กลิ่นยาขมเก่าแก่ลอยคลุ้งอยู่ในห้องคับแคบที่เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจแ่เบาของคนบนเตียงอย่างชัดเจน
แสงอรุณอ่อนจางลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ที่ปิดไม่สนิทพาดลงบนพื้นหินเย็นเฉียบ เกิดเป็แถบสว่างบาง ๆท่ามกลางความหม่นอับของห้องพักด้านนอกเรือนใหญ่ตระกูลเยี่ยห้องนี้แทบไม่ต่างจากห้องคนรับใช้เลยด้วยซ้ำ ผนังชื้นมีรอยร้าว เตียงไม้ผุพังโต๊ะกลมหนึ่งตัว ขันน้ำเก่าหนึ่งใบ กับตู้ยาเตี้ย ๆ ที่มีเพียงขวดยาระดับต่ำวางเรียงไม่กี่ขวด
บนเตียงนั้นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งนอนนิ่งมาทั้งคืนจนคนทั้งเรือนพากันลงความเห็นว่าเขาคงไม่รอดแล้ว
ทันใดนั้นนิ้วมือของเขาก็กระตุกเล็กน้อย
แล้วในความเงียบงันนั้นเปลือกตาที่ปิดสนิทค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆ
ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีแววพร่าเลือนของคนเพิ่งฟื้นจากอาการป่วยหนักหากแต่ลึก เย็น และสงบนิ่งราวห้วงเหวไร้ก้นบึ้งสายตาเช่นนี้ไม่ควรปรากฏอยู่บนใบหน้าของเด็กหนุ่มวัยสิบหกปีผู้เป็ที่หัวเราะเยาะของทั้งตระกูล
เยี่ยเฉินหานฟื้นแล้ว
เขาไม่รีบลุกขึ้นไม่แม้แต่จะขยับตัวแรง ๆ เพียงปล่อยให้ดวงตาคู่นั้นจ้องมองเพดานไม้เก่าที่มีใยแมงมุมเกาะอยู่ตามมุมห้องอย่างนิ่งงันความทรงจำจากสองชีวิตถาโถมเข้ามาราวกระแสน้ำเชี่ยวบดอัดอยู่ในจิตสำนึกเดียวกันจนคนทั่วไปคงได้แต่กรีดร้องด้วยความสับสนแต่เขาไม่ใช่คนทั่วไป
ภาพแรกที่ผุดขึ้นชัดเจนยิ่งกว่าทุกสิ่งคือฟ้าสีชาดเหนือแดนเทพอันแตกร้าว พายุ์คำรามเหล่าเทพยุทธผู้เคยก้มหัวขอโอสถจากเขาหันคมมีดกลับมาแทงกลางหลังเสียงหัวเราะของชายผู้พลังยุทธ์อันไร้เทียมทานในยุคนั้นและสายตาเ็าของหญิงงามผู้เคยถูกกำหนดให้เป็คู่หมั้นของเขา
“ข้าไม่เคยเลือกเ้าเลยั้แ่แรก”
ประโยคนั้นยังดังสะท้อนอยู่ในหูราวกับคมดาบที่ยังคงแทงคาอยู่ในหัวใจ แม้ร่างเดิมจะแตกสลายไปแล้วก็ตาม
เยี่ยเฉินหานหลับตาลงชั่วครู่สูดลมหายใจเข้าลึกอย่างช้า ๆ ก่อนปล่อยออกมาอย่างแ่เบาความเย็นในแววตาของเขาค่อย ๆ สงบลง เปลี่ยนเป็ความนิ่งลึกที่ยากจะหยั่งถึง
“ยังไม่ตาย...”
เสียงของเขาเบาจนแทบไม่ต่างจากลมพัดผ่านผ้าม่านแต่หนักแน่นมั่นคงอย่างประหลาด
จากนั้นความทรงจำของร่างนี้ก็ผุดขึ้นตามมา
ชื่อ เยี่ยเฉินหาน
อายุ สิบหกปี
บุตรชายคนเดียวของเยี่ยชางอวิ๋นกับซูหว่านชิงยอดยุทธคู่สามีภรรยาที่เคยโด่งดังที่สุดของเมืองชิงเยวี่ยทั้งสองหายสาบสูญไปเมื่อหลายปีก่อนขณะออกสำรวจแดนลี้ลับและช่วยผู้คนจากฝูงสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งั้แ่นั้นมาเด็กน้อยที่ควรได้รับการปกป้องกลับถูกโยนทิ้งให้ดิ้นรนอยู่ในตระกูลเพียงลำพังโดยมีเพียงปู่ชราที่เสียใจจนหมดใจจะต่อสู้กับใคร และสาวใช้ตัวน้อยผู้ติดตามมาจากเรือนมารดาคอยดูแลใกล้ชิดเท่านั้น
เด็กหนุ่มผู้นี้ถูกเรียกว่า “สวะ”
สวะที่เกิดมาพร้อมชีพจรพิการไม่อาจฝึกปราณได้เหมือนคนอื่น
สวะที่เป็เงาดำทาบอยู่ข้างชื่อเสียงของบิดามารดา
สวะที่ทำให้ทั้งตระกูลเยี่ยถูกคนภายนอกหัวเราะเยาะอยู่บ่อยครั้ง
แต่เมื่อเยี่ยเฉินหานค่อย ๆปล่อยจิตตรวจสอบร่างนี้อย่างละเอียด เขากลับไม่พบสิ่งที่เรียกว่า “พิการโดยกำเนิด”เลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่เขาพบคือความเสียหายที่ถูกสร้างขึ้นซ้ำๆ อย่างเจตนา
เส้นลมปราณหลักทั้งสิบสองถูกบิดเบือน
ชีพจรย่อยหลายเส้นแห้งกรอบราวถูกกรดกัดกร่อน
จุดเชื่อมพลังตรงกระดูกอกมีคราบพิษเกาะแน่น
โลหิตไหลเวียนช้าผิดธรรมชาติ
อวัยวะภายในบางส่วนสะสมพิษเย็นบางชนิดที่ค่อย ๆ กัดกินพลังชีวิต
นี่ไม่ใช่ร่างที่ “เกิดมาฝึกไม่ได้”
นี่คือร่างของคนที่ถูกใครบางคนค่อย ๆทำลายมาั้แ่ยังเล็ก
เปลือกตาของเยี่ยเฉินหานกระตุกเล็กน้อยดวงตาคู่นั้นหรี่ลงจนแสงในนั้นยิ่งเย็นจัด
“วางยา...ต่อเนื่องกันมาหลายปี”
เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
พิษชนิดนี้ชั่วร้ายอย่างยิ่งมันไม่ได้คร่าชีวิตในทันที หากแทรกซึมลงไปอย่างช้า ๆ กัดกินเส้นลมปราณทีละน้อยทำให้ผู้ถูกพิษอ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อย และดูคล้ายเป็คนไร้พร์โดยธรรมชาติต่อให้มีหมอธรรมดามาตรวจ ก็มักมองไม่เห็นต้นเหตุ นอกจากสรุปง่าย ๆว่าเป็ความพิการแต่กำเนิด
คนที่คิดสูตรพิษนี้ออกได้อาจไม่ใช่ยอดอัจฉริยะด้านโอสถ แต่พอมีความรู้ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือมีความอดทนมากพอจะค่อย ๆ ทำลายเด็กคนหนึ่งไปทีละนิดทีละนิดโดยไม่ให้ใครจับได้
เยี่ยเฉินหานนอนนิ่งอยู่เช่นนั้นอีกครู่หนึ่งแววตาสงบนิ่งของเขาไร้คลื่นแต่ในส่วนลึกนั้นกลับมีเปลวเพลิงเย็นจัดลุกไหม้อยู่เงียบ ๆ
ชาติก่อน เขามัวสนใจแต่โอสถจนคิดว่าการยืนอยู่สูงกว่าผู้คนด้านความรู้ก็เพียงพอแล้ว ท้ายที่สุดเมื่อหมดประโยชน์ก็ถูกคนทั้งหลายเหยียบย่ำเหมือนก้อนดิน
ชาตินี้ฟ้ายังให้เขาฟื้นขึ้นมาในร่างเด็กหนุ่มที่ถูกทำลายจนแทบเป็ซากนี่ไม่ใช่ความเมตตาของ์แต่เป็โอกาสให้เขาได้เห็นความจริงอันโหดร้ายยิ่งชัดเจนกว่าเดิม
ในโลกนี้
ผู้แข็งแกร่งอยู่รอด
ผู้อ่อนแอถูกเหยียบย่ำ
ผู้มีประโยชน์ถูกประจบ
ผู้ไร้ประโยชน์ถูกทิ้งลงเหว
เขารู้ดีอยู่แก่ใจแล้ว
แต่วินาทีถัดมาร่างกายกลับตอบสนองด้วยความปวดร้าวแหลมคมอย่างฉับพลันความเจ็บแล่นจากทรวงอกลงสู่ท้องน้อย แล้วพุ่งขึ้นไปถึงขมับจนภาพเบื้องหน้าพร่าไหว เยี่ยเฉินหานรีบสงบจิตไม่ฝืนลุกขึ้นในทันที
ร่างนี้อ่อนแอเกินไป
ขืนฝืนขยับแรง ๆ มีแต่จะซ้ำเติมตัวเอง
เขากวาดตาไปทั่วห้องอีกครั้งสิ่งของในห้องเรียบง่ายจนแทบไม่มีค่า ขวดยาบนชั้นล้วนเป็ยาระดับต่ำใช้ได้แค่ลดไข้ แก้ฟกช้ำภายนอก หรือระงับอาการปวดเพียงชั่วคราวเท่านั้นจะใช้ขับพิษเช่นนี้ย่อมไร้ประโยชน์
“ต้องหาสมุนไพรใหม่...และต้องเร็วที่สุด”
เยี่ยเฉินหานเริ่มเรียบเรียงในใจทันที
ยาขับพิษสำหรับร่างนี้ยังไม่จำเป็ต้องเป็โอสถระดับสูงสิ่งสำคัญคือถอนพิษเย็นที่เกาะลึกตามชีพจรให้หลวมลงก่อนแล้วค่อยฟื้นพลังชีวิตและเปิดเส้นลมปราณที่ยังไม่ตายสนิททีละเส้น
สมุนไพรหลักที่เขา้ามีอย่างน้อยสี่ชนิด
หญ้าสามยอดที่ดูเหมือนไร้ค่าแต่มีฤทธิ์ขับคั่งเื
รากหินเย็นที่ชาวเมืองมักเข้าใจผิดว่าเป็สมุนไพรลดไข้ทั่วไป
เมล็ดผลหลิงแดงที่ต้องเก็บตอนยังไม่สุกเต็มที่จึงจะมีฤทธิ์ดันโลหิต
และใบเถาเขียวขมที่ขึ้นริมกำแพงเก่าหลังเรือนเก็บของซึ่งคนทั่วไปมองว่าเป็วัชพืช
ของเหล่านี้ในสายตาโลกต่ำไม่อาจเรียกว่าหายากแต่ต้องมีคนไปหา และต้องเป็คนที่เขาพอเชื่อใจได้
คนที่เชื่อใจได้...
ในความทรงจำของร่างนี้ มีเพียงคนเดียว
ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากด้านนอกตามด้วยเสียงก๊อกประตูแ่เบา ราวกับคนเคาะกลัวว่าผู้ที่อยู่ภายในจะสะดุ้งตื่น
“คุณชาย...ท่านฟื้นหรือยังเ้าคะ...”
เสียงนั้นอ่อนนุ่มแฝงความกังวลจนฟังแล้วรู้ทันทีว่าผู้พูดเฝ้าอยู่หน้าประตูมานานเพียงใด
เยี่ยเฉินหานหันมองไปทางประตู ก่อนเอ่ยออกไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เข้ามา”
เงียบไปครู่หนึ่งคล้ายคนด้านนอกใที่ได้ยินเสียงตอบ ประตูไม้จึงค่อย ๆ เปิดออกเด็กสาวร่างเล็กในชุดสาวใช้สีหม่นก้าวเข้ามาอย่างรีบร้อน ใบหน้าเล็กนั้นซีดเผือดดวงตาแดงช้ำจากการอดหลับอดนอนและร้องไห้ตลอดคืน
เมื่อเห็นเยี่ยเฉินหานลืมตานั่งพิงหัวเตียงอยู่นางก็เบิกตากว้าง ก่อนน้ำตาจะไหลพรากลงมาอีกครั้ง
“คุณชาย!ท่าน...ท่านฟื้นแล้วจริง ๆ!”
นางรีบก้าวเข้ามาแต่เพราะกลัวกระทบกระเทือนอาการของเขาจึงหยุดห่างออกไปไม่กี่ก้าวมือทั้งสองกำกันแน่นจนข้อขาว
นี่คือ เสี่ยวอวี้ สาวใช้เพียงคนเดียวที่ยังคอยดูแลเขา
นางติดตามซูหว่านชิงมาจากตระกูลเดิมั้แ่ยังเป็เด็กน้อยผมเปียสองข้าง พอบิดามารดาของเขาหายสาบสูญนางก็ตามมาอยู่ที่เรือนหลังเล็กนี้ คอยซักผ้า ต้มน้ำ ปรุงยาและช่วยปกป้องคุณชายที่ทั้งตระกูลไม่้าให้มีตัวตนอยู่ตรงหน้า
“ข้ายังไม่ตาย”
เยี่ยเฉินหานกล่าวเรียบ ๆ
เสี่ยวอวี้สะอื้นจนไหล่สั่น“เมื่อคืนพวกเขาบอกว่า...บอกว่าท่านถูกซ้อมจนกระอักเื หากข้ามชั่วยามคงไม่รอดข้า ข้า...”
คำพูดขาดหายไปกลางคันเพราะเด็กสาวร้องไห้จนควบคุมเสียงไม่อยู่
เยี่ยเฉินหานมองนางครู่หนึ่งเขาไม่คุ้นชินกับการรับความห่วงใยเช่นนี้อีกแล้วชาติก่อนเขายืนอยู่สูงเกินไปจนผู้คนที่เข้าหาล้วนมีผลประโยชน์แอบแฝงแต่เด็กสาวตรงหน้ากลับร้องไห้อย่างไม่ปิดบัง เพราะนางคิดจริง ๆ ว่าเขาจะตาย
ความเ็าบางส่วนในดวงตาของเขาจึงอ่อนลงเล็กน้อย
“หยุดร้องก่อนเสี่ยวอวี้ ข้ามีเื่ให้เ้าทำ”
เด็กสาวรีบเช็ดน้ำตาอย่างลวก ๆก่อนพยักหน้าแรง ๆ “เ้าค่ะ! ขอเพียงคุณชายสั่ง ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”
เยี่ยเฉินหานไม่ได้อ้อมค้อมเขาเอ่ยชื่อสมุนไพรทีละชนิด พร้อมบอกลักษณะอย่างละเอียด
“ข้า้าหญ้าสามยอดใบต้องเรียวยาวและมีลายเงินจาง ๆ ตามก้าน เ้าไปหาที่ตลาดสมุนไพรด้านทิศใต้ถ้าไม่มีให้ถามร้านของตาเฒ่าที่ขายของป่า เขามักเอามาปนกับหญ้าราคาถูกจนคนไม่มอง”
เสี่ยวอวี้กะพริบตาปริบ ๆ รีบจำทุกคำ
“จากนั้นต้องมีรากหินเย็นลำต้นแห้ง สีออกน้ำตาลเทา ไม่เอารากที่ตากจนกรอบเกินไป ต้องมีกลิ่นชื้นติดอยู่เล็กน้อย”
“แล้วก็ผลหลิงแดง...เลือกผลที่ผิวเริ่มแดงแต่ปลายยังอมเขียวห้ามเอาผลสุกจัดเด็ดขาด”
เสี่ยวอวี้อ้าปากค้างไปเล็กน้อย“คุณชาย...ท่านรู้เื่สมุนไพรพวกนี้ได้อย่างไรเ้าคะ”
เยี่ยเฉินหานสบตานางอย่างนิ่งเฉย“ข้าจำจากตำราที่เคยอ่าน”
เสี่ยวอวี้ไม่ได้ถามต่อแม้ในใจจะสงสัยว่าคุณชายที่ป่วยออด ๆ แอด ๆและไม่ค่อยออกจากเรือนเช่นนี้ไปอ่านตำราสมุนไพรซับซ้อนเหล่านี้ั้แ่เมื่อไรแต่สิ่งสำคัญกว่าคือ แววตาของเขาในเวลานี้ทำให้นางเผลอเชื่ออย่างประหลาด
ไม่ใช่ความเชื่อเพราะคำพูด
แต่เป็ความเชื่อเพราะความนิ่งสงบที่เหมือนทุกอย่างอยู่ในกำมือของเขา
เยี่ยเฉินหานกล่าวต่อ “ยังมีอีกอย่างเ้าไปหลังเรือนเก็บของของตระกูล ตรงกำแพงด้านทิศตะวันตกมีเถาเขียวขมเลื้อยอยู่ถ้าเ้าเด็ดใบมาสักกำมือ อย่าให้ใครเห็น”
เสี่ยวอวี้สะดุ้ง “ตรงนั้นคนของเรือนรองชอบเดินผ่านเ้าค่ะถ้าเห็นเข้าคง...”
“ถ้าเห็นก็แค่พูดว่าข้าอยากต้มยาลดไข้”เยี่ยเฉินหานตอบเรียบ ๆ “ไม่มีใครสนใจของไร้ค่าอย่างเถาเขียวนั่นอยู่แล้ว”
เสี่ยวอวี้เม้มปาก ก่อนพยักหน้าแน่น“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ”
นางหันหลังจะออกไป แต่เสียงของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เสี่ยวอวี้”
เด็กสาวหันกลับมา
“หากมีใครถามอาการของข้าบอกไปว่าข้ายังไม่ฟื้น และลมหายใจอ่อนมาก”
เสี่ยวอวี้ชะงักก่อนจะพยักหน้าอีกครั้ง ชัดเจนว่านางรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่คำสั่งเล่น ๆ
“เ้าค่ะ คุณชาย”
ประตูปิดลงอีกครั้ง
เยี่ยเฉินหานเอนตัวพิงหัวเตียงปล่อยลมหายใจยาวช้า ๆ ร่างนี้ยังอ่อนแอมาก แต่ความคิดของเขากลับคมชัดอย่างยิ่งเขาเริ่มจัดลำดับสิ่งที่ต้องทำอย่างรวดเร็ว
หนึ่ง ถอนพิษเย็นที่ฝังลึกในโลหิต
สอง ฟื้นชีพจรหลักอย่างน้อยสองเส้น
สาม ชะล้างลิ่มเืคั่งจากการถูกทำร้ายเมื่อคืน
สี่ ซ่อนสภาพฟื้นตัวจากคนในตระกูลให้ได้นานที่สุด
เขาไม่รู้ว่าเมื่อคืนร่างนี้ถูกใครรุมทำร้ายโดยตรงแม้ความทรงจำจะมีภาพเลือนรางของเงาคนสามสี่คนและเสียงหัวเราะเยาะ แต่สำหรับเขามันไม่สำคัญนักว่าผู้ลงมือจะเป็หมาเล็กตัวไหนสิ่งสำคัญคือผู้ที่อยู่เื้ัการวางยามาหลายปี
คนคนนั้นยังอยู่ในตระกูลเยี่ยแน่นอน
และคนคนนั้น...จะต้องรู้สึกว่าเขาใกล้ตายไปแล้ว
ดี
ถ้าเช่นนั้นเขาก็จะใช้ความเข้าใจผิดนี้เป็ม่านบังตาไปก่อน
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม
เยี่ยเฉินหานอาศัย่ที่เสี่ยวอวี้ยังไม่กลับนั่งขัดสมาธิบนเตียงอย่างระมัดระวัง จิตของเขาแผ่ลงสู่ภายในร่างตรวจซ้ำอีกครั้งว่าพิษหลักจับอยู่ตรงไหนบ้าง จากนั้นจึงค่อย ๆควบคุมลมหายใจให้นิ่ง ยืดลมหายใจยาวขึ้นทีละน้อย การหายใจธรรมดาสำหรับคนทั่วไปเมื่อผ่านวิธีควบคุมของยอดโอสถจากแดนเทพกลับกลายเป็การกระตุ้นชีพจรอันอ่อนแอได้อย่างน่าประหลาด
แม้ยังไม่มีพลังปราณแท้จริงไหลเวียนแต่เพียงความสามารถในการควบคุมลมหายใจและชีพจรก็ทำให้เืที่คั่งอยู่บริเวณทรวงอกเริ่มคลายตัวลงเล็กน้อย
ทว่าขณะเขากำลังเข้าสู่ภาวะนิ่งลึกนั้นเสียงหัวเราะดูแคลนก็ดังขึ้นจากนอกประตู
“ยังไม่ตายอีกหรือ สวะ”
ประตูถูกผลักเปิดโดยไม่เคาะเด็กหนุ่มสองคนก้าวเข้ามาพร้อมกัน คนหนึ่งรูปร่างสันทัด ใบหน้าตี๋ซีดมีไฝดำข้างจมูก อีกคนสูงผอม ดวงตาเล็กเรียวเต็มไปด้วยความดูถูกทั้งสองเป็ศิษย์เยาว์ในสาขารองของตระกูล มีอายุมากกว่าเยี่ยเฉินหานเพียงปีสองปีแต่เพราะต่างมีพลังระดับก่อกำเนิดปราณขั้นต้น จึงกล้ากดหัวเขามาโดยตลอด
ความทรงจำของร่างนี้บอกชื่ออย่างรวดเร็ว
คนไฝดำชื่อเยี่ยชง
คนสูงผอมชื่อเยี่ยหลิน
ทั้งคู่เป็เพียงลูกสมุนที่ชอบหาเื่ข่มเหงเขาอยู่บ่อยๆ
เยี่ยชงมองเขาจากหัวจรดเท้าก่อนแค่นหัวเราะ “นึกว่าเมื่อคืนโดนไปขนาดนั้นคงขึ้นเฝ้าเฒ่าเหยียนยมแล้วเสียดายจริง”
เยี่ยหลินเดินเข้าใกล้พลางใช้ปลายเท้าเขี่ยขาเตียง “ตื่นแล้วก็ดี จะได้รีบไสหัวไปจากตระกูลเสียทีไม่อย่างนั้นอีกหน่อยคงทำให้พวกข้าอับอายยิ่งกว่าเดิม”
เยี่ยเฉินหานมองพวกมันเงียบ ๆ
ถ้าเป็เมื่อครู่ก่อนเสี่ยวอวี้ออกไปเขาคงไม่อยากเสียแรงแม้แต่จะสนใจแต่ตอนนี้เขามองเห็นอย่างชัดเจนว่าอาการาเ็ของร่างนี้หลายส่วนมาจากหมัดเท้าของพวกมันเมื่อคืนแม้ไม่ใช่คนวางพิษ แต่ก็เป็หมาที่อาศัยจังหวะซ้ำเติมคนอ่อนแอ
“พวกเ้ามาทำอะไร”
น้ำเสียงของเขาเรียบเย็นจนทั้งสองชะงักไปเล็กน้อยเพราะเด็กหนุ่มที่เคยทำได้เพียงก้มหน้าเงียบ ๆบัดนี้กลับมองพวกมันด้วยสายตาเหมือนมองมดปลวก
เยี่ยหลินหัวเราะเยาะกลบความกระอักกระอ่วน“พวกข้ามาดูว่าสวะอย่างเ้าหายใจได้อีกกี่ครา”
เยี่ยชงเสริม“หรือเ้าคิดจะฟ้องผู้าุโ? ฮ่าๆ ต่อให้รู้ว่าพวกข้าซ้อมเ้าแล้วอย่างไร ใครจะลงโทษพวกข้าเพราะสวะไร้ค่าคนหนึ่ง”
เยี่ยเฉินหานไม่ตอบเพียงปล่อยสายตากวาดผ่านใบหน้าพวกมันช้า ๆ
เยี่ยชงรู้สึกเหมือนถูกสัตว์ร้ายจ้องมองโดยไม่รู้ตัวจึงยิ่งโมโห เขาก้าวเข้ามาแล้วใช้มือตบแก้มเยี่ยเฉินหานอย่างแรง
เพียะ!