาศซึ่งหมายถึงกล้วยไม้ที่ต้องเกาะหรืออาศัยอยู่บนต้นไม้อื่นนั่นเอง
“ว๊าวๆๆ โชคดีที่สุดเลย คิดไม่ผิดจริงๆที่เลาะมาทางนี้ นี่มันดงกล้วยไม้สวรรค์ชัดๆ เก็บต้นไหนก่อนดีเนี่ยมีทั้งว่านน้ำทอง กล้วยไม้หวายสือหู เพชรหึง ดอกหน้าลิง โอ๊ยๆๆ ลายตาไปหมดแล้วฮือๆๆ ข้าอยากได้แรงงานเพิ่มบัดเดี๋ยวนี้...”
“เจ้านายบ่นไปก็ต้องทำคนเดียวอยู่ดีนะครับ”ทีเจวันเอ่ยทักประสาซื่อ
“ชะชะชะ หนอยตั้งแต่ก่อกำเนิดจิตวิญญาณขึ้นมาได้เนี่ย ปากคอเราะร้ายนะยะ ทำไงได้หละ ที่นี่มีกล้วยไม้สารพัดชนิดเลยกว้างเป็นสิบๆ หลี่ได้เลยละมั้ง นายรู้หรือเปล่า กล้วยไม้ใช้ทำยาได้ตั้งแต่ดอก ใบก้าน ราก เรียกว่าทั้งต้นล้วนเป็นยาได้ ของดีอย่างนี้ชั้นจะเก็บตกเก็บหล่นไม่ด๊ายยยย”หยางเถาอวี้ลากเสียงสูงปรี๊ด
“ดีนะเจ้าคะที่พื้นที่ในมิติขยายตัวออกไปไม่น้อยมิเช่นนั้นอาจไม่พอให้นายหญิงปลูกต้นไม้ได้แล้ว” รุ่ยเอ๋อผสมโรง
“หนอยๆๆๆ สองรุมหนึ่งรึถ้าพวกเจ้าออกมาช่วยเก็บได้ก็รีบออกมาเลย”
“แหะๆๆ รู้ๆ อยู่ว่ากระผมทำไม่ได้ไว้ผมมีแขนงอกออกมาก่อนนะครับ จะช่วยเจ้านายแน่นอน”
“เฮ้ ในเมื่อนายมีจิตวิญญาณแล้วนายก็คิดวิธีเอาแร่โปรทาเนี่ยมที่ปลูกไว้เยอะแยะมาต่อทำเป็นแขนกลขากลบ้างสิ ทีหลังจะได้มาช่วยกัน”
“เอ๋อ ทำอย่างนี้ก็ได้ด้วย?เข้าท่าดีแฮะ งั้นผมขอตัวไปคิดแผนงานก่อนนะครับ”
ที่น่าสนใจอีกอย่างคือต้นยางพารา นางไม่รอช้าจัดการย้ายต้นที่ยังเล็กแต่แข็งแรงเข้าไปปลูกทันที
หยางเถาอวี้เสียเวลาถึงสามวันเต็มๆกับอาณาจักรกล้วยไม้ที่ค้นพบเวลานี้ในมิติของรุ่ยเอ๋อไม่ได้ดูโล่งโจ้งเหมือนเก่าก่อนอีกแล้วมองไปทางไหนก็เห็นเต็มไปด้วยไม้ดอกไม้ผล ทุ่งข้าวจ้าว ข้าวเหนียว ข้าวสาลีไร่ถั่วขนาดเล็กอีกหลายผืน สัตว์ทั่วไปอย่างเป็ด ไก่ นก กระต่ายก็ไม่ขาดสัตว์น้ำกินได้ก็ล้วนมี เวลานี้นางคงมีเลือดเกษตรกรเต็มตัวไม่น้อยหน้าเชอเชียแล้วกระมัง
“น่าจะครบหมดแล้วหละคืนนี้พักจุดนี้อีกคืน พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางต่อ”ขณะหยางเถาอวี้กวาดตามองอีกรอบเป็นครั้งสุดท้าย หางตาพลันเหลือบไปเห็นดอกกล้วยไม้สีแดงสดที่โตอยู่บนคาคบไม้ยืนต้นสูงต้นหนึ่ง
“เอ๋ นั่นดอกอะไรข้าไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่มีอยู่ในสารานุกรมกล้วยไม้ด้วย ต้นไม้นั่นก็น่าสนใจนะ ลักษณะลำต้นสูงตรงเนื้อไม้แข็งดี” นางเดินสำรวจไปรอบต้นเห็นมีต้นเล็กขนาดกำลังเหมาะแก่การขุดไปปลูกจึงไม่รอช้าจัดการขุดและโยนเข้าไปให้รุ่ยเอ๋อทำงานต่อทันที
“พี่รุ่ยเอ๋อรู้จักดอกกล้วยไม้กับต้นไม้ชนิดนี้หรือไม่เจ้าคะ”
“ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเจ้าค่ะแต่ทั้งกล้วยไม้และต้นไม้ชนิดนี้คงไม่ธรรมดา มีพลังปราณแผ่ซ่านออกมาหนาแน่นมาก”
“นั่นสิข้ายังสัมผัสได้ว่าดอกกล้วยไม้นี้มีพลังธาตุไฟที่เข้มข้นมากอีกด้วย เอาเถอะเอาเข้าไปปลูกก่อน อีกหน่อยค่อยมาศึกษามัน”
“พี่รุ่ยเอ๋อ ข้าสงสัยเสียจริงทวีปชิงหลงเป็นทวีปที่มีภูมิอากาศแบบเขตร้อนชื้น มีฝนตกตลอดทั้งปีเรียกว่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดในบรรดาทวีปทั้งห้า มีธาตุดินเด่น แต่ในป่าหมื่นอสูรนี่เหตุใดจึงมีพืชธาตุไฟเด่นมากมายก็ไม่รู้ข้าว่าในป่านี่ต้องมีของวิเศษธาตุไฟอยู่แน่เลย”
“มีความเป็นไปได้สูงทีเดียวเจ้าค่ะ”รุ่ยเอ๋อเห็นด้วย
เดินป่าครั้งนี้นางตั้งใจเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ต่างๆจึงไม่ได้ใช้พลังปราณแต่อย่างใด เพียงเดินเท้าปกติไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อนอันใด
หยางเถาอวี้ใช้เวลาร่วมสิบวันกว่าจะเริ่มเดินพ้นจากแนวผาเหยียบเมฆาผืนป่าตรงหน้าเริ่มแปลกตาออกไป เมื่อลองคำนวณดูก็น่าจะเข้าสู่ชายแดนเมืองเส้าแล้ว คาดว่าอีกวันสองวันก็น่าจะพ้นเขตป่าและได้เห็นหมู่บ้านเมืองเส้าบ้าง‘ตลอดทางที่ผ่านมาไม่เจอคนหรือสัตว์อสูรใดๆ เลยชักคิดถึงเมืองขึ้นมาบ้างแล้วสิ’
เย็นนี้หยางเถาอวี้เลือกทำเลพักผ่อนริมธารสายหนึ่งซึ่งมีน้ำไหลค่อนข้างเชี่ยวนางกำลังล้วงเอามันหัวหนึ่งออกมาโยนใส่กองไฟอยู่ตัวคนเดียวนางไม่ค่อยได้พิถีพิถันเรื่องการกินเท่าไหร่นัก หลังจากที่เนื้อสัตว์ซึ่งวานให้ซู่ซินจัดเตรียมไว้ให้หมดลงจึงกินแต่พวกผลไม้กับหัวมันหัวเผือกเท่านั้น
‘มิใช่ว่านายหญิงกลัวเลือดหรอกหรือเจ้าคะเลยไม่ได้กินเนื้อสัตว์เสียที’
‘ไอ้หยาท่านอย่ามาแอบอ่านความคิดข้าสิพี่รุ่ยเอ๋อ อันที่จริงข้านั้นเป็นพวกคนใจดีต่างหากไม่อยากฆ่าสัตว์ตัดชีวิต’
‘ข้าเชื่อเจ้าค่ะแต่ทำไมยามหลับคุณหนูถึงละเมอออกมาแต่ชื่ออาหารมากมายหละเจ้าค่ะข้าได้ยินเสียงสั่งอาหารทั้งไก่ย่างเอย หมูปิ้งเอย...’
‘ว๊ากๆๆๆ ไม่พูดด้วยแล้ว’เมื่อเถียงแพ้ก็ต้องหาทางกลบเกลื่อน เอาเสียงดังเข้าข่ม เชอะ ยังมาทำหน้ายิ้มเยาะเราอีกเคืองจริงแล้วนะ หยางเถาอวี้ค้อนควักหลายตลบเมื่อถูกรู้ทัน
คืนนี้หยางเถาอวี้ตั้งใจจะนอนค้างกลางป่าแทนที่จะเข้าไปนอนในเรือนไผ่เขียวเหมือนทุกทีใกล้จะออกจากป่าแล้วนางจึงอยากดื่มด่ำกับบรรยากาศการพักแรมท่ามกลางธรรมชาติภายนอกยามค่ำคืนบ้างนางหยิบทุเรียนออกมาปอกและกองไว้ที่พื้นข้างกองไฟที่ก่อไว้ให้ความอบอุ่น ตระเตรียมกินคู่กับหัวมันเป็นอาหารเย็น
“มันสุกแล้ว ฮุ้ย ไม่ได้กินมาเสียนานตั้งแคมป์แบบนี้มันต้องกินมันเผาถึงจะได้บรรยากาศสุดๆ ไปเล้ย”หยางเถาอวี้หากิ่งไม้แถวนั้นมาเขี่ยมันเผาออกจากกองไฟจากนั้นจึงล้วงชามขนาดกลางกับคีมคีบอาหารที่สั่งทำมาเป็นพิเศษก่อนเดินทางออกมาจากมิติใช้คีมคีบหนีบมันเผาร้อนๆ กลิ่นหอมฉุยขึ้นมาวางพักในชาม จากนั้นจึงหันไปด้านข้างหมายจะหยิบทุเรียนขึ้นมากินระหว่างรอให้มันเผาเย็นลงสักหน่อย
“เอ๋... ทุเรียนข้า.. ทำไมมันเหลือแค่ครึ่งเดียวหละนี่ผีหลอกแล้ว”
“นายหญิงไม่ได้หยิบไปกินก่อนแล้วหรอกหรือเจ้าคะ”
“ไม่นะ ข้ายังไม่ได้กินเลย”
“แต่มันเหลือครึ่งเดียวถ้าจะมีตัวอะไรมาขโมย ข้าก็ไม่เห็นรู้สึกถึงสัตว์หรือคนที่จะมาแอบขโมยไปเลยนะเจ้าคะ”รุ่ยเอ๋อทำท่าครุ่นคิด
“แต่ข้าก็ไม่ได้สมองฝ่อซะหน่อยยังไม่ได้กินจริงๆ นะ” หยางเถาอวี้ลุกขึ้นกวาดตามองไปรอบตัว เวลานี้ยังไม่มืดสนิทยังมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบด้านได้ชัดเจน
“มันหายไปได้ยังไงกัน” สองคิ้วของนางขมวดพันกันจนเป็นโบว์หนาอย่างไรก็นึกไม่ออก ทีเจวันหายหัวไปตั้งแต่นางทักเรื่องสร้างแขนกล ป่านนี้ก็ยังไม่ยอมส่งเสียงออกมาบ้างส่วนนางกับรุ่ยเอ๋อกลับไม่อาจตรวจพบสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่จะเป็นจำเลยของคดีนี้ได้เลย
“ในเมื่อยังหาสาเหตุไม่พบก็ช่างมันก่อนเถอะคิดไม่ออกก็ยังไม่ต้องคิดมัน เฮ่อ กินข้าวๆ เอ้ยกินมันเผากะทุเรียนที่เหลือก่อนละกัน กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” พูดจบหยางเถาอวี้ก็นั่งลงแม้สงสัยใจนักหนา แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง นางหันไปจะคว้าชามใส่มันเผามากินเสียหน่อย
“เฮ้ย....... มันเผาหายยยยย ผีหลอก ผีหลอกแล้วแน่ๆ แม้แต่ชามก็หาย”หยางเถาอวี้ร้องเสียงหลงขึ้นมาพร้อมดีดตัวลุกขึ้นยืนอีกหน ขนแขนขนหัวลุกตั้งชันสันหลังก็หนาวยะเยือกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย งานนี้ต้องเป็นผีแน่ๆ บรื๋อออออดูเหมือนว่าต่อมเหตุผลจะหยุดทำงานกะทันหันซะงั้น นางเหลียวมองรอบตัวก็ไม่เห็นอะไรความกลัวในสมองกำลังตีกับความระแวงสงสัย จะหนีเข้าไปในมิติดีหรือไม่หรือจะอยู่ข้างนอกพิสูจน์ความจริง...
ขาไวเท่าความคิดหยางเถาอวี้ทะยานร่างขึ้นไปอยู่บนกิ่งไม้เหนือศีรษะและรีบลบร่องรอยของตนทันที ไม่เท่านั้นนางยังปลุกทีเจวันให้ออกจากภวังค์ความคิดมาช่วยเปิดโหมดพลางตัวซ้ำ สายตาเฝ้ามองเบื้องล่างอย่างจดจ่อ
ราวชั่วจิบชาต่อมา จู่ๆ นางก็มองเห็นสิ่งที่เหมือนแขนน้อยๆโผล่ออกมาจากความว่างเปล่าข้างกองไฟข้างล่าง แขนนั้นมีเส้นขนสีเหลืองทองมันโผล่ออกมาคว้าทุเรียนที่เหลืออีกครึ่งลูกแล้วก็ผลุบหายไปเข้าในอากาศอีกหน
หยางเถาอวี้ผู้เห็นเหตุการณ์อย่างถนัดถนี่ขยี้ตาแล้วขยี้ตาอีกคิดกลับไปกลับมาหลายตลบ
“ไอ้แขนนั่นมันตัวอะไรไม่น่าใช่ผีแล้ว ถ้าเป็นผีมันจะกินอาหารรึอย่างนี้มันต้องเป็นสัตว์ที่มีความสามารถพิเศษบางอย่างมากกว่า”
‘นายหญิงเจ้าคะข้าเคยได้ยินมาว่ามีสัตว์อสูรชนิดหนึ่งสามารถเปิดปิดมิติ หลบซ่อนตัวอยู่ในนั้นหรือเดินทางข้ามระยะทางเป็นพันๆ หลี่ด้วยการเคลื่อนย้ายในพริบตาได้เจ้าค่ะสัตว์ตัวเมื่อครู่ คล้ายโผล่ออกมาจากความว่างเปล่าหรือจะเป็นสัตว์อสูรที่ว่านะเจ้าคะ’
‘ฟังดูเหมือนพวกเทเลพอร์ทจัง สัตว์อสูรข้ามมิติเหรอมันมีชื่อเรียกหรือไม่’
‘นานมาแล้ว มันถูกเรียกว่าซือคงจ่วนอี๋เจ้าค่ะ แต่มันหายสาบสูญไป ไม่เคยปรากฏตัวออกมาให้ผู้ใดพบเห็นมันมาเป็นหมื่นๆปีแล้วเจ้าค่ะ เจ้าตัวที่เราเห็นอาจจะไม่ใช่ก็ได้’
‘แต่ก็มีความเป็นไปได้มากเลยใช่ไหมล่ะหนอย บังอาจมาขโมยของกินของข้า เรื่องนี้เรื่องใหญ่ อภัยให้ไม่ได้เด็ดขาดจะจัดการกับมันยังไงดีเนี่ย’ หยางเถาอวี้ครุ่นคิดงึมงำ
‘ก่อนอื่นลองวางของกินล่อมันดูอีกทีดีกว่า ดูซิว่ามันจะโผล่ออกมาอีกไม๊’คิดได้ดังนั้นหยางเถาอวี้ก็หยิบเอาทุเรียนออกมาวางไว้ข้างกองไฟอีกสองลูก
เพียงไม่นานเจ้ามือปริศนาข้างนั้นก็โผล่ออกมาอีกคราวนี้โผล่ออกมาสองข้างเลยทีเดียว คว้าทุเรียนสองลูกแว๊บหายไปพร้อมๆ กัน
‘ตะกละจริงๆ แถมยังกินจุนักไหนลองอีกหนซิ’คราวนี้หยางเถาอวี้ล้วงลูกมะม่วงสุกออกมากองโต ‘ตะกี้วางทุเรียนสองลูกมันโผล่แขนออกมาสองข้างข้าจะวางมะม่วงกองใหญ่ให้เจ้า ดูซิว่าจะเอากลับไปยังไง’
ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปหยางเถาอวี้ก็ได้เห็นพฤติกรรมแบบเดิมเพิ่มเติมคือคราวนี้เจ้าตัวร้ายมันโผล่ออกมาทั้งตัวแถมยังนั่งลงกัดแทะลูกมะม่วงสุกอย่างสบายใจเฉิบ สงสัยคงย่ามใจมันหยิบลูกแรกมาชิมก่อน จากนั้นก็นั่งแหมะลงปักหลักกินด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยยิ่งแต่ทันทีที่หยางเถาอวี้เห็นตัวมันเต็มๆ นางก็แทบตาเหลือกถลน
‘ปะ ปะ ปิกาจู ปิกาจูชัดๆๆๆ’เจ้าสัตว์ขนสีเหลืองทองที่นางเพิ่งเห็นมีลักษณะตัวเล็กอ้วนกลมราวลูกกระต่ายขนทั่วตัวเป็นสีเหลืองทองสวยงาม มีหางเป็นพวงยาว ใบหูกางยาวคล้ายหูกระต่ายสองขาหลังก็คล้ายขากระต่าย แต่ขาหน้ากลับมีลักษณะเหมือนลิงหรือกระรอกคือสามารถกำสิ่งของได้ เรียกว่าแขนคงจะถูกต้องกว่าดวงตาสีน้ำตาลทองของมันกลมโตกระจ่างใส พวงแก้มยุ้ยขยับรับจังหวะเคี้ยวตุ้ยๆ แลดูน่ารักน่าชังเป็นที่สุดหยางเถาอวี้ได้เห็นเข้าเต็มสองตา ความขุ่นเคืองทั้งหลายมลายหายไปหมด เหลือแต่สายตาโลลิค่อนอย่างไรอย่างนั้นแทบอยากกระโดดลงไปกอดหอมมันสักฟอด
‘โอยๆๆ ใจละลายยยยย’
‘ดูจากลักษณะของมันแล้วคงเป็นซือคงจ่วนอี๋จริงๆเจ้าค่ะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีโอกาสได้พบเจอตัวมันเป็นๆ อย่างนี้ แต่เจ้าตัวนี้คงเป็นเพียงลูกอ่อนเท่านั้นอาจจะพลัดหลงกับแม่ของมันมานะเจ้าคะ’
‘ลูกอ่อนเหรอเป็นสัตว์อสูรระดับไหนกันนะ ข้าไม่กล้าแผ่สัมผัสออกไปตรวจสอบ กลัวมันจะรู้ตัวถ้าขนาดตัดผ่ามิติได้ มันน่าจะมีประสาทสัมผัสที่ไว้ต่อคลื่นพลังในอากาศไม่น้อยแต่เห็นอย่างนี้แล้วก็ค่อยสบายใจหน่อย อย่างน้อยมันก็ดูจะไม่เป็นอันตราย(อีกอย่างก็ไม่ใช่ผี เฮ่อ ค่อยยังชั่ว)’
‘ปกติซือคงจ่วนอี๋ถือเป็นสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ระดับบรรพกาลเลยนะเจ้าคะ แต่ข้าก็ไม่อาจสัมผัสได้เช่นกันว่าเจ้าตัวเล็กนี้มีระดับพลังอยู่ขั้นไหนว่ากันว่าพวกมันมีนิสัยรักสงบ ไม่ดุร้ายเจ้าค่ะ’
‘สายเลือดสูงส่งปานนั้นเชียว’สีหน้าของนางราวกับมีเครื่องหมายคำถามแปะอยู่ ‘แล้วทำไมต้องมาลักกินขโมยกินของชาวบ้านแบบนี้ด้วยนะงงจริงเชียว’
‘แต่เอาเถอะในเมื่อท่าทางไม่เป็นพิษเป็นภัยอย่างนี้ก็แล้วไป งั้นข้าจะลงไปละ อยากรู้นักว่ามันจะทำยังไง’
ทันทีที่ตัดสินใจ หยางเถาอวี้จึงทะยานร่างลงไปด้วยท่วงท่าที่นุ่มนวลยิ่งเผื่อเจ้าตัวเล็กข้างล่างจะได้ไม่ตกใจ แต่ทันใดนั้นเช่นกันเจ้าตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมาสบเข้ากับดวงตาโลลิค่อนอันงดงามอ่อนโยนของหยางเถาอวี้แว่บหนึ่งก่อนที่มันจะทำหน้าตกอกตกใจและกระโจนหายไปในอากาศเฉกเช่นตอนโผล่ออกมาหลงเหลือไว้เพียงซากเปลือกกับเม็ดมะม่วงที่มันทิ้งเรี่ยราดไว้บนพื้นกับลูกมะม่วงสุกอีกครึ่งกองที่ยังกินไม่หมด
วินาทีที่เท้าของหยางเถาอวี้ลงแตะพื้นคือวินาทีที่มือสองข้างของมันโผล่ออกมาจากกลางอากาศอีกครั้งอย่างรวดเร็วและฉวยคว้ามะม่วงสุกกลับเข้าไปอีกสองลูก....
ดูดู๊ ดูมันทำเข้า......
------------------
ภาพซือคงจ่วนอี๋ในใจไรท์ [รูปร่างเหมือนผีข่าชิว (ปิกาจู)]: ถ้าผิดลิขสิทธิ์ฝากรี๊ดเตือนด้วยนะฮัฟ