หวังอีฮังนั้นใช้พลังลปราณมหาศาลในการเรียกโกเลมนักบวชออกมา ซึ่งทำให้เขานั้นแทบไม่เหลือลมปราณแม้แต่น้อย ถึงยังไงก็ตามเมื่อจัดการอ็อคไททันสำเร็จเขาได้ผลึกพลังแห่งความตายและจิตวิญาณแห่งความตายที่ลอยอยู่
จู่ๆจิตวิญญาณแห่งความตายนั้นก็ลอยเข้าไปหาหวังอีฮัง เนื่องจากหวังอีฮังใช้พลังลปราณมากจนเกินไปเขาจึงกลับมาร่างเดิม จิตวิญญาณแห่งความตายนั้นพุ่งเข้าไปในจิตของเขาในทันที
[ท่านได้รับจิตวิญญาณแห่งความตายประเภทอาวุธ กรงเล็บปีศาจลำดับที่ยี่สิบขั้นลดระดับืเมื่อไม่ได้หลอมเข้ากับประตูอาวุธชิ้นนี้จะหายไปในเจ็ดวัน] เสียงข้อความระบบดังขึ้น
หวังอีฮังนั้นรู้สึกแปลกใจและพอใจกลับสิ่งที่ได้รับ ถึงแม้ว่าในตอนนี้พลังลมปราณของเขาจะเหลือน้อย แต่พลังแห่งความตายของเขานั้นเหลือมากจนไม่อยากจะเชื่อ
หวังดีฮังกลายเร่างเป็นปีศาจแห่งความตายไร้ทางต้าน เขานั้นเรียกอัศวินแห่งความตายและร่างโคลนของปีศาจลำดับที่ยี่สิบออกมาด้วย จากนั้นหวังอีฮังก็เข้าไปในใจกลางอาณาเขตปีศาจ
สำนักระดับสูงอย่างสำนักตะวันสีชาตทั้งสามเมื่อเห็นหวังอีฮังในร่างปีศาจแห่งความตายพวกเขานั้นก็เตรียมการต่อสู้ในทันที หวังอีฮังนั้นโบกมือขึ้นจากนั้นเขาก็เดินห่างออกจากสำนักตะวันสีชาตและไปยืนอีกมุมหนึ่ง
หวังอีฮังนั้นไม่ยากที่จะใช้พลังนี้ในการก่อปัญหาหากไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น เขาในตอนนี้เก็บแรงกดดันทั้งหมดเอาไว้แต่แรงกดดันบางส่วนก็เร้นรอดออกมาได้ ซึ่งแรงกดดันนั้นคือระดับเปิดประตูบานที่หก
อัศวินแห่งความตายมีระดับเปิดประตูที่เจ็ด ร่างโคลนของปีศาจลำดับที่ยี่สิบนั้นมีพลังระดับเปิดประตูบานที่เก้า เขาจึงไม่อยากที่จะให้ใครมาเห็น เพราะอาจจะเกิดการต่อสู้ขึ้นมาก็ได้
หลังจากที่อ็อคไททันนั้นถูกกำจัดทุกคนที่มองดํเหตการก็ไม่พบว่าเทพแห่งการชำระล้างอยู่ที่แห่งนี้แล้ว ร่างโกเลมที่โผล่ขึ้นมาก็สลายหายไปเช่นเดียวกัน
มีหลายคนเชื่อว่าเทพแห่งการชำระล้างนั้นถูกจัดการไปพร้อมกับอ็อคไททัน มีชายคนหนึ่งมองดูการต่อสู้เขานั้นสัมผัสได้ถึงพลังอันคุ้นเคย
“พลังแห่งความตายสินะ”ชายคนนั้นพึมพัมออกมาแล้วยิ้ม จิตกระบี่ของเขานั้นทรงพลังอย่างมาก เขานั้นเดินลึกเข้าไปข้างในอาณาเขตปีศาจ ในระหว่างทางเขาสังหารศิษย์หลายคนด้วยปราณกระบี่
เขานั้นโหดร้ายยิ่งกว่า กังซิงเสียอีก ทางด้านของเหม่านั้นพวกเขานั้นฟื้นลมปราณเสร็จ แต่พวกเขาก็ยังไม่เห็นหวังอีฮังกลับมา แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงประหลาดดังขึ้น
“พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้าได้พาหวังอีฮังไปพักฟื้นแล้ว เขานั้นเกิดบาดเจ็บในระหว่าที่สำรวจอาณาเขตปีศาจ หวังอีฮังนั้นก็บอกทิ้งท้ายไว้ว่า ห้ามให้พวกเจ้ากับไป เพราะมีปีศาจแห่งความตายปรากฏขึ้นที่อาณาเขตปีศาจ” จากนั้นเสียงนั้นก็เงียบหายไป
เมื่อทุกคนได้ยินว่ามีปีศาจแห่งความตายปรากฏที่แห่งนั้นพวกเขานั้นรู้ว่า ปีศาจตนนี้นั้นได้ไปทำลายสำนักหมาป่าสีเงินในวันเดียว และสามารถสังหารประมุขของสำนักได้อีก ซึ่งนั้นก็แปลว่าปีศาจแห่งความตายมีพลังบ่มเพาะอย่างน้อย เลือกเส้นทางที่สาม
ทุกคนนั้นตัวสินใจที่จะรออยู่ที่ตรงจุดนี้และไม่ไปไหน เพราะมันอันตรายเกินไป เจียงจื่อนั้นคือความหวังของสำนักไปผ่เงินเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะหนีรอดจากปีศาจตนนั้นได้
ทางด้านหวังอีฮังในตอนนี้เขานั้นพบกับกังซิง ทั้งคู่นั้นมองหน้ากันอย่างแปลกใจ”เจ้าคือปีศาจแห่งความตายใช่หรือไม่” กังซิงนั้นถามหวังอีฮังด้วยความสุภาพ
หวังอีฮังนั้นพยักหน้าตอบรับ กังซิงนั้นรู้สึกว่าหวังอีฮังนั้นอ่อนแอกว่าที่เขานั้นได้ยินมา แต่เมื่อเขามองเห็นอีกสองคนที่อยู่ด้านหลังของหวังอีฮัง เขานั้นรู้สึกได้ว่าสองคนนั้นแข็งแกร่งกว่าเขาอย่างแน่นอน
กังซิงยังอยู่ในโหมดนักฆ่ากระหายเลือด โลหิตนั้นยังคงถูกประตูบานที่หกของเขาดูดอย่างบ้าคลั่ง หวังอีฮังนั้นรู้สึกอึดอัดใจที่มีคนนั้นมายืนอยู่ด้านข้างของเขา
จากนั้นก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาเขานั้นมีจิตกระบี่ที่แข็งแกร่งแม้แต่หวังอีกฮังนั้นยังรู้สึกหวาดกลัว แต่เขาก็รู้สึกคุ้นเคยกับจิตกระบี่นี่ แต่เขาก็คิดไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน
“เจ้าใช่ปีศาจแห่งความตายหรือไม่” ชายหนุ่งพูดขึ้น หวังอีกฮังขมวดคิ้วและคิดในใจ อะไรกันพวกเจ้าหมอนี่ พวกมันโง่หรือไงถึงได้ถามคำถามนี่ออกมา
หวังอีฮังพยักหน้าตอบรับอย่างอดทน เขานั้นไม่อยากจะพูดอะไร ไม่เช่นนั้นคงมีหลายคำถาม ถามเขาเข้ามาแน่
พวกเขาทั้งสามข้องมองไปยังใจกลางของอาณาเขตปีศาจ ภายในใจกลางนั้นเหมือนกับว่ามันมีอะไรสักอย่างลอยอยู่ มันดูเหมือนกับปีศาจแห่งความตายที่หวังอีฮังนั้นเห็นในจิตใจ
แกว้ก!!
จากนั้นก็มีนกตัวหนึ่งบินเข้ามาอยู่ไกล้กับพวกเขาทั้งสาม บนนกนั้นมีสตรีที่งดงามและบุรุษที่ยิ่งทะนงอยู่ด้วยสองคน จากนั้นสตรีก็พูดขึ้นมาว่า
“เจ้าใช่ปีศาจแห่งความตายใช่หรือไม่” เมื่อหวังอีฮังได้ยินคำถามเดิมถึงสามครั้งเขาก็ควบคุมอารมณ์ตัวเองไปอยู่คลื่นแรงกดดันจากตัวเขานั้นทำให้นกที่มีระดับเปิดประตูบานที่เก้านั้นหวาดกลัว
แต่เขาก็ตั้งสติได้และพยักหน้า ทั้งห้าคนนั้นมีใบหน้าที่ซีดลงทันทีเมื่อสัมผัสถึงแรงกดดันของหวังอีฮัง และพวกเขาทั้งหกนั้นยืนนิ่งเหมือนว่ารออะไรบางอย่าง