ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 68 ใคร!

            หลินหยางดึงเอาเก้าอี้ตัวหนึ่งออกมาจากนั้นก็นั่งลงตรงบริเวณด้านหลังของแผงลอย

            จ้าวเหวินชางก็สั่งให้เหล่านักรบของตระกูลจ้าวไปยืนคุ้มกันอยู่ด้านข้างส่วนตัวเองก็ไปยืนอยู่ข้างหลินหยางพร้อมกับจ้องเขม็งไปที่ถุงฟ้าดินในมือของสวี่เหยา

            สีหน้าของสวี่เหยานั้นยังคงเรียบเฉยหลังจากศึกษาข้อมูลของสินค้าที่อยู่ในถุงฟ้าดินจนหมดแล้ว นางก็แย้มรอยยิ้มเรียบๆ ออกมา

            ในช่วงครึ่งปีมานี้นางเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดรอบรู้และเชี่ยวชาญในข้อมูลของสินค้าที่วางขายอยู่ในตลาดเป็นอย่างดีในช่วงเวลาสั้นๆ นางก็สามารถคิดวิธีที่จะทำให้หลินหยางรู้สึกพอใจออกมาได้แล้ว

            แม่สาวน้อยผู้มีพรสวรรค์ด้านการค้าคนนี้กำลังจะแสดงให้ผู้คนได้เห็นถึงสติปัญญาและความสามารถของนางแล้ว

            ..................................

            ณ หอฟ้าสมุทร ชั้นสอง

            จางชิงนั้นกลับมาที่ห้องทำงานของตัวเองด้วยท่าทางหงุดหงิดจากนั้นก็ยกกาน้ำชาที่บรรจุชาชั้นดีเอาไว้ในนั้นขึ้นมายกซดไปอึกใหญ่

            พอกลืนใส่แล้วก็ถุยเอาใบชาออกจากปากพร้อมกับบ่นพึมพำว่า “ให้ตายเถอะ พวกนั้นมันทำให้ข้าเสียเวลาจรงิๆเดี๋ยวต้องไปบอกเบื้องบนให้กดราคาพวกตระกูลจ้าวให้หนักเลยคอยดู...”

            ระหว่างที่พูดอยู่นั้น มือหนึ่งก็ยกกาน้ำชาเอาไว้มืออีกข้างหนึ่งก็ทำบัญชีของตัวเองไปด้วย

            แต่หลังจากเวลาผ่านไปไม่ถึงยี่สิบนาที

            อยู่ๆ ก็มีคนเปิดประตูห้องทำงานของเขาอย่างแรงลูกสมุนของเขาที่เป็นเถ้าแก่ระดับหนึ่งดาวพุ่งเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าหรือหรา

            “เถ้าแก่จาง เร็ว รีบไปที่ชั้นล่างเร็วตอนนี้กำลังคึกคักใหญ่แล้ว”

            หืม?

            จางชิงยังคงสับสนอยู่

            “เกิดอะไรขึ้น?”

            “ชั้นล่างมีแผงลอยร้านหนึ่งที่สุดยอดมากของแต่ละอย่างที่พวกนั้นมีอยู่ล้วนเป็นขุมทรัพย์ชั้นยอดแทบทั้งนั้นคนเกือบครึ่งเมืองล้วนไปรุมอยู่ที่แผงลอยนั่นกันหมดแล้วตอนนี้แผงลอยนั่นมีสภาพไม่ต่างอะไรกับงานประมูลขนาดย่อมๆ เลย! ได้ยินมาว่ามีผู้เฒ่าระดับสามหลายคนเองก็รีบถ่อไปดูกันแล้ว!”

            แผงลอยอย่างนั้นหรือ?

            งานประมูลขนาดย่อมรึ?

            ไม่รู้ทำไมพอจางชิงได้ยินข่าวนี้แล้วก็เกิดความรู้สึกไม่ดีบางอย่างขึ้นในใจ

            “ใครเป็นคนเช่าแผงลอยนั่นหรือ ?” เขาถามขึ้น

            “รู้สึกว่าจะเป็นพวกที่เพิ่งมาครั้งแรกเช่าไปนะถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นสมาคมการค้าระดับสามที่ชื่อว่าสมาคมการค้าตระกูลจ้าวนะ...”

            นั่นปะไร

            กาน้ำชามูลค่าพันชั่งนั้นหลุดจากมือเขาจนร่วงลงพื้นไป

            ..................................

            ณ บริเวณชั้นหนึ่งของหอฟ้าสมุทร

            ตั้งแต่หอแห่งนี้เคยเปิดทำการมานั้นยังไม่เคยปรากฏความเคลื่อนไหวระดับนี้ขึ้นมาก่อนเลย

            ผู้คนนับหมื่นมายืนมุงอยู่หน้าแผงลอยที่ดูจืดชืดและธรรมดามากขนาดนี้พวกเขาต่างก็เขย่งเท้ายื่นคอไปมองสาวน้อยผู้งดงามที่ยืนอยู่ตรงกลางแผงลอยนี้

            สาวน้อยคนนี้ได้กลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งหมดไปแล้ว รอยยิ้มของนางนั้นทำให้ผู้คนหวั่นไหวเมื่อรวมกับน้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะของนางแล้ว ยิ่งทำให้นางดูมีเสน่ห่าดึงดูดมากขึ้นกว่าเดิม

            “ของชิ้นต่อไป ข้าเชื่อว่าพวกท่านต้องชอบแน่ๆ”

            สาวน้อยมองไปที่แววตาอันร้อนแรงที่เหล่าผู้คนที่มายืนมุงอยู่ด้านนอกนับหมื่นคนจ้องมองมาที่นางอย่างคาดหวังและแน่นอนว่านั่นคือเป้าหมายที่นางตั้งเอาไว้อยู่แล้ว

            นางใช้ทั้งร่างกายและคำพูดอันทรงเสน่ห์ของนางดึงดูดความสนใจของคนรอบข้างให้มารวมอยู่ที่นางได้อย่างชาญฉลาดขณะเดียวกันสองมืออันเรียวยาวของนางก็ล้วงไปในถุงฟ้าดินแล้วหยิบเอาของอีกอย่างหนึ่งขึ้นมา

            “โอ้สวรรค์! นั่นมันโอสถของสัตว์อสูรระดับราชันนี่!”

            มีคนส่งเสียงตกใจขึ้นจากในฝูงชน

            สัตว์อสูรระดับราชันนั้นเป็นตัวที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงโอสถของมันนั้นมีประโยชน์กับยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงเป็นอย่างมากและกลับเหล่ายอดฝีมือระดับเซียนเทียนยิ่งแล้วใหญ่เลย

            มันคือของชั้นดีที่ไม่มีทางพบเห็นได้ตามปกติแน่นอน

            “ท่านผู้กล้าช่างรอบรู้เสียจริงๆ” สาวน้อยแย้มรอยยิ้มหวานๆ ชวนมองของนางออกมา “อย่างนั้นโอสถของสัตว์อสูรชิ้นนี้ก็ใช้วิธีแบบเดียวกับก่อนหน้านี้ก็แล้วกันเริ่มประมูลตั้งแต่ราคาหนึ่งชั่ง เอาละ เหล่าผู้กล้าทั้งหลาย เชิญเสนอราคามาได้เลย!”

            จากนั้นทั่วทั้งตลาดก็เกิดเสียงดังโครมครามกันทันที

            ผู้คนนับหมื่นต่างก็เสนอราคาออกมาพร้อมกันอย่างอึกทึกวุ่นวายอีกทั้งเหล่าผู้ที่มาร่วมประมูลล้วนเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์กันทั้งนั้นพวกเขากลัวว่าสวี่เหยาจะไม่ได้ยินเสียง พวกเขาเลยใส่แรงตะโกนออกมาอย่างสุดเสียงจนเสียงดังกึกก้องไปทั่วราวกับท้องฟ้ากำลังจะถล่มลงมาเลยทีเดียว

            “หนึ่งหมื่นชั่ง!”

            “กระจอก ข้าให้หนึ่งแสนชั่งเลย!”

            “แม่นาง ทางนี้ๆ ข้าให้สองแสนชั่งเลย!”

            “ไอ้พวกยาจกเอ๊ย นี่ ข้าให้ห้าแสนชั่ง!!”

            ภายในห้องโถงใหญ่ตอนนี้มีแต่เสียงตะโกนดังกึกก้องเต็มไปหมดไม่มีทางได้ยินเสียงพูดคุยตามปกติเลยส่วนสาวน้อยที่ยืนอยู่หลังแผงลอยก็กำลังหัวเราะคิกคิกพร้อมกับกระตุ้นให้บรรยากาศเร่าร้อนยิ่งขึ้น

            “ไหนใครบอกว่าห้าแสนนะ?”

            “ผู้กล้าสุดหล่อท่านนั้นน่ะ จะเพิ่มเป็นหกแสนใช่ไหมท่านช่วยะโกนเสียงดังกว่านี้หน่อยได้ไหม ข้าได้ยินไม่ค่อยชัดเลย”

            “เอ๊ะ? แปดแสนอย่างนั้นหรือ?แน่ใจนะว่าแปดแสน?”

            คำพูดของสาวน้อยเหมือนกับเอาน้ำมันราดลงไปในกองไฟบรรยากาศภายในตลาดแห่งนี้กำลังร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะเดือดอยู่แล้ว

            ที่ชั้นหนึ่งของหอฟ้าสมุทรนั้นไม่ได้วุ่นวายมากขนาดนี้มานานหลายปีแล้วซึ่งตอนนี้มีเหล่าทหารรักษาการณ์นับร้อยนายมายืนคุมพื้นที่แล้วแต่ก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ที่กำลังวุ่นวายถึงขีดสุดแบบนี้ได้เลย

            และผู้ที่ชักนำให้เกิดสถานการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นนั้นก็คือพวกของหลินหยางที่เพิ่งไปขอเช่าแผงลอยระดับมนุษย์หมายเลขสิบเอ็ดมาเมื่อครู่นี้เอง

            ในเวลาสั้นๆ แค่ยี่สิบนาที แผงลอยเล็กๆ อันนี้ก็เกือบจะปั่นป่วนหอฟ้าสมุทรจนแทบแตกได้แล้ว

            ด้านหลังของสวี่เหยานั้น มีหนึ่งคนหนึ่งนกกำลังนั่งอยู่ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหลินหยางและหั่วเอ๋อร์นั่นเอง

            หลินหยางนั้นมีสีหน้าเรียบสงบผลงานของสวี่เหยานั้นค่อนข้างน่าประทับใจเลยทีเดียว แต่หั่วเอ๋อร์ที่ยืนอยู่บนไหล่ของเขาอยู่นั้นกำลังยืนถลึงตาใส่เขาไม่หยุด

            “หลินอี้น้อยข้าอุตส่าห์เก็บของพวกนั้นเอาไว้กินทีละนิด แต่เจ้ากลับเอามันมาขายหมดเลยแบบนี้หัวใจของข้า... เจ็บจี๊ดเหลือเกิน...”

            หลินหยางคร้านที่จะไปสนใจหั่วเอ๋อร์แล้ว

            ของเหล่านี้แต่เดิมก็เป็นซากของสัตว์อสูรที่เคยอยู่ใต้การควบคุมของหั่วเอ๋อร์รวมไปถึงพวกสมบัติหายากของเหล่ายอดฝีมือที่บุกเข้าไปในส่วนลึกสุดของเทือกเขาเมฆมรกตสะสมเอาไว้

            แต่ของพวกนี้สำหรับหั่วเอ๋อร์แล้วไม่ต่างอะไรกับเศษขยะเลยสักนิดเป็นแค่ของที่หั่วเอ๋อร์โยนทิ้งไว้ส่งๆ ก็เท่านั้นแต่พอมันกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงของหลินหยางแล้วเขาเลยได้อานิสงค์จากของเหล่านั้นด้วย

            ของเหล่านี้มีมูลค่ามากขนาดไหนน่ะหรือ?

            หลินหยางเองก็ยังไม่ได้นับเหมือนกันแต่ของที่เขาเอาออกมาขายตอนนี้ก็ยังเป็นแค่ของจากในถุงฟ้าดินของหนึ่งในเจ็ดยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงที่ถูกหั่วเอ๋อร์ฆ่าตายก็เท่านั้นเองแต่นั่นก็สามารถทำให้เกิดความคึกคักขนาดนี้แล้ว...

            อีกทั้งเหล่าสัตว์อสูรที่ถูกหลินหยางตอนถูกจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วสิงอยู่ฆ่านั้นล้วนแต่เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งจนสามารถสะเทือนฟ้าสะเทือนดินได้ทั้งนั้น

            ซากศพอวัยวะ และโอสถของสัตว์อสูรเหล่านั้น บวกกับวิทยาการต่างๆที่อยู่ในหัวของหลินหยางแล้วทำให้หลินหยางนั้นสามารถสร้างทรัพย์สินเงินทองที่มีมูลค่ามหาศาลจนเป็นมหาเศรษฐีได้อย่างง่ายดาย

            หลินหยางคอยสังเกตสถานการณ์โดยรอบอย่างเงียบๆ ข้างๆ เขานั้นมีชายสี่คนที่สวมใส่เสื้อดูหรูหรากำลังยืนล้อมเจ้าอ้วนน้อยจ้าวเหวินชางเอาไว้อยู่กำลังพูดอะไรบางอย่างอยู่ด้วยท่าทางร้อนรน

            “ประมุขจ้าว ข้าคือเถ้าแก่ระดับสามดาวของหอฟ้าสมุทรนามว่าลู่ชิงเฟิงการที่ท่านมีของดีขนาดนี้อยู่ในมือแต่กลับต้องมาขายของอยู่บนแผงลอยธรรมดาๆ แบบนี้ข้าต้องขออภัยด้วยจริงๆ”

            “นั่นสิ!” อีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆเขานั้นกล่าวขึ้น บนเสื้อเขามีสัญลักษณ์รูปดาวสามดวงถูกปักอยู่บนนั้น เขาพูดต่อว่า“โอสถของสัตว์อสูรระดับนี้ ถ้าเอาไปขายที่ชั้นสองละก็อย่างต่ำๆ ก็ต้องได้ราคาสูงกว่าสิบล้านชั่งแน่ๆท่านประมุขจ้าวจะมาทนขายในที่แบบนี้ทำไม...”

            “ใช่แล้วล่ะ... ท่านประมุขจ้าวท่านลองพิจารณาเรื่องย้ายไปจัดประมูลที่ชั้นสองแทนไหม?”

            เจ้าอ้วนจ้าวเหวินชางแย้มยิ้มอย่างได้ใจ

            สี่คนตรงหน้านี้เป็นถึงเถ้าแก่ระดับสามดาวของหอฟ้าสมุทรแต่ละคนล้วนดูแลธุรกิจที่มีเม็ดเงินไหลเวียนมากกว่าหลายร้อยล้านแต่ละคนล้วนเป็นผู้มีอิทธิพลใหญ่ในโลกของการค้าแห่งเมืองฮุยยื่อแห่งนี้

            แต่บัดนี้ ผู้คนระดับนั้นล้วนยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าเขา

            เป้าหมายของพวกเขาที่ต้องการให้ไปประมูลที่ชั้นสองนั้นที่จริงแล้วก็แค่ต้องการจะหยุดความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ก็เท่านั้น

            หอฟ้าสมุทรอันยิ่งใหญ่นั่นถูกพวกของหลินหยางเปลี่ยนสภาพไปไม่ต่างอะไรกับตลาดสดแบบนี้ถ้าคนนอกรู้คงได้กลายเป็นเรื่องตลกครั้งใหญ่แน่

            จ้าวเหวินชางเหลือบมองไปที่หลินหยางก่อนพอเห็นสีหน้าของเขายังคงนิ่งสงบเยือกเย็นอยู่แบบนี้ เขาก็รู้ทันทีว่าควรทำอย่างไรต่อ

            เขาแสดงสีหน้าลำบากใจออกมาพร้อมกล่าวว่า “ชั้นสองอย่างนั้นหรือ? ชาวบ้านธรรมดาๆอย่างพวกข้าคงจะไม่มีสิทธิขึ้นไปอยู่บนนั้นหรอกกระมัง...”

            ขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้น

            สวี่เหยาเองก็ทุบค้อนตัดสินผลการประมูลแล้ว “ทุกท่าน โปรดเงียบกันก่อน ผู้ที่ได้รับโอสถชิ้นนี้ไปคือผู้กล้าที่อยู่ตรงนั้นราคาที่ได้ไปคือเก้าล้านเงินขาวค่า”

            เกิดเสียงฮือฮาขึ้นในฝูงชน

            แค่เก้าล้านก็สามารถซื้อโอสถของสัตว์อสูรได้หนึ่งเม็ดแล้วหรือราคานี้บอกได้เลยว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

            ถ้ามันถูกประมูลที่ชั้นสองละก็ราคาของมันต้องเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมไม่ต่ำกว่าสองเท่าแน่ๆ แต่สำหรับหลินหยางแล้วการขายแบบนี้อย่างน้อยก็ช่วยประหยัดค่านายหน้าไปได้หน่อยหนึ่งตัวเขาเองก็ไม่ได้ขาดทุนอะไรด้วยขณะเดียวกันก็สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้พวกหอฟ้าสมุทรได้ด้วย

            นี่แหละผลลัพธ์ที่เขาต้องการ

            ด้านหนึ่งเขาก็ต้องการจะฉีกหน้าไอ้จางชิงนั่นด้วยอีกด้านหนึ่งเขาก็ต้องการที่จะดึงความสนใจของพวกหอฟ้าสมุทรให้มาสนใจพวกเขาด้วย

            หลินหยางต้องการรวบรวมวัตถุดิบระดับสี่ให้ได้มากพอสำหรับสร้างยุทธภัณฑ์ในช่วงเวลาที่สั้นที่สุด

            ด้านข้างกันนั้น

            เถ้าแก่ระดับสามดาวสี่คนกำลังยืนมองภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าอย่างปวดใจ

            จะไม่ให้ปวดใจได้อย่างไรเล่าค่านายหน้าของพอฟ้าสมุทรแห่งนี้คือร้อยละสิบห้า แค่โอสถนี่เม็ดเดียวก็ทำให้วกเขาเสียรายได้ไปประมาณหนึ่งล้านห้านแสนชั่งแล้วแถมยังเกิดเรื่องวุ่นวายขนาดนี้ขึ้นอีก

            “ประมุขจ้าว เอาอย่างนี้ก็แล้วกันของที่ท่านจะขายยังเหลืออะไรอยู่บ้างเล่า เดี๋ยวพวกเราเป็นคนรับซื้อเองส่วนเรื่องราคาเดี๋ยวพวกเราค่อยๆ คุยกันที่ชั้นสองดีไหม?”

            ลู่ชิงเฟิงที่เป็นเหมือนหัวหน้าของพวกเถ้าแก่ระดับสามดาวนั่นเอ่ยปากชักชวนน้ำเสียงของเขานั้นเห็นได้ชัดว่ากำลังร้อนรนอยู่

            “โอ้ย ไม่ไหวหรอก... ไม่ไหว... ” เจ้าอ้วนแซ่จางโบกมือปฏิเสธ แต่แอบรู้สึกสะใจสุดขีด “ระดับหอฟ้าสมุทรนี่ ไม่เหมาะกับพวกเศษขยะอย่างข้าหรอกข้ามีแต่จะทำให้พวกท่านเสียเวลาเท่านั้นแหละ อย่างพวกข้าแค่ขายบนแผงลอยแบบง่ายๆ อย่างนี้ก็พอแล้วพอแล้วจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า!”

            คราวนี้พวกเถ้าแก่สามดาวพอจะเดาที่มาที่ไปของเรื่องออกแล้ว

            พวกนี้จะต้องถูกไอ้เวรตาถั่วคนไหนสักคนของชั้นบนรังแกใส่แน่ๆ

            “ใคร?”

            ลู่ชิงเฟิงลุกขึ้นยืนพร้อมกับกวาดสายตามองไปทั่วด้วยแววตาดุดัน

            รอบข้างของพวกเถ้าแก่ระดับสามดาวนั้น มีพวกเถ้าแก่ระดับหนึ่งดาวและสองดาวยืนมุงอยู่เต็มไปหมดพวกเขายืนมองลู่ชิงเฟิงที่กำลังระเบิดลงด้วยความเกรี้ยวกราดโดยที่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรขึ้นมาขัดสักคำ

            “ข้าจะถามอีกครั้ง ใคร!! ใครเป็นคนรับรองพวกของประมุขจ้าวที่ชั้นสองเมื่อครู่นี้กัน!”

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน