ตอนที่ 157 มิได้ตั้งใจจะปล่อยให้เขามีชีวิตรอดกลับมา ชะตาสวรรค์ได้เลือกแล้ว
ท้องฟ้าสั่นสะท้านดุจม่านคลื่นระลอกไหว
กู้ฉางเกอก้าวออกจากสถานที่แห่งนั้น ก่อนร่างจะแทรกผ่านห้วงมิติ และมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่งซึ่งเป็นตำแหน่งที่เย่หลิงอยู่ในยามนี้
ก่อนหน้านี้ เขาได้รับรู้ผ่านวิชาอันลึกลับของอิ่นเหมยว่าเย่หลิงได้ค้นพบถ้ำวัฏสงสารเข้าแล้ว
ข่าวนี่นับเป็นข่าวคราวแห่งโชคครั้งใหญ่สำหรับเขา
บัดนี้ สมควรแก่เวลาแล้วที่เขาจะเก็บเกี่ยวผลอันสุกงอมจากเย่หลิง
แม้ว่าคำว่าเก็บเกี่ยวอาจจะฟังดูหยามเกียรติไปบ้าง ทว่าหากมิมีเย่หลิง เขาเองก็คงมิอาจค้นพบร่องรอยมรดกของมหาเทพวัฏสงสารได้
“ในตอนนี้ เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรต่างก็คงมุ่งหน้าไปยังซากปรักหักพังเพื่อค้นหาเย่หลิงแล้ว... ถึงอย่างไรเสีย พวกเขาก็ย่อมมิอาจค้นพบเงาของเขาได้...”
“ทว่าในทางกลับกัน หลุมศพโบราณที่ถูกเผยออกมานั้น จะเป็นข้อพิสูจน์อันหนักแน่นต่อคำกล่าวของข้า”
รอยยิ้มอันเย็นเยียบแฝงเล่ห์เหลี่ยมปรากฏขึ้นที่มุมปากของกู้ฉางเกอ เขามิลืมที่จะปักหมุดข้อหาผู้สืบทอดวิชามารลงบนศีรษะของเย่หลิงให้แน่นยิ่งขึ้น
เมื่อเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญได้ยินข่าวของเย่หลิง ย่อมเป็นเหตุให้พวกเขาเข้ามารุมล้อมราวกับฝูงผึ้งตอมเกสร
เมื่อถึงเวลานั้น หลุมศพที่ปรากฏขึ้นแก่สายตา จะเต็มไปด้วยซากศพเซียนโบราณซึ่งปราศจากพลัง ซึ่งนั่นนับว่าเป็นหลักฐานชั้นยอด
สิ่งนี้คือชั้นเชิงแรกที่กู้ฉางเกอได้วางแผนไว้
ถึงยามนั้น แม้เย่หลิงจะคิดลบล้างข้อกล่าวหา ก็ไร้ซึ่งหนทางจะลงมือได้
อีกทั้งบัดนี้ เขาได้เดินทางเข้าสู่ถ้ำของมหาเทพวัฏสงสาร โดยมิระแคะระคายต่อกลศึกที่ถูกชักใย
และกู้ฉางเกอก็มิได้ตั้งใจจะปล่อยให้เขามีชีวิตรอดกลับมา
…
ในเวลาเดียวกัน ขณะที่ข่าวการปรากฏตัวของเย่หลิงแพร่สะพัดไปทั่ว
ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์ทั้งหลายต่างก็ได้รับข้อมูลดังกล่าว
“ทางตะวันออก... มีผู้พบร่องรอยของเย่หลิงในซากปรักหักพังนั้น...”
สีหน้าของชื่อหลิงซึ่งกำลังนำคนตามหาเย่หลิงในนครโบราณพลันแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้ แม้นางจะเคยอยู่กับเย่หลิง ทว่าเขาก็มิได้แสดงท่าทีผิดปกติ หรือเข้าใกล้ซากปรักหักพังใดๆ
ทว่าคำพูดของเย่หลางเทียนกลับทำให้นางเกิดความระแวงสงสัย บางทีตอนนั้น เย่หลิงอาจจะมีความคิดดังกล่าวอยู่ในใจ ทว่าเพราะมีนางติดตามไปด้วย
เขาจึงมิอาจลงมือได้
กระนั้น เมื่อได้ยินข่าวคราวนี้ ความสงสัยในใจของชื่อหลิงก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้น
“หวังเพียงแต่ว่าจะมิพบร่างของเย่หลิงในหลุมศพนั้น... หาไม่แล้ว เขาก็คงเป็นบุคคลที่ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก ที่กลับกล้าปิดบังข้ามาอย่างเนิ่นนานถึงเพียงนี้”
ดวงตาของชื่อหลิงเยียบเย็น พลังสังหารพลันพลุ่งพล่าน นางเกลียดการถูกหลอกลวงที่สุด โดยเฉพาะจากผู้ที่อ้างตนว่าเป็นสหาย!
บัดนี้ ความสงสัยในตัวเย่หลิงนั้น มีมากกว่าเย่หลางเทียนเสียอีก
"ชื่อหลิง หากถึงเวลาที่พบเจอตัวเย่หลิงเข้า เจ้าจงอย่าได้ให้อดีตมาบดบังจิตใจ! ภัยร้ายจากผู้สืบทอดวิชามารนั้น คงมิต้องให้พวกเรากล่าวอธิบายสิ่งใดเพิ่มเติมอีกแล้ว"
เสียงกล่าวของกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรที่นำโดยข่งหยาง บุรุษผู้สวมอาภรณ์ขนนกหลากสี ซึ่งงดงามราวกับเทพเซียนสะท้อนกังวานมา ทว่าในแววตาของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
ความเกลียดชังในตัวเย่หลิงของพวกเขานั้นล้ำลึกยิ่งกว่าผู้ใด
ยิ่งย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในครานั้น วันที่พวกเขาร่วมเดินทางกับเย่หลิงมายังดินแดนแห่งนี้ ความหนาวเหน็บราวกับน้ำแข็งก็กลับคืบคลานไปทั่วร่างทุกครั้ง
บุรุษผู้น่าสะพรึงกลัวเช่นนั้น พวกเขาโชคดีเพียงใดที่ในตอนนั้น ได้อยู่รวมกลุ่มกัน หากหลงเหลือตัวคนเดียวแล้ว เกรงว่าคงมิอาจรอดพ้นจากเงื้อมมืออันร้ายกาจของเย่หลิงมาได้
ทุกวันนี้ พวกเขาต่างภาวนาให้อิ่นเหมยผู้เป็นเทวีแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง หลุดพ้นจากเงื้อมเงาของมารร้ายอย่างเย่หลิงไปให้ได้โดยปลอดภัย
เมื่อได้ยินคำกล่าวเหล่านั้น ใบหน้าของชื่อหลิงกลับเย็นชา พลันปรากฏร่องรอยสังหารเจือจาง
"ข้าจะยุติทุกสิ่งกับเขาให้สิ้น!" นางเอ่ยเสียงเยียบเย็น
ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางเทือกเขาอันเวิ้งว้าง ผู้สืบทอดแห่งตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยง เย่หลางเทียน และผู้สืบทอดแห่งเขตต้องห้ามสระวิญญาณอมตะ ต่างก็ได้รับรู้ข่าวคราวเดียวกัน
"ผู้สืบทอดวิชามารปรากฏตัวแล้ว และอยู่ในซากปรักหักพังทางทิศตะวันออก อย่าปล่อยให้มันหลุดรอดไปได้!"
เสียงคำสั่งของอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งดังกังวานขึ้น เขาหันไปสั่งศิษย์มรรคาทั้งหลายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม โอกาสครั้งนี้สำคัญยิ่ง พวกเขาจะประมาทมิได้
เย่หลางเทียนขมวดคิ้วแน่น ทั้งร่างทอประกายเจิดจ้าแห่งเทพสวรรค์ในทุกอณู แม้แต่เส้นผมยังพร่างพรายไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ "เย่หลิงกล้าปรากฏตัวขึ้นจริงหรือ หากมิใช่เพราะมันมั่นใจในอะไรบางอย่าง คงมิเผยตนในสถานการณ์ที่ถูกไล่ล่าอย่างดุเดือดถึงเพียงนี้แน่"
แต่เดิมเขามีความคิดว่า เย่หลิงนั้นดูเป็นคนซื่อ หากทว่าเบื้องลึกกลับเจ้าเล่ห์กลับกลอกยิ่งนัก
"มิว่าอย่างไร ครั้งนี้ข้าจะมิยอมให้มันหนีรอดไปได้อีก"
เย่หลางเทียนกล่าวพลางรวบรวมเหล่าผู้ติดตามของตนมุ่งหน้าสู่ซากปรักหักพังที่ได้รับข่าวมา
การถูกกดดันจากตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์และเหล่าสำนักใหญ่ที่ใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง ได้ก่อให้เกิดภาระอันหนักหน่วงยิ่งสำหรับเขา
การกำจัดเย่หลิงด้วยมือของเขาเองเท่านั้น ที่จะช่วยระงับไฟโทสะจากทั่วทุกสารทิศได้
ในเวลาเดียวกัน อัจฉริยะรุ่นเยาว์เช่นหวังอู๋ซวงและคนอื่นๆ ต่างก็มุ่งหน้าสู่ซากปรักหักพังตามข่าวที่ได้รับมาเช่นกัน
ยามนี้ในหุบเขาและที่ราบเบื้องล่าง ได้เกิดเสียงสะท้านฟ้าสะเทือนดินแผ่กระจายไปทั่ว ต่างปรากฏภพรถศึกเทพเคลื่อนผ่านขอบฟ้า สายรุ้งศักดิ์สิทธิ์สั่นสะเทือนทั่วสารทิศ
แม้แต่เผ่าพันธุ์โบราณเช่นตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล ตระกูลอสรพิษโบราณ และตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกตะลึง
“เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ เหตุใดจึงมีผู้คนเร่งรุดไปยังสถานที่แห่งนั้นมากมายถึงเพียงนี้”
“หรือว่าจะมีสมบัติเซียนล้ำค่าอันใดปรากฏขึ้น”
หลากหลายสรรพชีวิตเอ่ยขึ้นในใจ ดวงตาทอประกายเจิดจ้า เดิมทีพวกเขามีแผนการจะร่วมมือกันเพื่อกำจัดกู้ฉางเกอ
ทว่าบัดนี้ทุกคนกลับเร่งรุดกลายเป็นสายรุ้งแห่งพลัง มุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกัน
ในอาณาเขตของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล เด็กสาวผู้หนึ่งยืนหยัดอยู่บนหน้าผาที่ล้อมรอบด้วยหมอกอันหนาแน่น
นางดูอายุเพียงสิบเจ็ดหรือสิบแปดปี สวมใส่อาภรณ์สีขาวงามสง่า ท่ามกลางเมฆหมอกที่แผ่ปกคลุมไปทั่วร่าง ดวงหน้างดงามประณีต ผมสีดำราวกับกลุ่มเมฆ ประดับด้วยปิ่นเก้าหงส์เพลิง บนร่างห่มอาภรณ์อันประดับด้วยลวดลายสลักประณีต เปรียบประหนึ่งดอกบัวสวรรค์อันบริสุทธิ์
“ตระกูลมังกรได้ประกาศบัญชามังกรแท้ว่า เหล่าผู้เยาว์แห่งตระกูลเซียนโบราณทั้งปวงจำต้องร่วมมือกันเพื่อกำจัดกู้ฉางเกอ”
นางกล่าวเบาๆ กับตนเอง ดวงตาดุจอัญมณีดำขลับฉายแววเจิดจรัส นางคือเฮยเหยียนอวี้ พี่สาวของเฮยหมิง
จากที่เห็นในเบื้องหน้า เฮยเหยียนอวี้นับว่าเป็นหนึ่งในผู้เยาว์ที่ทรงพลังที่สุดของเผ่าเซียนโบราณ
อีกทั้งยังเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลในรอบหลายแสนปี
ในอดีต เมื่อหลงเถิงมังกรหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้นได้เสาะหาสตรีงามจากเผ่าเซียนโบราณ นางก็เคยเป็นหนึ่งในผู้ที่เขาหมายตา ด้วยเพราะความงามที่มิมีผู้ใดเทียบเคียง
กระนั้นในยามนั้น เฮยเหยียนอวี้ก็มิได้ตอบรับเจตนาของหลงเถิง เพราะนางได้ซ่อนพรสวรรค์ของตนไว้อย่างเงียบงัน มิเคยเผยตัวตนใดๆ ออกมา
ทว่าหาได้หมายความว่านางไร้ซึ่งพลังหรือยินยอมศิโรราบแก่หลงเถิงไม่
เฮยเหยียนอวี้มีความทะเยอทะยานอันแรงกล้า นางต้องการนำพาตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลกลับคืนสู่เกียรติยศของบรรพชน และปกครองเหนือเผ่าเซียนโบราณทั้งปวง
แม้เดิมทีนางนั้นตั้งใจจะแสดงจุดยืนต่อหลงเถิงด้วยการท้าทายเขา
ทว่ากลับมิคาดคิดว่าหลงเถิงนั้นกลับจะถูกสังหารด้วยเงื้อมมือของกู้ฉางเกอได้
นางได้ยินถึงชื่อเสียงของกู้ฉางเกอมาก่อน และรู้ดีว่าเขานั้นทรงพลังเกินกว่าข่าวลือจะบรรยายได้ ความเกลียดชังและการใส่ร้ายที่แพร่กระจายระหว่างเผ่าเซียนโบราณ ล้วนเป็นเพียงผลที่มาจากความอิจฉา
แท้จริงแล้ว กู้ฉางเกอมีพลังใกล้เคียงกับขอบเขตเทวะสวรรค์
เฮยเหยียนอวี้เคยตามสืบผลแห่งศึกนั้นด้วยตนเอง และพบว่าคำเรียกขานว่าผู้ต้องห้ามแห่งยุคนั้นหาได้เกินจริงแม้แต่น้อย
ครั้งนี้ แม้กู้ฉางเกอจะทรงพลัง ทว่าหากเผ่าเซียนโบราณทั้งปวงร่วมมือกัน
นางย่อมมองเห็นโอกาสสำหรับตนเอง
“จงเตรียมตัวเถิด พวกเราจะออกเดินทางไปจัดการกับกู้ฉางเกอกัน”
นางเปล่งเสียงออกไป พร้อมกับเหล่าร่างอันทรงพลังพุ่งทะยานจากภูผาสู่ความว่างเปล่าเหนือฟากฟ้า
ฟึ่บ!
ร่างทั้งหลายต่างปรากฏขึ้นข้างกายนาง
เด็กสาวผมทองผู้มีปีกคู่บนหลัง ผู้อาวุโสงูร่างใหญ่ บุรุษหนุ่มผู้มีเกล็ดคลุมแขนทั้งสอง และยักษ์ร่างใหญ่ผู้มีเขาคล้ายวัว…
ทุกคนล้วนเป็นผู้มีพลังอันแข็งแกร่งที่สุดในเผ่า แต่ละคนมิได้แข็งแกร่งต่ำกว่าขอบเขตเทวะมายา
เมื่อเฮยเหยียนอวี้จากไป ภายใต้เงามืดของหน้าผา เฮยหมิงผู้มีปีกคู่สีดำปรากฏกายขึ้น เขามองไปยังทิศทางที่นางจากไป ดวงตาฉายแววเร้นลับ
“แม้แต่ผู้อาวุโสทั้งสองก็ยังฝึกฝนเคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศ... ครานี้ท่านพี่ได้ละทิ้งตระกูลไปแล้ว นี่คือโอกาสที่ข้าจะเรืองอำนาจ และกุมทุกสิ่งไว้ในกำมือ”
เขาพึมพำกับตนเอง แววตาเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความทะเยอทะยานที่โหมกระพืออย่างมิมีที่สิ้นสุด
เขาหาได้ทันสังเกตเห็นว่า ได้มีเส้นสายสีเงินประดุจใยแมงมุมปรากฏขึ้นในดวงตา ก่อนจะจางหายไปในชั่วพริบตา
…
ยามที่เย่หลิงพาอิ่นเหมยก้าวเข้าสู่บ่อน้ำอันแห้งผาก
ทัศนียภาพเบื้องหน้าพลันหมุนวนวูบไหวราวกับเกลียวพายุ พื้นที่อันกว้างใหญ่กลับพังทลายและซ้อนทับในความมืดอันเลือนราง
ทั้งสองราวกับแหวกผ่านระลอกคลื่นอันโปร่งใส ก่อนที่เท้าจะสัมผัสผืนดินอันมั่นคง
แววตาของอิ่นเหมยปรากฏประกายบางอย่าง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึง "ที่นี่คือที่ใดกัน หรือเราจะมาเยือนโลกอีกใบหนึ่งแล้ว"
เย่หลิงที่เดินนำอยู่ด้านหน้า หยุดนิ่งและพยักหน้าเล็กน้อย ข่มกลั้นความตื่นเต้นในใจก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“ถูกต้องแล้ว ที่นี่คือโลกอีกใบหนึ่ง หากจะกล่าวให้ถูกต้องก็เป็นเพียงโลกน้อยๆ ใบหนึ่งเท่านั้น แท้จริงแล้วที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ที่อาจารย์ของข้าทิ้งเอาไว้ให้”
ยามเอ่ยถ้อยคำนั้น เย่หลิงที่ก้าวนำอยู่เบื้องหน้าก็มิอาจซ่อนความตื่นเต้นอันล้นปรี่เอาไว้ภายใน
ในยามปกตินั้น เขามักจะเรียกขานท่านว่ามหาเทพวัฏสงสาร
ทว่าเมื่ออยู่ในถ้ำซึ่งมหาเทพวัฏสงสารหลงเหลือเอาไว้ให้กับเขาแล้ว การเอ่ยเรียกขานว่าอาจารย์ย่อมจะเหมาะสมกว่ามาก
เผื่อว่ามหาเทพวัฏสงสารจะยังคงหลงเหลือเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณเอาไว้ หากเขาเผลอกล่าวสิ่งใดที่มิเหมาะสมและถูกขับไล่ออกจากการเป็นศิษย์ นั่นคงจะเป็นความสูญเสียอันใหญ่หลวง
แม้ฉากหน้าของเย่หลิงจะดูเป็นคนเรียบง่าย ทว่าในใจของเขากลับเต็มไปด้วยแผนการมากมาย
"มหาเทพวัฏสงสาร… หรือว่า..."
อิ่นเหมยแสร้งแสดงความตกตะลึง น้ำเสียงเจือความมิอยากจะเชื่อ
ความจริงแล้ว กู้ฉางเกอได้บอกกล่าวความจริงทั้งหมดแก่นางแล้ว ทำให้นางมิได้รู้สึกประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
"ใช่ เจ้าเดาได้มิผิด" เย่หลิงตอบด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ใบหน้าเขาเผยรอยยิ้มบาง รู้สึกอิ่มเอมที่ได้กล่าวถึงฐานะของผู้สืบทอดจากมหาเทพวัฏสงสาร
เขามิเคยกล้าเปิดเผยฐานะนี้ต่อผู้ใด ด้วยเกรงว่าผู้อื่นจะหมายตาในโอกาสวาสนาของเขา
ทว่าการได้กล่าวต่อหน้าอิ่นเหมยเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกดีใจอย่างประหลาด โดยเฉพาะยามเมื่อเห็นแววตาอันตื่นตะลึงและนับถือในดวงตาของนาง
“มหาเทพวัฏสงสาร... บุคคลผู้เกือบสัมผัสขอบเขตแห่งเซียน มิอยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าจะมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ช่างน่าทึ่งนัก” อิ่นเหมยเอ่ยชื่นชมด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงใจ
เย่หลิงส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันขื่นขม “นั่นยิ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ข่าวลือที่ข้าเป็นผู้สืบทอดวิชามารนั้นล้วนไร้สาระอย่างสิ้นเชิง ความจริงแล้ว ผู้ที่เป็นผู้สืบทอดวิชามารที่แท้จริงคือกู้ฉางเกอแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ผู้นั้นต่างหาก…”
"เป็นเขาที่ใส่ร้ายข้า!"
“กู้ฉางเกอผู้ต่ำช้าสารเลว ข้าจะฉีกหน้ากากอันน่าเคารพนั่นออก ให้ทั้งใต้หล้ารู้ว่าผู้ใดคือผู้ร้ายตัวจริงกันแน่…”
เมื่อยามเอ่ยถึงกู้ฉางเกอ แววตาของเย่หลิงพลันฉายประกายแห่งความเคียดแค้นอันลึกล้ำและแรงอาฆาตที่แผ่ซ่านออกมาดุจคมกระบี่
ในใต้หล้านี้ ยังมิเคยมีผู้ใดที่ทำให้เขาเกลียดชังได้ถึงเพียงนี้
แม้กระทั่งเย่หลางเทียนก็ยังมิอาจเทียบเคียงได้
ทั้งที่ทั้งคู่มิเคยเผชิญหน้ากันมาก่อนเลยสักครั้ง แม้แต่คำพูดเพียงประโยคก็ยังมิเคยเอ่ยคำ
ทว่ากู้ฉางเกอกลับวางแผนป้ายความผิดให้เขาอย่างแยบยล บีบคั้นให้เขาต้องตกเป็นเป้าสายตาของผู้คน ถูกประณามและไล่ล่าราวกับหนูที่ถูกขับไล่
กระทั่งสถานการณ์ที่เขาจะกลายเป็นศัตรูกับคนทั้งใต้หล้า ก็อยู่มิไกลอีกต่อไป
"เจ้ามิจำเป็นต้องกล่าวสิ่งเหล่านี้ ข้าย่อมเชื่อในตัวเจ้าเสมอ เย่หลิง"
เสียงอันอ่อนโยนของอิ่นเหมดังขัดจังหวะคำกล่าวของเขา ริมฝีปากของนางเผยรอยยิ้มบาง
เย่หลิงพลันรู้สึกอบอุ่นในใจ เขาพยักหน้าก่อนเอ่ยตอบอย่างจริงใจ "มีแต่เจ้าที่ดีต่อข้าเช่นนี้ อิ่นเหมย"
แล้วเขาก็เดินนำหน้าอีกครั้ง ทิ้งเรื่องราวแห่งความคับแค้นใจไว้เบื้องหลัง
ก่อนนำทางนางเข้าสู่โลกที่อาจารย์ของเขาเหลือทิ้งเอาไว้
...
"ร่องรอยที่อิ่นเหมยทิ้งเอาไว้… อยู่ในที่แห่งนี้"
ร่างของกู้ฉางเกอปรากฏจากความว่างเปล่า ก่อนแทรกผ่านหมอกแห่งห้วงมิติเข้าสู่วิหารโบราณอันทรุดโทรม
เขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าบ่อน้ำอันแห้งผาก ดวงตาเปล่งประกายแห่งความครุ่นคิด
"เย่หลิงในยามนี้ คงจะก้าวเข้าไปข้างในแล้ว… ดูท่าว่านี่อาจจะเป็นเส้นทางเชื่อมสู่อีกโลกหนึ่ง คล้ายกับมิติแห่งโลกภายในของข้า" เขารำพึงเบาๆ ก่อนจะหลับตาเพ่งดวงจิตแห่งมรรคาทอดลงไปสำรวจความลึกของบ่อ
ในชั่วพริบตา กู้ฉางเกอผู้เชี่ยวชาญในด้านพลังแห่งมิติ พลันรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนอันบางเบาของมิติที่ปะปนอยู่ในความเงียบงัน
“ที่นี่เชื่อมโยงสู่อีกโลกหนึ่ง ซึ่งซ่อนเร้นกลไกอันลึกลับเอาไว้อย่างล้ำลึก”
รอยยิ้มบางเผยขึ้นที่มุมปากของเขา
ขณะเดียวกัน เขานึกถึงฝูงชนที่มุ่งหน้าไปยังซากปรักหักพังที่เป็นกับดัก และหัวเราะเบาๆ ขึ้นในใจ "ยามนี้ มิมีผู้ใดเลยนอกจากข้า ที่รู้ว่าเย่หลิงอยู่ที่ใด"
ก้าวย่างของกู้ฉางเกอนั้นแผ่วเบา ทว่ากลับมั่นคง เขาลงสู่บ่อแห่งนั้นโดยปราศจากความลังเล ใบหน้าฉายแววผ่อนคลาย เพราะสิ่งนี้หาใช่เรื่องใหม่สำหรับเขาไม่
การเก็บเกี่ยวผลที่สุกงอม โดยให้ผู้อื่นเป็นผู้เปิดทางให้จนปลอดภัย แล้วค่อยเดินตามไปครอบครอง คือวิธีที่เขาใช้มานับครั้งมิถ้วน
เย่หลิงเผชิญกับอันตรายเบื้องหน้า ส่วนเขานั้นกลับเดินทางอย่างสำราญใจ มิต้องเหน็ดเหนื่อยลงแรงเลยแม้แต่น้อย
เพียงแต่ว่าครั้งนี้ เขามิมีเจตนาจะปล่อยให้เย่หลิงรอดชีวิตออกมาได้
และเมื่อถึงยามที่ทุกคนถามถึงผู้สืบทอดวิชามารอย่างเย่หลิง เขาก็ย่อมสามารถกล่าวได้ว่า อีกฝ่ายทุ่มพลังทั้งหมดเพื่อหลบหนีจากการสังหารของเขา
กู้ฉางเกอได้วางแผนทุกสิ่งเอาไว้หมดแล้ว เขาแค่เพียงร่วมมือกับอิ่นเหมย สร้างภาพว่าเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บหนักในศึกกับเย่หลิง เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับเรื่องราว
ด้วยแผนการอันไร้ช่องโหว่เช่นนี้ สุดท้ายมิมีผู้ใดล่วงรู้ว่า เย่หลิงผู้ลึกลับในสายตาของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรนั้นได้สิ้นชีพลงอย่างแท้จริง
ผู้คนจะยังคงค้นหาเย่หลิงผู้ที่ในความเป็นจริงได้กลายเป็นเพียงเถ้าธุลีไปสิ้น
และด้วยความสามารถในการปลอมแปลงอันเหนือชั้นของเขาในอดีต ย่อมมิมีผู้ใดสงสัยว่าเขาได้สิ้นชีพไปแล้ว
กู้ฉางเกอนั้นปิดบังความจริงไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเงามืด จะกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนเชื่อไปโดยปริยายว่าเป็นฝีมือของเย่หลิง
มิมีผู้ใดเลยที่จะล่วงรู้ถึงเงื่อนงำเบื้องหลัง และมิแม้แต่จะสงสัยว่ากู้ฉางเกอคือผู้ควบคุมแผนการทั้งหมดนี้
ความลับของเขาจะยังคงซ่อนเร้นในความลึกลับของเงามืดตลอดไป
…
เย่หลิงและอิ่นเหมยเร่งรุดเดินทางมาไกลจนมิอาจนับระยะทางได้ พื้นที่เบื้องหน้าคล้ายกับเป็นรอยแยกใต้พิภพที่ทอดลึกลงไปจนสุดสายตา กระแสอันร้อนระอุแผ่ซ่านออกมาราวกับลมหายใจของสิ่งมีชีวิตโบราณ
ท่ามกลางห้วงอากาศที่เต็มไปด้วยความลี้ลับ แสงสลัวสะท้อนเงาของอักขระอาคมจารึกไว้ทั่วทุกทิศ ทุกสิ่งล้วนเต็มไปด้วยพลังแห่งวัฏสงสารที่เร้นลับ หากไร้ซึ่งความเข้าใจในพลังนี้ แม้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ก็ยังยากจะก้าวข้ามไปได้
“เย่หลิง เจ้าจงระวังตัวไว้ให้ดี ที่แห่งนี้คือบททดสอบสุดท้ายของมหาเทพวัฏสงสาร กลไกและค่ายกลเบื้องหน้าล้วนมิอาจประมาทได้” เสียงของผู้อาวุโสกุยดังออกมาจากจี้หยก
ทำให้เย่หลิงสั่นสะท้านในใจ และมิกล้าลดความระแวดระวังลงแม้เพียงเสี้ยว
เสียงคำรามจากธารศิลาร้อนเบื้องล่างดังสะท้อนไปทั่วทั้งโถงใต้พิภพ ไอร้อนปกคลุมอากาศจนทุกก้าวย่างนั้นราวกับเดินอยู่ในทะเลเพลิง
แสงสะท้อนจากธารศิลาร้อนที่ไหลเวียนใต้สะพานไม้แคบๆ ที่ทอดไปยังอีกฝั่งของหุบเหว ทำให้ฉากเบื้องหน้าดูราวกับภาพในตำนาน
“ระวังสิ่งมีชีวิตธาตุไฟที่ซ่อนตัวอยู่ในธารศิลาร้อนนั้น...” เสียงเตือนของผู้อาวุโสกุยดังขึ้นอีกครั้ง
เย่หลิงพยักหน้ารับโดยไร้ความลังเล
กระแสพลังอันร้อนแรงประดุจทะเลเพลิงโหมกระหน่ำขึ้นมา ทว่ากลับถูกพลังแห่งวัฏสงสารที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเย่หลิงปัดเป่าจนมลายสิ้น
แรงกดดันจากคลื่นพลังนี้ทั้งหนักและร้อนจนเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่มีพลังด้อยกว่าสามารถถูกบดขยี้จนแตกสลายในชั่วพริบตา
กระนั้น สำหรับเย่หลิงแล้ว นี่กลับเป็นการทดสอบที่เหมาะสมอย่างยิ่ง
มันท้าทาย ทว่ามิถึงกับนำมาซึ่งความตาย
เสียงคำรามดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง สิ่งมีชีวิตที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงปรากฏจากธารศิลาร้อน ก่อนพุ่งตรงเข้าหาเย่หลิงในทันที การต่อสู้อันดุเดือดระเบิดขึ้นอย่างมิมีคำเตือนล่วงหน้า
ขณะที่เย่หลิงดวลกับเปลวเพลิงอันกราดเกรี้ยว อิ่นเหมยที่ยืนอยู่เบื้องหลังกลับเฝ้ามองทุกสิ่งอย่างเงียบงัน สองมือพลางบันทึกสิ่งที่เห็นลงไปในกระแสพลังอันลึกลับของตน
เย่หลิงมิเคยล่วงรู้ถึงสิ่งที่อิ่นเหมยกระทำ
ในสายตาของเขา จุดสิ้นสุดของเส้นทางนี้คือขุมทรัพย์ที่ซ่อนเร้น
สิ่งอื่นหาได้มีความสำคัญต่อเขาไม่
เมื่อการต่อสู้อันดุเดือดสิ้นสุดลง เย่หลิงและอิ่นเหมยต่างฝ่าผ่านค่ายกลอันตรายและกลไกที่ซ่อนเร้นไปได้ทั้งหมด ในที่สุดก็เดินทางมาถึงจุดลึกสุดของเส้นทาง
เบื้องหน้าของพวกเขา ปรากฏถ้ำที่เปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมาราวกับลมหายใจแห่งจักรวาล
เสาหลักสำริดสามต้นตั้งตระหง่านรองรับตำหนักที่สร้างขึ้นจากสำริดและหยกขาวบริสุทธิ์
ตำหนักนั้นล่องลอยอยู่กลางอากาศ กระแสพลังแห่งวัฏสงสารที่เป็นสีดำและขาวพวยพุ่งหมุนวนอยู่รอบมัน แสงสว่างสะท้อนชัดในความมืดรอบข้าง
ภายในตำหนัก กลุ่มหมอกสีเงินลอยเอื่อยเหนือทะเลสาบที่เปล่งแสงระยิบระยับราวกับทางช้างเผือก
ท่ามกลางทะเลสาบนั้นมีต้นไม้เล็กๆ ที่ส่องประกายสีเงินสลับดำ แผ่พลังวัฏสงสารอันลึกล้ำออกมา กิ่งก้านโอนเอนไหวไปมาราวกับมีชีวิต
เย่หลิงยืนอยู่หน้าถ้ำ ร่างสั่นสะท้านด้วยความปลื้มปิติ ดวงตาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้า ความตื่นเต้นและยินดีในใจเอ่อล้นจนมิอาจปกปิดได้
แม้แต่อิ่นเหมย ผู้ที่ปกติแล้วสงบนิ่งยิ่งนัก ในเวลานี้ก็ยังมิอาจหักห้ามความตกตะลึงในสิ่งที่เห็น ดวงตาของนางจับจ้องไปยังภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่มิอาจบรรยายได้…
"ทะเลสาบวัฏสงสารที่มหาเทพวัฏสงสารทิ้งไว้… สามารถหลอมสร้างกายวัฏสงสารขึ้นได้"
"ส่วนรากวัฏสงสาร คือสิ่งวิเศษแห่งเซียนที่หยั่งรากลึกในทะเลสาบนี้ สามารถกลั่นพลังต้นกำเนิดวัฏสงสารได้ แม้กระทั่งยังสามารถนำมาใช้เป็นอาวุธที่สามารถกวาดล้างทุกสรรพสิ่ง!"
"ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีถ้ำพกพาของมหาเทพวัฏสงสารซึ่งหลอมขึ้นด้วยศิลาแห่งโลก ที่ภายในบรรจุมรดกทั้งมวลของมหาเทพ มิเว้นแม้กระทั่งหุ่นเชิดอันน่าสะพรึงกลัวที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อครั้งอดีตกาล"
เสียงของผู้อาวุโสกุยดังก้องด้วยความตื่นเต้น ก่อนกระจายไปทั่วห้วงความคิดของเย่หลิง
"ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราฝ่าฟันมา… หาได้สูญเปล่าไม่!"
เย่หลิงเองก็มิอาจหักห้ามความตื่นเต้นที่เอ่อล้น เขามองไปยังโอกาสอันยิ่งใหญ่เบื้องหน้า ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านไปด้วยอารมณ์ที่พวยพุ่ง
"ทุกสิ่งนั้น… ล้วนเป็นของข้า! ชะตาสวรรค์ได้เลือกข้าแล้ว กู้ฉางเกอ เจ้าคอยดูไว้เถิด!" น้ำเสียงของเขาสั่นพร่า เปี่ยมไปด้วยความยินดีที่มิอาจระงับได้