บ้านไม้กลางหุบเขากำลังสงบ เสียงจิ้งหรีดขับขานข้างนอก กลิ่นไม้ซีดาร์ในเตาผิงยังอวลอุ่นอยู่ในอากาศ
ไรเดนยังคงนั่งอยู่หน้าสมุดปกหนังบนโต๊ะ รับรู้ได้ว่าทุกอย่างในชีวิตของเขากำลังจะเปลี่ยนไป
จากนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ก๊อก ๆ...ก๊อกกก
มันไม่เหมือนเสียงเคาะปกติ
จังหวะช้า แต่นิ่ง — เหมือน รหัสลับบางอย่าง
แม่อาลิซลุกขึ้นโดยไม่พูดอะไร เธอเดินไปเปิดประตูโดยไม่ลังเล
และที่หน้าประตู มีชายชราร่างผอมสูงในชุดเสื้อคลุมสีหม่น
แว่นตาทรงกลมไถลต่ำลงจมูก และในมือของเขามีกระเป๋าผ้าใบเก่า กับหนังสือที่ดูเหมือนจะหลุดออกมาจากศตวรรษก่อน
“อาลิซ…ขออภัยที่รบกวนกลางดึก แต่ดวงดาวชี้ว่าคืนนี้...เป็คืนที่เหมาะสมที่สุด”
แม่อาลิซพยักหน้าให้โดยไม่ลังเล
“ตามสบายเลยค่ะ ท่านเวเรน”
ไรเดนขมวดคิ้ว
“เขาคือใคร?”
“เวเรน ไคลน์ เ้าของร้านหนังสือมือสองในเมืองล่าง...และหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังเดินทางระหว่างโลกทั้งสองได้” แม่ตอบเบาๆ
เวเรนยิ้มให้ไรเดน ดวงตาเขามีประกายซุกซนราวกับเด็กซ่อนขนมไว้หลังหนังสือ
“เ้าคือไรเดน ธอร์น...เ้าได้รับจดหมายนั่นแล้วสินะ?”
ไรเดนรู้สึกเหมือนชายคนนี้มองทะลุเข้าไปในหัวใจเขา
ยังไม่ทันได้ตอบอะไร เวเรนก็เดินตรงไปยังห้องเก็บของเก่า — มุมหนึ่งของบ้านที่ไรเดนไม่เคยเข้าใกล้มากนัก
เวเรนแตะผนังไม้เบาๆ และพูดประโยคหนึ่งเป็ภาษาที่ไรเดนไม่รู้จัก
ทันใดนั้น แสงสีฟ้าอ่อนพาดเป็เส้นโค้งขึ้นกลางอากาศ
ผนังไม้สั่นะเืเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ แยกออก เผยให้เห็นประตูโบราณกรอบหินที่เรืองแสงอ่อนราวกับพระจันทร์เต็มดวง
“นี่คือ ประตูผู้รับรู้” เวเรนกล่าว
“เมื่อเดินผ่านไป เ้าจะไม่ได้เป็เพียงแค่ ‘ไรเดน’ อีกต่อไป”
แม่อาลิซเดินเข้ามาใกล้ลูกชาย
เธอยื่นผ้าพันคอผืนหนึ่งที่เธอถักไว้เมื่อนานมาแล้ว ปักด้วยไหมทองลายเ้าแพะขนฟูสีขาวดอรี่เล็ก ๆ อยู่ตรงมุมหนึ่ง และเดินเข้ามาลูบผมเขาเบาๆ
“ไม่ต้องกลัวนะลูก โลกอีกฟากหนึ่ง...ไม่ได้น่ากลัวเท่าโลกนี้เสมอไป”
ไรเดนกลืนน้ำลายมองแสงจากอีกฟากของประตู
หัวใจเขาเต้นเร็วขึ้นทุกวินาที แต่ขากลับก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
“ผมจะกลับมาเจอแม่ได้...ใช่ไหมครับ”
ไรเดนยืนอยู่หน้าประตูเรืองแสงนั้น แสงสีฟ้าอ่อนสะท้อนกับผิวผมสีเทาของเขาจนดูคล้ายกับละอองดวงดาว
เขาหันกลับมามองแม่อาลิซที่ยืนเงียบอยู่ไม่ห่างนัก มือหนึ่งยังถือผ้าพันคออีกข้างแนบกับอก
ทั้งบ้านเงียบกริบ
แม้แต่เวเรนยังถอยห่าง ปล่อยให้่เวลานี้เป็ของแม่ลูกเพียงสองคน
ไรเดนก้าวกลับไปหาแม่เงียบๆ
เขาช้อนตามองเธออย่างลังเล ก่อนพูดเสียงเบา ราวกลับกลัวว่าถ้าพูดดังแล้วความรู้สึกในอกจะะเิออกมา
“แม่...เราจะได้เจอกันอีกใช่ไหม?”
อาลิซยิ้มให้เขาแบบที่เธอมักทำเสมอเวลาจะกลบเกลื่อนความเศร้า
แต่ครั้งนี้รอยยิ้มนั้นสั่นเล็กน้อย ราวกับจะละลายลงในน้ำตา
เธอเอื้อมมือแตะผมลูกชาย ลูบผ่านหน้าผากอย่างแ่เบา
“เราจะได้พบกันอีกแน่นอนลูก…
แม้จะไม่ใช่ในสถานที่เดิม หรือในเวลาที่เธอคาดไว้
แต่แม่จะอยู่ตรงนั้น…เสมอ”
เธอดึงเขาเข้ามากอดแน่นในอ้อมแขนอบอุ่น—ที่ไรเดนรู้ว่า จะไม่มีที่ใดในโลกเหมือนมันอีกแล้ว
“แต่ตอนนี้...ถึงเวลาของลูกแล้ว
ไปเถอะ ไปเป็ตัวเองในแบบที่แม่เชื่อว่าเธอเป็ได้”
ไรเดนกอดเธอแน่น ทั้งที่เขายังสับสนกับคำพูดของแม่อยู่ แต่เขาไม่พูดอะไรอีก เพราะกลัวว่าน้ำเสียงจะหักกลางอากาศ
และเมื่อปล่อยมือออก เขาก็ถอยกลับมาที่หน้าประตูนั้นอีกครั้ง
หายใจเข้าลึก—และก้าวผ่านแสงสีฟ้าไป
แสงนั้นกลืนเขาไปในพริบตา
เสียงสุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนจะทุกอย่างเงียบไปคือเสียงแม่พูดเบา ๆ...
“ขอให้แสงของเขา...พาเ้ากลับมา”