ไม่ง่ายเลยกว่าที่เสิ่นเย่ว์เฉินจะได้พึ่งใบบุญฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น จนสามารถปลีกตัวออกมาจากเรือนหลักได้ ตอนนี้นางไม่ต้องเผชิญหน้ากับสามีภรรยาเสิ่นจื้ออวิ๋นเป็การชั่วคราวแต่ผู้ใดจะทราบว่าสองพี่น้องเสิ่นเย่ว์ฉานกับเสิ่นเย่ว์อิงกลับเดินประกบซ้ายขวามาตลอดทางมุ่งหน้าสู่สวนไผ่เขียวด้วยกันกับนาง
“หากพี่หญิงใหญ่ถึงลานเรือนแล้วจะต้องเดินให้ทั่วนะเ้าคะสำรวจดูให้ทั่วๆ หน่อย”
“ได้ เช่นนั้นต้องรบกวนน้องรองแล้ว”
แม้ไม่สะดวกใจแต่เสิ่นเย่ว์เฉินก็ไม่อาจกล่าวให้ชัดเจนได้ ถึงอย่างไรการอยู่ที่นี่ตนนับเป็แขกไม่ใช่เ้าบ้านดังที่กล่าวกันว่าเป็แขกต้องตามแต่เ้าบ้านสะดวกใจด้วยตำแหน่งฐานะในตระกูลเสิ่นของร่างนี้ เสิ่นเย่ว์เฉินไม่คาดหวังสิ่งใดนานแล้ว
สามพี่น้องเดินร่วมทาง เสิ่นเย่ว์ฉานพาเสิ่นเย่ว์เฉินเดินไปยังสวนไผ่เขียวแนะนำทิวทัศน์รอบๆ ให้นางเป็บางครั้ง ทั้งยังถือโอกาสพานางไปชมบุปผาอีกหลายแห่ง
หากเทียบกันแล้ว จวนตระกูลเสิ่นกว้างขวางงดงามกว่าบ้านเดิมตระกูลเสิ่นมากมีลักษณะของบ้านขุนนางให้เห็นเลือนๆ แฝงไปด้วยความถ่อมตนไม่โอหัง
เสิ่นเย่ว์เฉินไม่ได้สนใจทิวทัศน์งาม กลับสนใจเสิ่นเย่ว์ฉานที่ตั้งใจสังเกตสีหน้าตนอยู่ตลอดในใจก็เกิดความสงสัยขึ้นมา แม้นางจะพูดคุยยิ้มแย้มกับตนตลอดเวลาทว่ารอยยิ้มกลับดูไร้ความจริงใจแม้สักกระผีกริ้น หนำซ้ำยังแฝงไปด้วยความรังเกียจค่อนแคะปรากฏอยู่รางๆ
เสิ่นเย่ว์เฉินเข้าใจว่านางภาคภูมิใจกับความสูงส่งของตนเองจึงปล่อยให้นางพิศมองตามแต่ใจทั้งยังแสร้งทำเป็ไม่เห็น เชยชมเพียงบุปผาต้นหญ้างดงามเต็มสวน บ้างก็กล่าวชื่นชมอย่างสุภาพไปหลายประโยค
ทันใดนั้นเสิ่นเย่ว์ฉานก็กล่าวขึ้นว่า“ดอกไม้ในสวนล้วนเป็ดอกไม้ที่พวกเราพี่น้องชอบที่สุดท่านพ่อเชิญนักจัดสวนมาปลูกโดยเฉพาะ ข้าชอบดอกมู่ตันที่สุด ส่วนเย่ว์อิงชอบไห่ถังแล้วพี่หญิงใหญ่ล่ะ พี่หญิงใหญ่ชอบดอกอะไรที่สุดหรือเ้าคะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินดังนั้นก็ยิ้มบาง “ข้าเห็นแล้วก็ชอบไปหมด”
แต่ไหนแต่ไรนางไม่สนใจเื่ดอกไม้ใบหญ้าเลยสักนิดไม่ว่าจะเป็โลกก่อนหรือโลกนี้ ร้อยบุปผาประชันแข่ง แม้ดูงดงาม แต่บุปผาเบ่งบานถึงอย่างไรก็ต้องมีวันร่วงโรย่เวลาอันงดงามนั้นช่างไม่จีรังยั่งยืน
เสิ่นเย่ว์ฉานเห็นนางตอบอย่างขอไปทีจึงเลิกคิ้วมองครู่หนึ่งแล้วถามว่า“ก่อนหน้านี้ได้ยินท่านแม่บอกว่าพี่หญิงใหญ่ไปร่วมงานชมบุปผาที่ตระกูลจูได้ชมดอกมู่ตันเขียวที่หายากเป็อย่างยิ่งด้วย ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก”
เมื่อกล่าวถึงตระกูลจูอีกครั้งเสิ่นเย่ว์เฉินก็อดใจสั่นไม่ได้ ตอนนี้นางรู้สึกราวกับคำว่า‘ตระกูลจู’เป็ป้ายยี่ห้อแปะอยู่บนร่างตน ไม่มี่เวลาไหนที่ผู้อื่นจะไม่พูดถึง
เสิ่นเย่ว์ฉานเห็นนางไม่ได้ตอบทันทีก็มองด้วยความสงสัยก่อนกล่าวแฝงความนัยลึกล้ำ “พี่หญิงใหญ่เป็คนที่เคยพบเห็นโลกกว้างมาแล้วย่อมไม่เหมือนพวกเรา ไหนเลยจะถูกตาต้องใจบุปผาต้นหญ้าดาษดื่นเหล่านี้”ในน้ำเสียงคละเคล้าไปด้วยความอิจฉาจางๆ ทำเอาเสิ่นเย่ว์อิงและเหล่าสาวใช้ที่อยู่ข้างๆพากันปิดปากหัวเราะ
จากนั้นนางก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แสร้งถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา “พี่หญิงใหญ่หากวันหน้าท่านแต่งเข้าตระกูลจูแล้วจะให้น้องสาวอย่างพวกเราพึ่งใบบุญไปเปิดหูเปิดตาได้หรือไม่เ้าคะ”
เมื่อเสิ่นเย่ว์ฉานกล่าวออกมาเช่นนี้ สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปที่ร่างของเสิ่นเย่ว์เฉินบ้างก็อยากรู้อยากเห็น บ้างก็ตลกขบขัน
เสิ่นเย่ว์เฉินค่อยๆ กำมือแน่นขึ้น สีหน้าแดงระเรื่อ มองเสิ่นเย่ว์ฉานคล้ายขุ่นเคืองทั้งยังกล่าวเสียงแข็ง “น้องรองอย่าพูดจาหยอกล้อข้าอีกเลย คำพูดเช่นนี้ไม่อาจพูดมั่วซั่ว”
เสิ่นเย่ว์ฉานเห็นดวงตาของนางสั่นไหวก็ยิ้มพลางเอ่ย “ข้าเพียงถามไปตามใจนึกเท่านั้นเหตุใดพี่หญิงใหญ่ต้องเขินอายจนหน้าแดงด้วย” กล่าวจบก็ดึงแขนเสื้อนางอย่างออดอ้อน“พี่หญิงใหญ่เ้าคะ ท่านบอกพวกเราหน่อยเถิดดอกมู่ตันเขียวของตระกูลจูหน้าตาเป็อย่างไรกันแน่”
เสิ่นเย่ว์อิงได้ยินดังนั้นก็รีบกล่าวสำทับตาม “ใช่เ้าค่ะพี่หญิงใหญ่บอกพวกเราหน่อยเถิด ข้าเองก็อยากรู้เช่นกัน”
เสิ่นเย่ว์เฉินเอือมระอากับการดื้อดึงไต่ถามเช่นนี้ของพวกนางจากก้นบึ้งของหัวใจจึงตอบไปอย่างคลุมเครือ “ก็ดูคล้ายดอกจวี๋ฮวาธรรมดาทั่วไปเพียงแต่สีเขียวทึบเหมือนหยก”
อันที่จริงวันที่อยู่สกุลจูนางไม่มีอารมณ์ชื่นชมบุปผาแต่อย่างใดความคิดจิตใจล่องลอยไปอยู่ที่อื่นจนจำสิ่งใดไม่ค่อยได้แล้ว
เสิ่นเย่ว์ฉานยู่ปากอย่างไม่พอใจนัก “พี่หญิงใหญ่ ข้าเคืองท่านแล้วในเมื่อไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด เหตุใดต้องตอบอย่างขอไปทีเช่นนี้ด้วย”กล่าวจบก็ปล่อยมือนาง ท่าทางโมโหขุ่นเคืองเล็กน้อย
เสิ่นเย่ว์เฉินยิ้มพลางเอ่ย “น้องสาวคนดีอย่าโกรธไปเลยต่อไปถ้ามีโอกาสข้าจะพาเ้าไปดูดอกมู่ตันเขียวแน่นอน”
เสิ่นเย่ว์ฉานได้ยินอย่างนั้นดวงตาพลันเปล่งประกายวาววับ ท่าทางประหลาดใจ“อ้อ ความหมายของพี่หญิงใหญ่คือจะพาข้าไปตระกูลจูหรือ”
เสิ่นเย่ว์เฉินนับถือความตอแยของนางจริงๆใต้หล้านี้ไม่ได้มีเพียงตระกูลจูที่มีดอกมู่ตันเขียวสักหน่อยแต่คำบางคำก็ไม่อาจพูดให้ชัดเจนเกินไป นางทำเพียงมองเสิ่นเย่ว์ฉานและยิ้มโดยไม่เอ่ยวาจาพร้อมจบหัวข้อสนทนาเกี่ยวกับตระกูลจูอย่างสมบูรณ์ ก่อนเอ่ยว่า “น้องสาวข้าเหนื่อยแล้วจริงๆ อยากกลับไปพักผ่อนแล้ว”
เสิ่นเย่ว์ฉานได้ยินดังนั้นก็คลี่ยิ้มบาง กล่าวว่า “เป็ข้าที่ติดเล่นเกินไปทำให้พี่หญิงเหนื่อยแล้ว เช่นนั้นพวกเราไปพักผ่อนที่ห้องปีกกันเถิด”
สวนไผ่เขียวเป็สถานที่เงียบสงบจริงๆ พวกชุนิจัดการสัมภาระของเสิ่นเย่ว์เฉินอย่างเหมาะสมเสร็จแล้วทั้งยังปูเตียงไว้เรียบร้อย เมื่อเข้าไปก็พักผ่อนได้เลย
เมื่อเสิ่นเย่ว์เฉินกล่าวว่าจะพักผ่อนสักหน่อย เสิ่นเย่ว์ฉานย่อมไม่ดื้อดึงจะพูดคุยกับนางอีกจากนั้นก็พาเสิ่นเย่ว์อิงผู้เป็น้องสาวกลับไปยังเรือนตนด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์นัก
เสิ่นเย่ว์อิงเห็นพี่สาวขมวดคิ้วจึงถามว่า “พี่หญิงรองพี่หญิงใหญ่ของพวกเราคนนี้ดูท่าทางเป็คนอารมณ์ดีนะเ้าคะ”
เสิ่นเย่ว์ฉานไม่เห็นด้วย “เพิ่งพบหน้าครั้งเดียว ใครจะรู้ว่าดีหรือไม่ดี”
เสิ่นเย่ว์อิงกล่าวต่อ “ต่อไปพี่หญิงรองจะพูดอะไรต้องระวังหน่อยตอนนี้ท่านย่าอยู่ที่นี่ด้วย หากพี่หญิงใหญ่ไปฟ้องคงไม่ดี”
เสิ่นเย่ว์ฉานได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเบาๆ “ฟ้องอะไรเล่าเ้าคิดว่าท่านย่ารักนางจากใจจริงหรือ ก็แค่โอ๋นางชั่วคราวเท่านั้น”
เสิ่นเย่ว์อิงได้ยินก็ผงกศีรษะท่าทางใคร่ครวญ
เมื่อกลับถึงห้อง เสิ่นเย่ว์ฉานก็รอเหยาซื่อผู้เป็มารดามาหาและไม่ผิดจากที่คาด เมื่อเหยาซื่อจัดการเื่ห้องหับให้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเสร็จก็มาหานางที่นี่จริงๆ
เสิ่นเย่ว์ฉานลุกขึ้นต้อนรับ กล่าวยิ้มๆ ว่า “ท่านแม่มาได้จังหวะพอดีลูกเพิ่งตากชาเสร็จ”
เหยาซื่อสีหน้าเรียบเฉย ยกชาขึ้นจิบคำหนึ่งแล้ววางลง
เสิ่นเย่ว์ฉานเดินเข้ามาหา อิงแอบข้างกายนางทั้งยังกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน“ท่านแม่ สีหน้าท่านไม่ดีเลย เกิดเื่อะไรหรือเ้าคะ”
ดวงตาอ่อนโยนดุจสายน้ำของเหยาซื่อหยุดมองบนใบหน้างดงามของบุตรสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “ก็เพราะพี่หญิงใหญ่คนนั้นของเ้าอย่างไรเล่านางทำให้ข้าต้องถูกสั่งสอนต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าอย่างไร้เหตุผล”
เสิ่นเย่ว์ฉานชะงักงันก่อนถาม “ทำไมหรือ ท่านย่าเพิ่งมาถึงวันนี้ไม่ใช่หรือ”
เหยาซื่อแค่นหัวเราะเ็า “ความคิดจิตใจของย่าเ้าเ้าเล่ห์ที่สุดแล้วให้ผู้อื่นเป็คนเลวส่วนตนเองเลือกเป็คนดี ตอนนี้พี่หญิงใหญ่ของเ้ามาแล้วหากนางขาดเหลืออะไรก็เป็ความผิดของข้า”
“อยู่ดีๆ ท่านย่าเป็อะไรไปเ้าคะ ตกลงพี่หญิงใหญ่มีอะไรดีกันแน่”
เหยาซื่อส่ายศีรษะเล็กน้อย “ไม่ว่านางจะมีอะไรดีหรือไม่อย่างไรวันนี้นางก็เป็ดวงใจของฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว วันหน้าหากเ้าจะทำสิ่งใดย่อมต้องคิดให้ละเอียดถี่ถ้วนสักหน่อยอย่าทำตามความเคยชินเหมือนยามอยู่บ้านตามปกติอย่าพูดจาไม่แยกแยะ หากย่าเ้าได้ยินถึงตอนนั้นจะถูกฉวยโอกาสเล่นงานอีก”
เสิ่นเย่ว์ฉานกล่าวด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “ท่านแม่ ข้าจะพูดอะไรได้อีก โธ่คิดแล้วก็น่ารำคาญจริงๆ หากรู้ว่านางจะน่ารำคาญเช่นนี้ตอนแรกท่านแม่ไม่ควรยอมรับพวกนางมาเลย”
เหยาซื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็มืดครึ้มลง กล่าวว่า “เ้าจะไปเข้าใจอะไร บิดาของเ้าเป็ลูกกตัญญูเื่เช่นนี้ข้าไม่อาจพูดว่าไม่”
แม้ปกติแล้วยามอยู่ต่อหน้าเสิ่นจื้ออวิ๋นเหยาซื่อจะยืดอกหลังตรงพูดเสียงดังชัดเจนได้เพราะบ้านเดิมมั่งคั่งร่ำรวย ทว่ายามที่ในบ้านเกิดเื่ใหญ่อันใดขึ้นสุดท้ายคนที่จะตัดสินใจย่อมต้องเป็เสิ่นจื้ออวิ๋น โดยเฉพาะเื่เกี่ยวกับฮูหยินผู้เฒ่านางต้องใจกว้างสักหน่อย มิเช่นนั้นจะกลายเป็คนไร้คุณธรรม