บทที่ 9
เมื่อฟันเฟืองสบประสานกับมนตรา
ภายหลังจากความวุ่นวายในตลาดมืดที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด ลินใช้เวลาตลอดทั้งคืนในการติดตั้ง ‘เครื่องแปลงมานาเป็กระแสไฟฟ้า’ (Mana-to-Power Converter) ตัวใหม่ อุปกรณ์นี้มีรูปร่างเหมือนแท่งทรงกระบอกสีดำขลับที่ห่อหุ้มด้วยขดลวดตัวนำยิ่งยวด มันทำหน้าที่เสมือนตัวกรองและเปลี่ยนอนุภาคมานาที่ปั่นป่วนให้กลายเป็กระแสไฟฟ้าที่ราบเรียบพอสำหรับห้องเผาไหม้ของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชัน
แสงไฟภายในบ้านกลับมานิ่งสนิทเป็สี Warm White ที่อบอุ่นสบายตา เสียงหึ่งๆ ของสนามแม่เหล็กที่เคยรบกวนประสาทััของไซรัสหายไปสิ้น ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่น่าไว้วางใจ
ลินนั่งอยู่บนพื้นพรมนาโนนุ่มๆ เบื้องหน้าเธอคือ ‘คู่มือการเลี้ยงเด็กในโลกแฟนตาซี’ ที่ปรากฏเป็โฮโลแกรมลอยเด่น เธออ่านบทที่ว่าด้วย ‘สภาวะมานาเป็พิษในทารก’ อย่างละเอียดด้วยความรู้สึกผิดที่ยังเกาะกินใจ
“ทารกที่เกิดในพื้นที่มานาหนาแน่น จำเป็ต้องได้รับการปรับสมดุลธาตุผ่านการััโดยตรง ไม่ใช่เพียงการป้องกันในโดมแก้ว...” ข้อความในคู่มือระบุเช่นนั้น
เธอมองไซรัสที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่ในเปลไม้ธรรมดาที่เธอสั่งซื้อมาใหม่ ลินรู้แล้วว่าเธอไม่สามารถกักขังเขาไว้ในโลกจำลองที่สะอาดเอี่ยมเทคโนโลยีได้ตลอดไป เขาคือเด็กของโลกใบนี้ และเขาต้องเติบโตไปพร้อมกับมัน
รุ่งเช้าวันต่อมา ในขณะที่ลินกำลังทดลองผลิตอาหารเสริมจากพืชพื้นเมืองที่ระบบยืนยันว่าปลอดภัย เซ็นเซอร์ตรวจจับความร้อนรอบบริเวณเนินเขาก็ส่งสัญญาณเตือนเบาๆ
[ตรวจพบสิ่งมีชีวิต 1 ราย – พลังงานมานาในร่าง: ระดับสูง (คงที่) ]
[ระยะห่าง: 100 เมตร – เจตนา: ไม่ชัดเจน (เดินช้าและสม่ำเสมอ) ]
ลินขมวดคิ้ว เธอไม่ได้สั่งเปิดใช้งานระบบป้องกันเต็มพิกัดเหมือนคืนก่อน เพราะไม่อยากดึงดูดสายตาเกินไป เธอคว้าผ้าคลุมไหล่และหยิบปืนพลาสม่าที่ซ่อมแซมเสร็จแล้วซ่อนไว้ข้างหลัง ก่อนจะเดินออกไปที่ระเบียง
ที่ลานหินเบื้องล่าง ชายชราคนหนึ่งยืนอยู่อย่างสงบ เขาไม่ได้สวมชุดคลุมขาดรุ่งริ่งเหมือนพวกนักเลง แต่สวมชุดผ้าป่านเนื้อละเอียดสีเทาเรียบง่าย ในมือถือไม้เท้าที่ดูเหมือนกิ่งไม้ธรรมดา แต่ที่หัวไม้เท้ากลับมีเฟืองโลหะเก่าๆ ติดตั้งอยู่ตัวหนึ่ง มันหมุนวนช้าๆ โดยไม่มีแหล่งพลังงาน
“เป็สถาปัตยกรรมที่ประหลาดที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมาในรอบสามสิบปี” ชายชราเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้ามองลิน เขากำลังจ้องมองผนังบ้านนาโนคาร์บอนด้วยความหลงใหล “ไม่มีรอยต่อ ไม่มีรอยสิ่ว แข็งแกร่งยิ่งกว่าศิลาเหล็ก แต่น้ำหนักกลับเบาหวิว... เ้าไปได้ ‘สมบัติโบราณ’ ชิ้นนี้มาจากที่ใดกัน แม่สาวน้อย?”
ลินจ้องมองเขาด้วยสายตาระแวดระวัง “ท่านเป็ใคร? และ้าอะไร?”
ชายชราเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาเป็สีน้ำตาลใสกระจ่างที่ดูราวกับมองทะลุทุกสิ่ง “ข้าชื่อ ‘อัลดัส’ นักสะสมเศษเสี้ยวแห่งอดีต... คนทั่วไปอาจเรียกข้าว่าจอมเวทพเนจร แต่ข้าชอบเรียกตัวเองว่า ‘ผู้เฝ้าดูความลับของจักรกล’ มากกว่า”
เขายกไม้เท้าขึ้นชี้ไปที่ยอดโดมของบ้าน “เครื่องแปลงพลังงานที่เ้าเพิ่งติดตั้ง... มันทำงานได้ดีนะ แต่มัน ‘ทื่อ’ เกินไป มันกำลังฝืนธรรมชาติของมานาเพื่อรับใช้เครื่องจักรของเ้า และนั่นแหละคือสาเหตุที่เด็กในบ้านจะไม่มีวันแข็งแรง”
คำพูดนั้นจี้จุดตายของลินทันที เธอลดปืนลงเล็กน้อย “ท่านรู้อะไร?”
“มานาไม่ใช่แค่น้ำมันที่ใช้เติมตะเกียง แต่มันคือลมหายใจ” อัลดัสเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกสองสามก้าว “เ้าพยายาม ‘สกัด’ มันให้บริสุทธิ์เพื่อใช้กับเครื่องจักร แต่เ้ากำลังทำให้ลูกของเ้าขาดอากาศหายใจในเชิงิญญา... ข้าเสนอข้อ ตกลงที่ยุติธรรม เ้ามีสิ่งที่ข้า้า และข้ามีสิ่งที่เ้าจำเป็ต้องรู้
ลินยอมให้อัลดัสเข้ามาภายในบ้าน (หลังจากตรวจสอบแล้วว่าเขาไม่ได้พกพาวัตถุะเิหรือมนตราสังหารติดตัวมา) ทันทีที่ก้าวเข้ามา อัลดัสก็เบิกตากว้างเมื่อเห็นแผงหน้าจอโฮโลแกรมและเครื่องพิมพ์สามมิติ
“อัศจรรย์... นี่มันคือ ‘ตรรกะแห่ง์’ ชัดๆ” เขาพึมพำพลางเอื้อมมือไปจะััหน้าจอที่กำลังประมวลผล แต่ลินปัดมือเขาออกอย่างสุภาพ
“มาเข้าเื่กันดีกว่า ท่านบอกว่ามีข้อเสนอ”
อัลดัสวางไม้เท้าลงและนั่งขัดสมาธิบนพื้น “ข้ามี ‘วงจรหน่วงมานา’ (Mana Dampening Circuit) มันเป็วิชาโบราณที่ช่วยให้อนุภาคมานาไหลเวียนอย่างสมดุล ไม่รบกวนเครื่องจักรและไม่ทำร้ายสิ่งมีชีวิต ข้าจะสอนเ้าสร้างมันเพื่อช่วยเด็ก คนนั้น... แลกกับการที่เ้าต้องช่วยข้า ‘ปลุก’ สิ่งนี้”
เขาหยิบวัตถุทรงกลมขนาดเท่ากำปั้นออกมาจากย่าม มันคือโลหะสีทองหม่นที่ดูซับซ้อน มีรอยร้าวลึกถึงแกนกลาง ลินรับมันมาตรวจดู สัญชาตญาณวิศวกรของเธอทำงานทันที
“นี่มัน... ระบบเฟืองวงโคจร (Epicyclic Gearing) แต่มันถูกสลักด้วยอักขระไมโครเมตร?” ลินขยับแว่นขยายดิจิทัลลงมาตรวจสอบ “มันไม่ใช่แค่ของเล่น แต่มันคือ ‘กุญแจ’ บางอย่างที่กลไกภายในติดขัดเนื่องจากการขยายตัวของโลหะที่ผิดสัดส่วน”
“จอมเวททุกคนบอกว่ามันถูกสาป” อัลดัสเอ่ย “แต่ข้าเชื่อว่ามันแค่ ‘เสีย’ และ้าช่างที่เก่งพอจะเข้าใจความละเอียดระดับอะตอมของมัน”
ตลอด่บ่าย ลินและอัลดัสทำงานร่วมกันอย่างเงียบเชียบ เป็ภาพที่ดูแปลกตาที่สุด วิศวกรสาวในชุดปฏิบัติการล้ำสมัยกำลังใช้เลเซอร์เชื่อมขนาดจิ๋วซ่อมแซมเฟืองโบราณ โดยมีจอมเวทชราคอยร่ายเวท ‘หยุดเวลา’ ในจุดที่เปราะบางเพื่อป้องกันไม่ให้แรงดันภายในทำลายกลไก
“เ้าเห็นไหม?” อัลดัสชี้ไปที่มานาที่ไหลวนรอบๆ หัวเลเซอร์ “ถ้าเ้าปรับความถี่ของแสงให้ตรงกับจังหวะการสั่นของมานา เ้าจะไม่ต้องใช้พลังงานมหาศาลในการตัดเหล็กเลย”
ลินทดลองทำตามคำแนะนำ เธอปรับจูนค่าความถี่ในระบบส่งกำลังเลเซอร์ให้สอดคล้องกับระนาบพลังงานที่อัลดัสชี้ให้เห็น ผลลัพธ์คือเลเซอร์สามารถตัดผ่านโลหะอาคมที่แข็งแกร่งที่สุดได้อย่างง่ายดายราวกับตัดเนย
“นี่มัน... ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 400%” ลินอุทานอย่างไม่อยากเชื่อ “ถ้าฉันใช้หลักการนี้กับระบบป้องกันภัยล่ะก็...”
“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าจะสื่อ” อัลดัสยิ้ม “วิศวกรรมของเ้าคือ ‘กายภาพ’ มนตราของข้าคือ ‘เจตจำนง’ เมื่อทั้งสองสิ่งสอดประสานกัน ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เ้าซ่อมไม่ได้”
ในขณะเดียวกัน อัลดัสก็ได้ทำตามสัญญา เขาใช้เศษโลหะที่เหลือจากการซ่อมแซมมาสลักวงจรมนตราลงบนเครื่องแปลงพลังงานของลิน มันไม่ใช่การเปลี่ยนอะไหล่ แต่เป็การ ‘เจิม’ ให้เครื่องจักรเข้าใจภาษาของมานา
ทันทีที่วงจรเริ่มทำงาน ลินสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงบนหน้าจอระบบ:
[สถานะ: การผสานรวมมานาสมบูรณ์ – ประสิทธิภาพการแปลงพลังงาน: 98.5%]
[แจ้งเตือน: ตรวจพบสนามพลังงานที่เป็มิตรต่อสิ่งมีชีวิต (Bio-Friendly Zone) ครอบคลุมทั่วอาคาร]
ไซรัสที่กำลังนอนอยู่เริ่มขยับตัว เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ผิวที่เคยดูซีดเซียวจากการปรับตัวไม่ทันกลับมามีเืฝาด และที่น่าอัศจรรย์คือ เด็กน้อยหัวเราะออกมาเบาๆ ในความฝัน
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า วัตถุทรงกลมสีทองในมือลินก็ส่งเสียง คลิก! และเริ่มหมุนวนด้วยจังหวะที่นุ่มนวล แสงสีทองอ่อนๆ แผ่ออกมาจากรอยแตกที่ถูกสมานจนเรียบเนียน
“ขอบคุณ... ขอบคุณจริงๆ” อัลดัสรับของชิ้นนั้นคืนไปด้วยมือที่สั่นเทา “เ้าทำในสิ่งที่จอมเวทหลวงทำไม่ได้มานับศตวรรษ”
เขาลุกขึ้นยืนและหยิบไม้เท้าขึ้นมา “ข้าจะเก็บเื่ของเ้าเป็ความลับ แต่จงระวังไว้ ลิน... กลิ่นอายของ ‘วิทยาศาสตร์’ ที่บริสุทธิ์เกินไปของเ้าเริ่มดึงดูดพวก ‘นกแร้ง’ ในเมืองอาเธลอสแล้ว โดยเฉพาะพวกนักพยากรณ์ที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของโชคชะตา”
ลินมองตามชายชราที่ค่อยๆ เดินหายเข้าไปในป่าละเมาะ “อัลดัส... ท่านเป็ใครกันแน่?”
ชายชราหยุดเดินแต่ไม่หันกลับมา “ข้าก็แค่คนแก่ที่หลงรักในความงามของฟันเฟือง... และข้าหวังว่าในวันที่โลกใบนี้ลุกเป็ไฟด้วยความทะเยอทะยานของมนุษย์ เ้าจะยังคงใช้ฟันเฟืองของเ้าเพื่อปกป้องชีวิตเล็กๆ นั่นต่อไป”
ลินกลับเข้ามาในบ้าน เธออุ้มไซรัสขึ้นมาแนบอก คราวนี้เธอไม่ได้รู้สึกถึงแรงต้านหรือความเครียดจากตัวเด็กน้อยอีกต่อไป ไซรัสซุกหน้าเข้ากับไหล่ของเธอและหลับไปอย่างมั่นใจ
ลินนั่งลงที่โต๊ะทำงาน เธอไม่ได้เปิดดูคู่มือการเลี้ยงเด็กอีก แต่เธอเริ่มเปิดโปรเจกต์ใหม่ในระบบออกแบบ
[ชื่อโปรเจกต์: Mana-Tech Hybrid Shield (Version 1.0) ]
“เฟืองตัวที่สาม...” ลินพึมพำพลางวาดนิ้วไปบนจอโฮโลแกรมเพื่อออกแบบโครงสร้างอาวุธและระบบป้องกันที่ผสานเวทมนตร์เข้ากับนาโนเทคโนโลยี “ไม่ใช่แค่การเอาตัวรอด แต่คือการสร้างอำนาจที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง”
เธอรู้ดีว่ามิตรภาพกับอัลดัสเป็เพียงจุดเริ่มต้น ในโลกที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์ที่เธอไม่เข้าใจ การมี ‘วิศวกรรม’ เป็รากฐานและมี ‘มนตรา’ เป็เกราะกำบัง คือทางเดียวที่จะทำให้เธอกับไซรัสมีชีวิตอยู่เพื่อเห็นความสำเร็จในบทถัดไป
ลินมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแสงไฟจากเมืองอาเธลอสที่อยู่ไกลออกไป เมืองที่เต็มไปด้วยความโลภและปริศนา แต่คืนนี้เธอไม่ได้หวาดกลัวอีกต่อไป เพราะในมือของเธอมีทั้งความรู้ของโลกเก่าและพลังของโลกใหม่ที่ประสานกันอย่างลงตัว
……………
"ในที่สุดลินก็ได้พบกับ 'อาจารย์' คนแรกในโลกใบนี้แล้วนะคะ! การพบกันของอัลดัสและลินคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เรารู้ว่า วิทยาศาสตร์ไม่ใช่ศัตรูของเวทมนตร์เสมอไป แต่ถ้าใช้ให้ถูกจังหวะ มันคือขุมพลังที่ไร้ขีดจำกัด
บทนี้ลินเกือบจะเสียศูนย์เพราะเลี้ยงเ้าก้อนแป้งผิดวิธีไปนิด แต่การได้เรียนรู้ที่จะ 'อ่อนโยนต่อธรรมชาติ' ก็ทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นในฐานะมนุษย์คนหนึ่งด้วยค่ะ
ก้าวต่อไปของลินจะยิ่งใหญ่ขึ้น เมื่อเธอเริ่มสร้างนวัตกรรมที่ผสานสองศาสตร์เข้าด้วยกัน เตรียมพบกับการโชว์เทพของวิศวกรสาวในสเกลที่ใหญ่กว่าเดิมได้ในบทหน้านะคะ! ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและส่งใจช่วยลินกับไซรัสเสมอมาค่ะ!"