ซึ่งนั่นก็ถือเป็การเปิดฉากปะทะอย่างเป็ทางการไปโดยปริยายโดยชายทั้งสามที่ประสงค์จะหลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาททำได้เพียงยืนอ้าปากหวอด้วยความเหวอ
“เฮ้ย!! ทำแบบนี้ทำไมวะ!!?”เมื่อเห็นอลันโดนต่อย โจเซฟก็คงจะอยู่เฉยไม่ได้ เขาจึงต่อยสวนกลับเข้าไปที่หน้าของโอ๊ตหนึ่งหมัดในทันที! ผั่วะ!
จากนั้นเหตุการณ์ทุกอย่างก็ชุลมุนวุ่นวายโอ๊ต,หน่อม และ อลันกับโจเซฟ ต่างแลกหมัดกันอย่างดุเดือด โดย เกษม ดั๊ก เกี้ยก็พยายามที่จะเข้าไปห้าม
แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงสุดขีด เมื่อดั๊กที่้าจะหยุดการทะเลาะวิวาทในครั้งนี้กลับโดนลูกหลงทำให้ได้รับาเ็ไปด้วย
เ้าหมีอ้วนที่คิดว่าตัวเองมีเจตนาดีแต่กลับได้รับผลตอบแทนที่ไม่ยุติธรรมก็อารมณ์ขึ้นราวกับช้างตกมัน จึงได้เข้าไปช่วยหน่อมกับโอ๊ตในการต่อสู้!
ทันทีที่ดั๊กเข้าไปร่วมในวงปะทะ ทางฝั่งของอลันและโจเซฟ จึงตกเป็ฝ่ายเสียเปรียบอย่างสิ้นเชิง
เมื่อชายหัวเห็ดเห็นว่าฝ่ายของเขาถึงคราวเข้าตาจนเขาจึงได้ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด!
“เฮ้ยยย ๆ ๆ !! ทำไมอยู่ ๆ ขาของมันก็เรืองแสงวะ” เกษมพยายามกวักมือเรียกเกี้ยที่กำลังมองหาความช่วยเหลือให้หันมาดูขาของอลัน.
แต่เกี้ยกลับไม่ได้สนใจอะไรเลย เขาเอาแต่ร้องโหวกเหวกะโเรียกคนมาช่วยไอ้หนุ่มตัวฮาเริ่มกลายเป็คนสติแตกไปแล้ว..
“อลันน!! หยุดด!! อย่าใช้มัน!!!”โจเซฟที่กำลังโดนโอ๊ตและหน่อมรุมซ้อมอยู่ พยายามะโห้ามอลันอย่างสุดชีวิตเพื่อไม่ให้หนุ่มละตินร่างเล็กใช้พลังอะไรบางอย่าง
“ไม่ทนแล้วโว้ยย!! หัวร้อนไปหมดแล้ว!!!” ชายผิวสีน้ำผึ้งเืร้อนบันดาลโทสะจนถึงขีดสุด!!
แต่ในขณะที่เขากำลังง้างขาอันแสนน่ากลัวเพื่อที่จะใส่เตะไอ้อ้วนดั๊กอยู่นั่นเอง..
“ผลึ่บบ!!” ขาข้างหลักที่อลันใช้ยืน อยู่ ๆ ก็พับไปซะเฉยๆ ทำให้ชายหัวเห็ดเสียการทรงตัวและล้มก้นจั้มเบ้าลงไปนั่งกับพื้น
บรรยากาศนิ่งเงียบไปชั่วครู่จนได้ยินเสียงจิ้งหรีดที่คอยส่งเสียงประสานกับเสียงของน้ำในลำธารที่ยังคงไหลเอื่อยไม่หยุด..
จากนั้นก็มีเชือกสองเส้นค่อยๆ ลอยมาหากลุ่มผู้ทะเลาะวิวาท โดยเส้นแรกมุ่งตรงไปมัดตัวอลันกับโจเซฟ ต่อด้วยอีกเส้นหนึ่งที่ไปรัดตัวหน่อม,โอ๊ต,และดั๊กที่กำลังยืนมึนให้รวมอยู่ด้วยกัน
หน้าตาของทุกคนในเหตุการณ์กลายเป็รูปเครื่องหมายคำถาม
แต่ในขณะที่กำลังงงกับเื่ราวที่เกิดขึ้นอยู่นั้นเอง..
“อ้าว!! ลุงควัน!! ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอลุง มาจัดแสดงมายากลไกลถึงที่นี่เลยหรอครับ?”เกษมบังเอิญเหลือบไปเห็นคุณลุงนักมายากลคนโปรดของเขาที่ยืนอยู่ข้างๆ สนาม จึงะโถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“อ่ออ.. ข้าแค่พาหลาน มาสอบเข้ามหาวิทยาลัยน่ะ” คุณลุงมาดเซอร์พูดพลางเดินเข้ามาในสถานที่เกิดเหตุ
“นี่! ไอ้หนุ่มหัวเห็ดคนนั้นน่ะ! หัดควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดีกว่านี้หน่อยเถอะวะถ้าข้าไม่มาเห็นเื่นี้เข้า เอ็งซวยไปแล้ว คนเรามันไม่ดวงดีทั้งชีวิตหรอกนะ!”ลุงควันหันหน้าออกจากเกษมมาดุอลัน
หลังจากที่เห็นหนุ่มรุ่นเก๋ากำลังดุชายหัวเห็ดทั้งโอ๊ต หน่อม และดั๊ก ก็ได้ยิ้มกรุ้มกริ่มเหมือนเป็การเยาะเย้ย
“ไม่ต้องมาทำยิ้ม! พวกเอ็งทั้งสามคนก็เหมือนกัน ยังเป็ลูกผู้ชายหรือเปล่า?เขามีกันแค่สองคน แล้วพวกเอ็งไปรุมเขาเนี่ย” ลุงควันกลับมาว่าทั้งสามเกลอจนทำเอาพวกเขาหุบยิ้มแทบไม่ทัน
“แต่..” โอ๊ตกำลังจะพูดแก้ตัว
“ไม่ต้องมาต่งแต่อะไรทั้งนั้นอ่ะแล้วอีกอย่าง กีฬาเขาเล่นกันเพื่อให้มีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัยน่ะรู้จักไหม? ควบคุมตัวเองให้ได้หน่อย คิดก่อนพูด คิดก่อนทำ สองอย่างนี้ถ้าพูดหรือทำอะไรลงไปแล้วมันย้อนเวลากลับไปไม่ได้นะโว้ยเข้าใจรึเปล่า? ข้าบอกพวกเอ็งทุกคนนั่นแหละ” ชายผู้มากประสบการณ์ชีวิตถือโอกาสสั่งสอนหนุ่มๆ รุ่นใหม่ทั้งเจ็ดคน
หลังจากอบรมเสร็จลุงมาดเซอร์ก็เริ่มร่ายคาถาด้วยภาษาแปลก ๆ อีกครั้งและเพียงไม่กี่อึดใจเชือกที่กำลังมัดตัวคู่อริทั้งสองฝ่าย ก็ได้คลายออกเองอย่างเป็ปริศนา
“ขอบคุณครับลุง ทีหลังผมจะคิดก่อนพูด คิดก่อนทำครับ” โอ๊ตยกมือไหว้ลุงควันด้วยความสำนึกผิด
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว หนุ่มใหญ่ก็ยิ้มรับคำขอบคุณของโอ๊ตก่อนจะเดินจากไป
“I’m sorry bros.” อลันและโจเซฟซึ่งดูจะสงบสติอารมณ์ของตัวเองลงได้แล้วเดินเข้าไปขอโทษพลางยื่นมือขวาขึ้นมาหมายมั่นจะจับมือกระชับความสัมพันธ์
“เฮ้ย.. พวกเรานี่แหละต้องขอโทษพวกนายที่ดันไปพูดอะไรแย่ ๆ ใส่ ขอโทษทีกลับที่พักดี ๆ นะเพื่อน ไว้เดี๋ยวพรุ่งนี้เรามาเตะบอลด้วยกันใหม่” โอ๊ตเอ่ยปากขอโทษก่อนที่ทั้งหมดจะจับมือให้อภัยกันและกันอย่างลูกผู้ชาย
“เออ.. ว่าแต่ลุงแกทำได้ยังไงวะ? ฉันลองพยายามหาดูแล้วไม่เห็นจะมีด้ายหรือเส้นเอ็นเอาไว้คอยควบคุมเชือกเลยสักนิด” หน่อมเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัยหลังจากที่ เพื่อนใหม่ลูกครึ่งไทย - ละตินทั้ง สองคนของพวกเขาเดินจากไป
“นั่นดิ.. ปกติฉันไม่ยอมฟังใครง่ายๆ หรอกนะ แต่เมื่อกี้ลุงแกของจริงว่ะ ยอมเลย” โอ๊ตพูดสรรเสริญลุงควันก่อนที่จะเริ่มคิดถึงความเป็ไปได้ในเื่ราวอันน่าอัศจรรย์เมื่อครู่
“ก็เห็นไอแว่นมันเคยเล่าว่าลุงแกเป็นักมายากลไม่ใช่หรอ? ลุงแกก็คงใช้กลของแกกับพวกเรานั่นแหละมั้ง”หลังจากที่ครุ่นคิดกันอยู่สักพัก เกี้ยก็ได้แสดงทัศนะของเขาให้เพื่อนๆ ฟัง
“จริงด้วยเนอะ เออ.. แล้วนี่ไอแว่นมันหายไปไหนของมันวะ?” ดั๊กพูดขึ้นหลังสังเกตเห็นว่า เกษมหายออกไปจากวงสนทนา
ก่อนที่ไอ้หมีอ้วนจะรีบกดโทรศัพท์ไปหาหนุ่มหน้าเนิร์ด “ฮัลโหลไอแว่น อยู่ไหนเนี่ย? พวกเราจะกลับหอพักกันแล้วหิวข้าวละโว้ย!”
“กลับไปก่อนเลย ๆ ฉันวิ่งตามลุงควันมาอยู่ว่าจะคุยกับแกสักพักว่ะ” เกษมตอบเสียงสั่นขณะกำลังวิ่ง
“โอเค ๆ แค่นี้นะ” “มันบอกให้เรากลับไปก่อนเลย มันวิ่งตามลุงควันไปอยู่” ดั๊กส่งสารต่อให้เพื่อน ๆ หลังจากวางโทรศัพท์จากเกษม
ทางฝั่งของเกษมก็ได้สาวเท้าอย่างสุดชีวิตเพื่อที่จะตามหนุ่มใหญ่นักมายากลให้ทัน“ลุงควัน!ลุงควัน!! รอผมก่อน!!” เขาะโเรียกชายผมขาวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ
“อ้าว ว่าไงไอหนุ่ม ตอนนี้ข้าไม่มีโชว์มายากลอะไรให้เอ็งดูหรอกนะ” ลุงควันหันกลับมาเห็นเกษมที่กำลังวิ่งตามมาอยู่จึงหยุดรอ
“ไม่ได้จะมาขอดูโชว์ครับ แต่จะมาขอบคุณลุงแล้วก็หลานของลุงด้วย ที่ทำให้มันไม่เกิดเื่ใหญ่โตไปกว่านี้น่ะครับ”ชายหน้าเนิร์ดพูดกับลุงควันก่อนจะหันหน้าไปหาเด็กสาวที่กำลังยืนอยู่ข้างๆ
“แล้วเธอน่ะ.. สุดยอดมาก ๆ เลยนะ เอาเชือกไปมัดตัวพวกนั้นได้แบบสบาย ๆ เหมือนกับว่าเพื่อนๆ ของฉันมันมองไม่เห็นว่าเธอมีตัวตนยังไงอย่างงั้น แล้วที่ตัวของเธอเรืองแสงได้เหมือนกับขาของอลันเนี่ยทำได้ยังไงหรอ?มันสวยมาก ๆ เลยล่ะ” เกษมพยายามเข้าไปผูกมิตรกับหญิงสาววัยไล่เลี่ยกัน
“อือ.. ธะ.. เธอเห็นเราด้วยหรอ?” หญิงสาวผู้ถักผมเป็เปียคู่ถามกลับด้วยสีหน้างงๆ
“เอาล่ะ ๆ ข้ากับหลานขอตัวก่อนก็แล้วกันไว้เจอกันวันพรุ่งนี้ตอนสี่โมงเย็น ข้าจะจัดแสดงมายากลตรงหน้าหอประชุมที่มันรูปร่างเหมือนยานอวกาศหวังว่าเอ็งจะมาดูการแสดงนะ” ลุงควันพูดตัดบทก่อนรีบพาหลานสาวเดินจากเกษมไปอย่างรวดเร็ว
“เขา.. เห็นหนูได้ยังไงคะ? แล้วทำไมถึงบอกว่าตัวของหนูเรืองแสงได้ล่ะ?”หลังจากที่เดินห่างออกมาสักพัก หญิงสาวผมเปียก็ได้แหงนหน้าไปถามคุณลุงของเธอ
“หรือว่าไอหนุ่มคนนี้มันจะไม่ใช่คนธรรมดาจริง ๆ ก็คงต้องรอดูพรุ่งนี้อีกทีว่าเขาจะพิเศษจริงหรือเปล่าฮ่า ๆ ๆ ๆ ข้าก็แค่อยากจะทดสอบดูเพื่อความสนุกน่ะ” ลุงควันหันไปลูบหัวหลานสาวของเขาที่ยังอึ้ง ๆ อยู่ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างสบายอารมณ์
ณ ที่พักอันแสนสะดวกสบายราวกับโรงแรมห้าดาวของเกษมและผองเพื่อนห้องที่พวกเขาอาศัยอยู่นั้นกว้างขวางโอ่โถงพอที่จะสามารถจุคนจำนวนห้าคนได้อย่างสบายๆ
“เป็ไงไปคุยอะไรกับลุงแกมามั้งวะ??” หลังจากเกษมก้าวเท้าเข้ามาในห้องโอ๊ตก็เริ่มยิงคำถามใส่ทันที
“เอาจริง ๆ เลยนะ ที่ฉันวิ่งตามไปเพราะแค่อยากเห็นหน้าหลานสาวของลุงแกชัด ๆแค่นั่นแหละ แหะ ๆ ” ชายผู้มีตาสองสีตอบพลางหัวเราะแก้เขิน
“ห๊ะ.. ลุงแกมีหลานสาวด้วยหรอ?ไม่ยักจะเห็นเลย” ดั๊กเข้ามาร่วมแจมบทสนทนา
“ก็คนที่จับพวกแกมัดเชือกไง นี่มองไม่เห็นกันหรอวะ??”เกษมเริ่มแปลกใจมากขึ้นเรื่อย ๆ กับเื่ราวของสาวผมเปีย
“หลอนแล้วไอ้แว่น” หน่อมเดินมาพูดอย่างมึนๆ เหมือนละเมอ ก่อนจะเดินกลับไปนอนแบบงง ๆ
“พึ่งจะเห็นไอหน่อมพูดเข้าท่าก็ตอนนี้แหละเลอะเทอะละไอ้เษม” โอ๊ตที่อาบน้ำเสร็จเป็คนสุดท้ายของกลุ่มเสริมความเห็นของชายหัวหลิมก่อนที่ทั้งหมดจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนในมุมของตัวเอง
เกษมเองก็ได้เข้านอนตามปกติแต่ก็ต้องใช้เวลาพักใหญ่ในการข่มตาหลับเพราะในหัวของเขายังคงคิดถึงคำพูดของดั๊กที่บอกว่ามองไม่เห็นหญิงสาวผมเปีย ทั้ง ๆ ที่เกษมเห็นกับตาว่าเธอเป็คนเอาเชือกไปมัดตัวไอ้อ้วนดั๊กไว้
ประกอบกับนึกถึงสีหน้าอันมึนงงกึ่งในิด ๆ ของหลานสาวลุงควันในตอนที่เธอได้ยินว่าเกษมมองเห็นตัวของเธอหนุ่มแว่นหน้าเนิร์ดจึงหมายมั่นปั้นมือว่า ในการโชว์มายากลของลุงควันในวันรุ่งขึ้นเขาจะต้องไขข้อข้องใจเกี่ยวกับแม่สาวผมเปียร่างเรืองแสงคนนั้นให้จงได้!
เวลาค่อย ๆ ดำเนินผ่านไปจวบจน่บ่าย ๆ เย็นๆ ของวันรุ่งขึ้น.. บรรยากาศยังคงดีเหมือนเคยกลุ่มปุยเมฆขาวคอยช่วยบดบังแสงจากดวงอาทิตย์ให้ไม่กระทบลงบนผืนโลกมากจนเกินไปปัจจัยทุกอย่างเหมาะแก่การทำกิจกรรมทุกชนิดเป็ที่สุด
“เฮ้ย! ได้เวลาแล้ว ไปเตะบอลกัน” หลังจากเตรียมอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อย โอ๊ตก็เรียกรวมเพื่อน ๆ อย่างกะตือรือร้น
“ไปดิ ๆ พร้อมละเนี่ย ว่าแต่แต่ไอ้แว่นมันหายไปไหนอีกแล้ววะ?”ดั๊กพูดขึ้นพลางมองหาเกษมที่หายตัวไป
แต่ทันใดนั้นเอง.. “...” หน่อมก็ได้ตีหน้ามึนก่อนจะเดินดุ่มๆ ออกจากประตูห้องไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ปล่อยไอแว่นมันไปเหอะรีบตามไอนั่นไปดีกว่า เดี๋ยวก็ได้ไปก่อเื่อะไรอีก” ดั๊กพูดขึ้นก่อนที่เพื่อน ๆ ทุกคนจะรีบวิ่งตามหน่อมออกไป
ณ หน้าหอประชุมยานแม่ ลุงควันก็ได้ทำการจัดเวทีขนาดย่อมๆ ขึ้นเพื่อทำการแสดงมายากลของเขา
“และกลต่อไปที่พวกเอ็งกำลังจะได้รับชม จะเป็กลที่ไม่มีคณะมายากลไหนบนโลกกล้าเล่นซึ่งในกลนี้ข้า้าคนมาร่วมแสดงด้วย จึงถือโอกาสขอให้ทุก ๆ คนร่วมเป็ผู้แสดงในกลสุดพิเศษชุดนี้เพื่อที่จะได้ยืนยันว่าข้าไม่ได้เป็นักต้มตุ๋น! เพราะครั้งล่าสุดที่แสดงกลชุดนี้ผู้ชมกล่าวหาว่าข้าเตี๊ยมกับคนที่ถูกเลือกขึ้นมาช่วยทำการแสดง” ชายในชุดคลุมหนาเตอะกล่าวเกริ่นนำก่อนจะเริ่มแสดงกลชุดเด็ดพร้อมเหลือบมองไปหาเกษมที่ยืนอยู่ในกลุ่มคนดูกลุ่มใหญ่
“อ่าว.. ฝรั่งเต็มเลยนี่หว่า จะฟังที่เราพล่ามไปรู้เื่ไหมเนี่ย? เห้อ.. แสดงๆ ไปเลยก็แล้วกัน” หนุ่มใหญ่ชะงักก่อนจะคิดขึ้นได้ว่าผู้ชมส่วนใหญ่ในครั้งนี้เป็ชาวต่างชาติ ก่อนจะยิ้มแก้เก้อไปหนึ่งที และเริ่มร่ายบริกรรมคาถาบทเดิมกับที่เกษมเคยได้ยิน
ทางด้านหนุ่มแว่นเองก็จับตาดูโชว์อย่างใจจดใจจ่อ
และสิ่งที่เกษมเห็นนั้น กลับทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าตอนดูกลนี้ครั้งแรกเสียอีก! นายแว่นหน้าเนิร์ดสังเกตไปเห็นหญิงสาวซึ่งมีแสงเปล่งประกายเรืองรองทั่วร่างเธอค่อย ๆ เดินไปหยิบยกสิ่งของชิ้นต่าง ๆ ที่อยู่บนตัวของผู้เข้าชมการแสดงราวกับไร้ตัวตน
ผู้เข้าชมที่เห็นว่าอยู่ ๆ สิ่งของบนตัวของพวกเขาก็ลอยขึ้นมาได้อย่างอัศจรรย์ต่างก็ตื่นตะลึงไปตามๆ กัน เพราะในสายตาของคนอื่น ๆ นอกจากเกษมนั้น ไม่มีใครสามารถมองเห็นร่างกายที่กำลังเรืองแสงอยู่ของหญิงสาวได้เลยแม้แต่คนเดียว
โชว์ในครั้งนี้จึงสามารถเรียกเสียงฮือฮาได้ในทุกครั้งที่เธอหยิบยกสิ่งของไม่ว่าจะเป็แว่นตาบ้าง หมวกบ้าง โทรศัพท์ รวมถึงสิ่งของอื่น ๆ ที่สามารถหยิบจับได้ ชิ้นแล้วชิ้นเล่า..คนแล้วคนเล่า.. จนเธอมายืนอยู่ต่อหน้าของเกษมซึ่งเป็ผู้เข้าชมคนสุดท้ายที่ยังไม่ได้ร่วมการแสดง
สายตาของผู้เข้าชมทุกคนต่างถูกดึงดูดไปยังเด็กหนุ่มคนสุดท้าย..
เกษมจ้องไปที่ใบหน้าของหญิงสาวด้วยความตื่นตะลึง และเธอก็จ้องกลับอย่างไม่หลบเลี่ยงตาของทั้งคู่สบกันอยู่เสี้ยววิ ก่อนที่สาวผมเปียคู่จะค่อย ๆ ถอดแว่นตาของเกษมออก
ชายหนุ่มผู้ไร้แว่นััได้ภายในทันทีว่าความรู้สึกนี้มันช่างเหมือนกับตอนที่แว่นตาอันหนาเตอะของเขาถูกถอดออกเมื่อตอนที่ร่วมโชว์กับลุงควันครั้งแรก
แต่คราวนี้มีสิ่งที่แตกต่างออกไป.. เกษมมองเห็นสิ่งรอบตัวของเขาได้โดยไม่พร่ามัวแม้จะไม่มีแว่นและสิ่งที่เขาเห็น ชัดเจนที่สุดในตอนนี้ก็คือใบหน้าของหญิงสาวผู้มีประกายแสงระยิบระยับสาดส่องทั่วร่างที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าและเธอคนนั้นจะเป็ใครไปไม่ได้เลยนอกเสียจากเด็กสาวผู้เป็หลานของลุงควันนั่นเอง
หลังจากที่ถอดแว่นตาของเกษมออก ผู้เข้าชมทุกคนต่างปรบมือพลางโห่ร้องด้วยความตื่นตะลึงให้กับการแสดงในครั้งนี้และร่วมกันกล่าวสรรเสริญลุงควันกันอย่างกึกก้อง
เมื่อการแสดงจบลง.. หลังจากผู้ชมเริ่มทยอยกลับจนเหลือเพียงแค่เกษมกับลุงควันและหลานของเขา
ใบหน้ารูปไข่ทรงสวยพร้อมด้วยจมูกที่โด่งเป็สันของหญิงสาวอยู่ห่างจากหน้าของเกษมเพียงไม่เกินหนึ่งไม้บรรทัดและดูเหมือนว่าเธอจะอดใจไม่ไหว สาวที่ไว้ผมทรงเปียคู่ยาวถึงกลางหลังค่อย ๆ เอื้อมมืออันอ่อนนิ่มของเธอมาััที่ใบหน้าของเกษมอย่างนุ่มนวลในขณะที่หนุ่มหน้าเนิร์ดยังคงตะลึง
ฉับพลันที่มือของหญิงสาวััโดนใบหน้า มันก็ทำให้เกษมตื่นได้จากภวังค์“ความรู้สึกนี้มันเหมือนกับตอนที่เราดูโชว์ของลุงควันที่หน้าโรงเรียนเลย”เขาพูดพึมพำพลางสะดุ้งตัวถอยออกจากตรงนั้นไปหนึ่งก้าวซึ่งก็ทำให้หญิงสาวใจนทำแว่นตกไปด้วยเช่นกัน
“ฉะ ๆ ๆ .. ฉันขอโทษนะ มันเผลอตัวไปน่ะ”สาวผมเปียคู่ที่ยังคงไม่เคยชินกับการที่มีคนอื่นเห็นเรือนร่างของเธอรีบพูดอย่างลุกลี้ลุกลน
“ไม่เป็ไร ๆ .. เธอชื่ออะไรหรอ?” เกษมไม่รอช้าที่จะเอ่ยถามในขณะที่ลุงควันกำลังง่วนกับการเก็บอุปกรณ์การแสดงด้วยตัวเองอยู่
“เราชื่อมีสท์ ‘M’ ‘I’ ‘S’ ‘T’ มีสท์ ที่แปลว่าหมอกน่ะเธอล่ะชื่ออะไร?” สาวน้อยสะกดชื่อของตัวเองให้ฟังก่อนจะถามหนุ่มหน้าเนิร์ดกลับพลางก้มลงไปหยิบแว่นตาที่ตัวเองทำตก “แย่แล้ว..เมื่อกี้สงสัยเผลอเหยียบไปด้วย ขาแว่นหักเลย” เธอออกอาการหน้าเสีย
“ไม่เป็ไร ๆ เราชื่อเกษมนะหรือเรียกว่าเษมก็ได้” ชายหนุ่มยิ้มตาหยีอย่างเป็มิตร
“ไม่ได้! แป๊บหนึ่งนะ”หญิงสาวรีบวิ่งไปยังกล่องใส่อุปกรณ์ก่อนจะหยิบกาวขึ้นมาเพื่อซ่อมขาแว่นตาให้กับเกษมหลังจากบีบกาวแล้ว เธอก็เป่าจนมันแห้งอยู่สักพักพลันใช้เสื้อยืดคอวีสีชมพูสดใสของเธอเช็ดมันจนแน่ใจว่าพอจะใช้ได้แล้วกก่อนยื่นคืนเ้าของ
ชายหนุ่มก็เอื้อมมือไปคว้าแว่นของเขากลับมาใส่ด้วยความเคยชินแม้จะมองเห็นได้อย่างชัดโดยไม่ตองสวมแว่นแล้วก็ตาม “ขอบคุณนะ”เขาเอ่ย
“แล้วเธอ.. มองเห็นเราจริง ๆ หรอ?”มีสท์ถามโดยที่สายตาของเธอเหลือบออกไปด้านข้างไม่กล้าสบตากับชายผู้อยู่เบื้องหน้า
“เห็นสิ เราเห็นตัวเธอทั้งตัวเรืองแสงไปหมด คือปกติคนอื่น ๆ จะมองไม่เห็นเธอหรอ?แล้วทำไมเราถึงมองเห็นเธอล่ะ?” เขาเริ่มถามสิ่งที่ค้างคาใจเมาั้แ่เมื่อวาน
“อืม.. เราก็ไม่แน่ใจนะ สงสัยเธอก็คงเป็ออแกเนียนเหมือนกันล่ะมั้ง ลุงควันบอกกับเราแบบนี้อ่ะ”มีสท์ทำท่าครุ่นคิดก่อนจะตอบอย่างลังเล
“ห๊ะ??? แล้วออแกเนียนคืออะไรหรอ? มันเหมือนชื่อมหาลัยฯเลยนี่หน่า” เป็ขณะเดียวกันกับที่เกษมเริ่มงงมากขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เขา้าจะค้นหาคำตอบ
แต่ยังไม่ทันที่จะได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากมีสท์ก็ดันมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นเสียก่อน!
โ ค ร่ ม! ! ! ! ! ! ! ! ! ! !
มีเสียงบางอย่างดังสนั่นมาจากบริเวณสนามกีฬาของมหาวิทยาลัยที่ซึ่งแก๊งเพื่อนของเกษมกำลังเตะฟุตบอลอยู่!
ด้วยความใประกอบกับความเป็ห่วงเพื่อน เกษมจึงรีบวิ่งไปยังจุดเกิดเหตุในทันทีโดยที่มีสท์วิ่งตามไปด้วย
ส่วนลุงควันที่กำลังเก็บอุปกรณ์การแสดงด้วยตนเองอยู่ก็วางมือจากตรงนั้นและตามเด็กหนุ่มกับหลานสาวของเขาไปติด ๆ ..