หลายชั่วโมงก่อนหน้านั้น
ขณะที่รถม้าประจำตระกูลเกรซกำลังเคลื่อนตัวออกจากลานหน้าแมนชั่นตระกูลเมลล็อต เนลสันต์ก็ได้เอื้อมมือไปเปิดผ้าม่านออกเพื่อให้แสงจากภายนอกส่องเข้ามายังห้องโดยสารอันมืดสลัว เขามองทิวทัศน์ของย่านผู้มีฐานะในย่านดาวทาวน์อันคุ้นเคยจากนั้นจึงหันมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มผู้นั่งอยู่ตรงข้ามกัน
“คุณคือลูกชายเพียงคนเดียว ของคุณเกรซ” เนลสันต์มองสบเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลของทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลเกรซอันมั่งคั่ง ในดวงตาสีน้ำตาลของชายหนุ่มเบื้องหน้านั้นไม่มีร่องรอยของความยินดีแต่อย่างใด มีเพียงคลื่นความตื่นตระหนกอัดแน่นอยู่ภายในนั้น
“คุณเกรซ พ่อผมคงเป็ญาติกับเ้าของธนาคารเกรซใช่ไหมครับ” สตีฟเอ่ยออกมาอย่างโง่งม เนื่องจากทั่วทุกมุมเมืองในยามนี้มีใครบ้างจะไม่รู้จักชื่อเกรซแบงค์
หากจะให้เอ่ยถึงตระกูลเกรซ สิ่งที่เด้งขึ้นมาในหัวของสตีฟคำแรกก็คือตระกูลเ้าของธนาคารอันแสนจะมั่งคั่ง ผู้คนมากมายต่างนำเงินไปฝากไว้ที่ธนาคารของตระกูลเกรซ ตัวเขาเองก็เอาเงินเก็บทั้งชีวิตของตนไปฝากไว้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากธนาคารเกรซมีสาขามากที่สุดในประเทศอีกทั้งยังมีสาขาย่อยที่ต่างแดนอีกด้วย จึงทำให้ผู้คนต่างเชื่อมั่นกับความรุ่งเรืองที่ไม่มีวันล่มสลายไปของเกรซแบงค์จนพากันไว้วางใจที่จะไปทำธุรกรรมต่างๆ ตามไปด้วย
อันที่จริงแล้วไม่ใช่เพียงแค่รากหญ้าเช่นเขาที่นำเงินไปฝากไว้กับเกรซแบงค์เพราะเหล่าผู้ลากมากดีเองก็วางใจที่จะนำทรัพย์สินไปฝากไว้ด้วยเช่นกัน
เมื่อนึกได้ว่าพ่อของตนใช้นามสกุลเกรซ เขาจึงอดที่จะคาดเดาไม่ได้ว่าบางทีพ่อของเขาอาจเป็ญาติๆ ห่างกับเ้าของธนาคารเกรซอันเลื่องชื่อ
“พ่อของคุณคือ เฟรเดอริคส์ เกรซ เป็เ้าเกรซแบงค์ครับ” ถ้อยคำของเนลสันต์เปรียบดั่งระฆังใบใหญ่ที่ส่งเสียงก้องกังวาลไปทั่วทิศสารทิศพาให้ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปชั่วครู่
แม้ว่าชายหนุ่มอยากจะเอ่ยถามอีกฝ่ายว่า กำลังล้อตนเล่นใช่หรือไม่ แต่เมื่อมองไปยังใบหน้าอันเคร่งขรึมของคุณเนลสันต์นั้นกลับเป็การย้ำเตือนว่าทุกสิ่งที่เขาพูดออกมานั้นเป็จริง
พ่อของเขาคือ คุณเกรซผู้นั้น!?
“...เขาคือพ่อของผม?” ชั่วเวลาถัดมาคำถามแรกที่เด้งขึ้นมาในหัวของสตีฟก็คือเหตุใดเขาจึงมีพ่อเป็ชายที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น
ตัวเขาที่เป็เพียงผู้ช่วยพ่อครัวที่มีอดีตเคยเป็เด็กไร้บ้านที่อาศัยอยู่ตามตรอกของเมืองนาฟรีย์ไม่อาจทำใจเชื่อว่าได้ว่าตัวเขามีภูมิหลังอันยิ่งใหญ่เช่นนั้น
“ครับ คุณเป็ลูกนอกสมรสของคุณเฟรเดอริคส์กับมาดามเกรซ” ลูกนอกสมรส? ในครานี้หัวคิ้วของสตีฟพลันขมวดมุ่นขึ้นมา หากจะบอกว่าเขาเป็ลูกนอกสมรสหรือลูกเมียน้อย เขาก็ไม่แปลกใจอันใด แต่เหตุแม่ของเขาจึงเป็ มาดามเกรซ
เขาเป็ลูกนอกสมรสของคู่สามีภรรยาที่แต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้อย่างไร?
“ผมเป็ลูกนอกสมรส? แต่พวกเขาแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่หรือครับ” …เช่นนั้นแล้วเขาจะเป็ลูกนอกสมรสได้อย่างไร?
“พวกเขาลักลอบมีคุณก่อนจะแต่งงานกัน ดังนั้นตามกฎหมายคุณจึงเป็ลูกนอกสมรสของพวกเขาทั้งคู่” คำตอบของเนลสันต์พอจะทำให้ชายหนุ่มกระจ่างขึ้นมาบ้าง แต่กระนั้นแล้วเขาก็ยังอยากจะรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นใน่เวลานั้นจึงทำให้ทุกสิ่งกลับตาลปัตรเช่นนี้
เนลสันต์สบสายตากับดวงตาใคร่รู้ของชายหนุ่ม แววตานั้นพาให้เขาหลงนึกไปถึงชายผู้ล่วงลับ แต่ก่อนคุณเฟรเดอริคส์ เกรซ ก็มีดวงตาอันแกร่งกล้าเช่นนั้น แต่น่าเสียดายที่โรคร้ายเ่าั้พรากลมหายใจของเขาไป
“ตอนนั้นคุณเฟรเดอริคส์มีปัญหากับครอบครัวของมาดามจึงทำให้ต้องเลื่อนงานแต่งงานออกไป ในยามนั้นพวกเขาเป็เพียงแค่คู่หมั้นกันเท่านั้น การให้กำเนิดคุณอย่างเปิดเผยในเวลานั้นอาจจะทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาเสื่อมเสีย ดังนั้นใน่ที่มาดามอุ้มท้องคุณนั้น คุณเฟรเดอริคกับมาดามจึงตกลงกันลับๆ ว่าเมื่อพวกเขาแต่งงานกันได้สักระยะหนึ่งแล้วจึงจะอุปถัมภ์คุณในฐานะบุตรบุญธรรมเพื่อรักษาชื่อเสียงของพวกเขาและคุณเอาไว้ ในระยะที่มาดามอุ้มท้องคุณนั้นเธอตัดสินใจไปพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศนอกเมือง จนกระทั่งคุณคลอดคุณออกมา หลังจากนั้นเธอให้แม่บ้านคนหนึ่งนำคุณไปเลี้ยงดูชั่วคราวจนกว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง แต่น่าเสียดายที่่นั้นมีโรคระบาดจึงทำให้แม่บ้านคนนั้นหายสาบสูญไป พ่อแม่ของคุณพยายามสืบหาตัวของคุณ แต่การสืบหาตัวของคุณนั้นช่างยากลำบากเนื่องจากเบาะแสเดียวของพวกเขา แม่บ้านคนนั้น...คนที่คุณเข้าใจว่าเป็แม่ได้เสียชีวิตไป พวกเราจึงต้องเริ่มสืบหาตัวคุณกันใหม่จึงทำให้การตามหาตัวคุณกินเวลานานกว่ายี่สิบปี” ในยามนี้สตีฟไม่รู้ว่าตัวเขาควรจะรู้สึกอย่างไรกับการตัดสินใจของพ่อแม่ของตนเองดี เขาควรจะโทษคนสองคนนั้นที่ทำให้ชีวิตของเขายุ่งเหยิงเช่นนี้หรือไม่ หรือควรจะสงสารพวกเขาที่ถูก์กลั่นแกล้งดี
แต่เหนือสิ่งอื่นใดเขาอดที่จะทอดถอนหายใจกับตนเองไม่ได้ที่จะต้องมาประสบพบเจอกับเื่วุ่นวายเช่นนี้ ั้แ่ไหนแต่ไรสิ่งที่สตีฟเกลียดที่สุดก็คือความยุ่งเหยิง ดังนั้นเขาจึงดำเนินชีวิตตนเองอย่างเรียบง่ายไม่ยึดติดกับสิ่งใด
ในยามนี้ชายหนุ่มวาดหวังกับตนเองเพียงให้เื่เหนือความคาดหมายเหล่านี้เป็เพียงความฝันเท่านั้น เขาภาวนาเพียงว่าอย่างน้อยหากเขาลืมตาตื่นขึ้นมา ตนจะยังคงกลับไปทำงานเป็ผู้ช่วยพ่อครัวดังเดิม
ท่ามกลางความเงียบงันชั่วอึดใจนั้นเนลสันต์มองดูความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของชายหนุ่ม เขาอดที่จะใไม่ได้ว่าสีหน้าที่ของคุณสตีเฟ่นนั้นไม่ได้มีวี่แววของความยินดีออกมาเลยแม้แต่น้อย พาให้เขาหวั่นใจว่าอีกฝ่ายจะทำใจยอมรับสิ่งที่เขาจะแจ้งต่อจากนี้ได้หรือไม่กันหนอ
“ผมจำเป็จะต้องบอกรายละเอียดที่เหลือกับคุณ วันนี้คุณจะต้องเข้าพิธีแต่งงานกับคุณวิลเลียม ฟลอรัลน์ ใน่บ่ายและเดินทางกลับคฤหาสน์ตระกูลเกรซที่ชิลโก้ในวันพรุ่งนี้” ที่มาของเขานั้นยังคงเป็เื่ที่หนักหนาอันยากจะยอมรับ แต่สิ่งที่คุณเนลสันต์เอ่ยต่อมานั้นพาให้เขาหนักใจมากขึ้นเป็ทวีคูณ
เขาคือ สตีฟ…สตีเฟ่น เกรซ ทายาทเพียงคนเดียวของเ้าของเกรซแบงค์ เป็ว่าที่สามีของ วิลเลียม ฟลอรัลน์?!
คุณวิลเลียม ฟลอรัลน์…ชายที่เปรียบดั่งดวงดาวเหนือดวงดาราทั้งมวลบนผืนฟ้าเมืองนาฟรีย์อันรุ่งโรจน์แห่งนี้
ไม่ใช่ว่าคุณวิลเลียมกำลังจะลงเอยกับคุณโรเบิร์ต วิลสตัน นักการเมืองชื่อดังที่ผู้คนต่างก็คาดเดากันว่าในอนาคตเขาจะได้นั่งตำแหน่งประธานาธิบดีผู้นั้นหรอกหรือ
ทำไมทุกสิ่งจึงได้กลับตาลปัตรเสียจนยุ่งเหยิงไปจนหมดเช่นนี้และในความยุ่งเหยิงเ่าั้คือตัวเขาผู้เรียบง่ายเป็จุดศูนย์กลางของมันไปเสียอย่างนั้นราวกับการเล่นตลกของโชคชะตา
….สตีฟไม่อาจทำใจยอมรับสิ่งออกมาจากปากของเนลสันต์ได้แม้แต่คำเดียว
ปัจจุบัน
ณ ห้องรับประทานอาหารของแมนชั่นตระกูลเกรซ
สตีฟนั่งลงตรงข้ามกับชายหนุ่มเ้าใบหน้าอันหล่อเหลาผู้ที่ยามนี้ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้บุนวมอีกฟากหนึ่งของโต๊ะพลางหยิบหนังสือพิมพ์ที่วางเอาไว้บนถาดเงินสลักลายอันเงาวับขึ้นมาอ่าน ชายหนุ่มกระแอมเล็กน้อยเพื่อทำลายความรู้สึกหนักอึ้งในใจแล้วจึงก้มลงดูอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับรับประทานอาหารในเช้าวันนี้
อุปกรณ์เหล่านี้เป็อุปกรณ์ที่เขาคุ้นเคยเนื่องจากในอดีตตนเคยช่วยป้าโรสทำความสะอาดมันอยู่บ้าง แต่ไม่ว่าเขาจะคุ้นเคยมันเช่นไรชายหนุ่มก็ยังคงจะต้องยอมรับความจริงที่ว่าเขาไม่รู้ว่าช้อนส้อมมากมายที่วางเรียงรายกันอยู่นี้ใช้กับอาหารจานใด
สตีฟเหลือบสายตาขึ้นมามองแก้วมากมายที่วางเรียงรายกันแล้วรู้สึกห่อเหี่ยวใจขึ้นมา เขารู้สึกลำบากใจเหลือเกินที่จะต้องอยู่ท่ามกลางความหรูหราอันมีอารยะที่ตัวเขาไม่คุ้นเคย
“เท่าที่ฟังจากกำหนดการณ์แล้ว เราจะต้องเข้าร่วมพิธีฝังศพพ่อนายวันนี้” วิลเลียมที่วางหนังสือพิมพ์ั้แ่เมื่อใดไม่รู้นั้นหันมาสนทนากับอีกฝ่ายด้วยสุ้มเสียงที่ราบเรียบไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ
“คุณเนลสันต์บอกว่าเราจะต้องเดินทางเช้าวันนี้ครับ” สำหรับสตีฟผู้ที่ไม่เคยพบผู้เป็พ่อมาก่อนและเมื่อมีโอกาสที่จะได้พบกับอีกฝ่ายกลับได้พบเพียงร่างที่ไร้ิญญานั้นไม่อาจบรรยายความรู้สึกอันหนักอึ้งที่ผสมปนเปกันไปหมดนี้ออกมาอย่างไร
ตัวเขาพึ่งจะทราบข่าวดีว่าตนก็มีครอบครัวเหมือนกับคนอื่นเขาแล้ว หลังจากนั้นเขาก็ต้องทราบข่าวร้ายว่าครอบครัวของเขาได้จากเขาไปกันหมดแล้ว เหลือไว้เพียงมรดกมหาศาลอันว่างเปล่าเหล่านี้ไว้ให้เขา
ณ ห้วงเวลานี้ตัวเขาไม่อาจทำใจยอมรับสิ่งต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในคราเดียวเ่าั้ได้
วิลเลียมเหลือบมองไปใบหน้าอันเหี่ยวเฉาของชายผู้เป็สามีของตน ชายหนุ่มไม่มีความคิดที่จะสนทนาเกี่ยวกับหัวข้อนี้อีกต่อไปเนื่องจากตัวเขาเองก็ไม่ได้มีความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับคุณเกรซผู้พ่อนัก
ไม่นานหลังจากนั้นอาหารเช้าก็ถูกนำมาวางไว้เบื้องหน้าของชายหนุ่มทั้งสอง สตีฟมองดูอาหารที่คุ้นตาเ่าั้ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่รู้ว่าตนจะต้องใช้ส้อมชิ้นใดมาจัดการกับมัน
ที่แน่ๆ คงไม่ใช่ด้ามที่เล็กสุดแน่นอนเพราะเขาจำได้ว่ามันเอาไว้ใช้กับผลไม้
ผู้ช่วยพ่อบ้านเดินมารินน้ำใส่แก้วที่วางอยู่เบื้องหน้าเขาก่อนที่จะเหลือบเห็นความผิดปกติของทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลเกรซ ด้วยมารยาทบนโต๊ะอาหารอันเคร่งครัดนั้นทำให้เขาไม่อาจส่งสัญญาณบอกอีกฝ่ายได้ว่าควรจะต้องใช้ส้อมด้ามใด เขาทำได้เพียงแค่ทำเป็มองไม่เห็นว่าชายหนุ่มกำลังหยิบช้อนสำหรับทานสลัดขึ้นมาใช้กับการทานปลาเฮรร์ริงนึ่งสมุนไพร เขาจึงลอบเสียกริยาเล็กน้อยเพื่อสะกิดให้ชายหนุ่มหยิบส้อมสำหรับปลาที่วางอยู่ใกล้ๆ กันอย่างลับๆ
สตีฟนิ่งไปครู่หนึ่งจากนั้นเขาก็ผงกหัวเป็เชิงขอบคุณผู้ช่วยพ่อบ้านที่ลอบให้การช่วยเหลือตน จากนั้นเขาจึงวางส้อมสำหรับสลัดลงแล้วหยิบส้อมสำหรับปลาแทน ขณะที่ในใจของเขานั้นซาบซึ้งในน้ำใจของผู้ช่วยพ่อบ้านผู้นั้นเป็อันมาก ขณะที่ที่คนงานที่ยืนประจำคอยให้ความช่วยพวกเขานั้นถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเ้านายของตนไม่เผลอเสียกริยาต่อหน้าภรรยาผู้สูงศักดิ์ของเขา
วิลเลียมเป็เพียงคนเดียวในห้องรับประทานอาหารแห่งนี้ที่ไม่ได้รับรู้ความเป็ไปเ่าั้ เขามีเื่มากมายที่ต้องให้คิด แน่นอนว่ามันไม่ใช่เื่เล็กๆ ดังเช่นเื่มารยาทบนโต๊ะอาหารของสามีหรือเื่ที่ว่าอีกฝ่ายยังสวมเสื้อผ้าเนื้อดีที่เป็ของพ่อผู้จากไปคนนั้น ในหัวของวิลเลียมในยามนี้มีแต่เื่การบริหารทรัพย์สินและการค้ำจุนดูแลกิจการขนาดใหญ่ที่ตนไม่คุ้นเคยเพียงเท่านั้น
พวกเขาทั้งสองยังใหม่สำหรับบ้านหลังนี้มาก ดังนั้นพวกเขาจึงเป็คนแปลกหน้าภายในบ้านของพวกเขาเอง วิลเลียมในยามนี้ยอมรับชายหนุ่มเบื้องหน้าเป็สามีของเขาไปโดยสมบูรณ์ั้แ่เมื่อครั้นที่ชายหนุ่มได้เสียความบริสุทธิ์ให้กับอีกฝ่ายเมื่อคืนนี้
สำหรับยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่านมาจากยุคมืดที่ถูกศาสนาครอบงำไปทั่วทุกที่ไปสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองของศิลปวิทยาจนกระผ่านพ้นยุคปฏิวัติอุสาหกรรมในที่สุด แต่กระนั้นแล้วเื่ความบริสุทธิ์ของชายผู้มีหน้าที่เป็ภรรยานั้นถือเป็สิ่งสำคัญที่จะวัดคุณค่าของคนคนหนึ่งโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเ่าั้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นชายหนุ่มดังเช่นวิลเลียมจึงให้ความสำคัญกับมันมากพอที่จะเสียสละมันเพื่อให้ตนมีจุดยืนที่มั่นคงในตระกูลเกรซ
ความบริสุทธิ์นั้นพิสูจน์ได้หลายอย่าง มันพิสูจน์ได้ว่าชายหนุ่มประพฤติตนได้อย่างถูกทำนองคลองธรรมและมันพิสูจน์ได้ว่าเขาให้ความสำคัญกับชีวิตแต่งงานนี้หรือไม่ รวมไปถึงมันคือการแสดงความให้เกียร์ติคู่ชีวิตของเขาด้วยเช่นกัน
สำหรับในยุคสมัยที่สิ่งต่างๆ ยังไม่เปิดกว้างนี้ วิลเลียมจำเป็จะต้องประพฤติตนให้อยู่ในกรอบเพื่อที่จะได้มีจุดยืนในแวดวงสังคมชั้นสูงนี้ต่อไป
หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จพวกเขาจึงมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟประจำเมืองนาฟรีย์โดยมีเนลสันต์ที่รอพวกเขาอยู่ที่สถานีรถไฟอยู่ก่อนแล้วเดินนำพวกเขาไปยังตู้โดยสารชั้นหนึ่งที่จองเอาไว้
“เราจะถึงเมืองซิลโก้เวลาประมาณเที่ยงวันจากนั้นเราจะตรงไปยังสถานที่ทำพิธีฝังศพทันทีครับ” เนื่องจากพิธีศพของ เฟรเดอริคส์ เกรซ นั้นดำเนินมาถึงพิธีฝังใน่บ่ายของวันนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงมีเวลาพอที่จะไปปรากฏตัวเพื่อไว้อาลัยให้กับชายผู้ยิ่งใหญ่เป็ครั้งสุดท้าย
วิลเลียมเชิดหน้าแล้วเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ เขาในยามนี้เป็ลูกสะใภ้ของชายปลิ้นปล้อนผู้ใช้แผนการร้ายมาบีบบังคับเขาให้แต่งงานกับกับลูกชายที่พลัดพรากจากกัน
วิลเลียมจะไปมีความเคารพให้กับชายน่ารังเกียจผู้นี้อย่างสนิทใจได้อย่างไรกัน
“ที่นั่นยังมีญาติคนอื่นของผมอยู่ใช่ไหมครับ” แม้ว่าเขาจะรับรู้ว่าตนในยามนี้ได้เสียทั้งพ่อและแม่ไปแล้ว ดังนั้นชายหนุ่มจึงอยากจะรู้ว่ายังมีสายเืเดียวกันกับเขาหลงเหลืออยู่ในเมืองซิลโก้หรือไม่
“เกรงว่าจะไม่เป็แบบนั้นครับ ญาติคนสุดท้ายของคุณเสียชีวิตจากโรคระบาดเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้ว” แต่เดิมสมาชิกในตระกูลเกรซก็ไม่นับว่ามากมายอยู่แล้ว ดังนั้นญาติสายตรงคนสุดท้ายของคุณเกรซนั้นคือคุณป้าผู้ร้ายกาจของเขา แต่น่าเสียดายที่โรคระบาดในปีนั้นได้พรากชีวิตของเธอไปแล้ว ดังนั้นสำหรับคุณสตีเฟ่น เกรซในยามนี้จึงไม่หลงเหลือญาติพี่น้องสายเืเดียวกันเลยแม้แต่คนเดียว
สรุปว่าตัวเขาในยามนี้ก็ยังเป็คนไร้ครอบครัวเหมือนดังเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงไปก็คงจะเป็สถานะทางสังคมที่ตัวเขาไม่ยินดีที่จะยอมรับมันเพิ่มเข้ามากระมัง
“ถ้าไม่มีญาติ แล้วใครดำเนินการเื่พิธี” วิลเลียมยกแขนอันได้รูปทั้งสองข้างขึ้นมากอดอกด้วยท่วงท่าสุขุมในแบบของเขา พาให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันเช่นสตีฟจะต้องห่อไหล่ลง เนื่องจากเขารู้สึกว่าตนเป็ส่วนเกินในห้องโดยสารแห่งนี้
“เื่นั้นเป็พ่อบ้านประจำตระกูลดูแลตามคำสั่งเสียสุดท้ายครับคุณ วิลเลียม” เนลสันต์เอ่ยพลางย้อนกลับไปนึกถึงเอกสารแจกแจงงานต่างๆ ของคุณเฟรเดอริคส์ที่ลงมือเขียนอย่างละเอียดละออในยามที่เขารู้ว่าร่างกายของเขาไม่อาจทนทานต่อโรคร้ายได้อีกไม่นานแล้ว
“พิธีแต่งงานเมื่อวานนี้ก็คงจะเป็หนึ่งในนั้นสินะ” วิลเลียมเอ่ยเสียงเย็นพาให้สตีฟรู้สึกถึงความเยือกเย็นที่พาดผ่านกระดูกสันหลังตามไปด้วย
“ครับ” เนลสันต์เอ่ยอย่างตรงไปตรงมา ในคราแรกเขาหลงนึกไปว่าคุณ วิลเลียมจะแค้นหัวเราะออกมาด้วยสีหน้าถมึงทึง ทว่าในความเป็จริงแล้วคุณ วิลเลียมเพียงแค่ผงกหัวเป็เชิงรับรู้เท่านั้น
ในใจของวิลเลียมแม้อยากจะแค้นเคืองชายคนนั้นมากเพียงใด แต่เมื่อเขามองไปยังร่างของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันนั้นความแค้นเคืองเ่าั้กลับแปรเปลี่ยนเป็ความกลัดกลุ้มไปเสียอย่างนั้น
สามีส้มหล่นของเขาคนนี้มีข้อบกพร่องหลายจุดเสียจนพาให้เขานึกปวดหัวไม่ว่าจะเป็เื่ทักษะเขียนอ่านอันเป็ความรู้ขั้นพื้นฐานที่จะต้องเรียนรู้อยู่อีกมาก ไหนจะทักษะการเข้าสังคมชั้นสูงที่ไม่ช้าก็เร็วอีกฝ่ายจะต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงต่างๆ ตามหน้าที่ของผู้นำตระกูลเกรซ แต่สิ่งเ่าั้ไม่ทำให้วิลเลียมหนักใจมากไปกว่าความรู้เื่เศรษฐศาสตร์ของอีกฝ่าย
วิลเลียมกลุ้มใจเหลือเกินว่าจะต้องทำอย่างไร สามีของเขาจึงจะบริหารทรัพย์สินของตระกูลโดยไม่ล่มจม เมื่อนึกมาถึงจุดนี้แล้วชายหนุ่มจึงพอจะเข้าใจหัวอกของเศรษฐีผู้พลัดพรากจากลูกชายเพียงคนเดียวไปเสียอย่างนั้น
สำหรับเนลสันต์นั้นเขามองว่าคุณเกรซคงเดาเอาไว้แล้วว่า จะมีปัญหาเช่นนี้จึงได้บีบบังคับให้ลูกชายคนโตของตระกูลฟลอรัลน์มาแต่งงานกับลูกชายคนเดียวของตน เพราะตระกูลฟลอรัลน์เป็ตระกูลเก่าแก่และมีการอบรมเลี้ยงดูลูกหลานได้อย่างไร้ข้อบกพร่อง ดังนั้นการที่ชายผู้ได้รับการศึกษาที่ดีมาแต่งเป็ภรรยาให้กับบุตรชายเพียงคนเดียวเช่นนี้ก็มีแนวโน้มที่จะช่วยฉุดดึงคุณสตีเฟ่นให้สามารถกลมเกลียวไปกับแวดวงสังคมได้
ส่วนเื่บริหารกิจการนั้นจากที่เขาได้สนทนากับคุณวิลเลียมเื่ทรัพย์สินทำให้เขารู้ว่าชายหนุ่มมีความรู้เื่นี้อยู่ไม่น้อยเลย หากจะให้เอ่ยว่าเป็ผู้ที่มีความสามารถผู้หนึ่งก็ไม่นับว่ากล่าวเกินจริง
ดังนั้นเื่ที่ว่าตระกูลเกรซจะล่มสลายด้วยน้ำมือของทายาทผู้สาบสูญนั้น ย่อมเป็ไปไม่ได้เนื่องจากข้างกายของเขานั้นมีภรรยาที่มากความสามารถอยู่อีกทั้งคน
“คุณจะรังเกียจไหมถ้าหากผมอยากจะรบกวนให้คุณไปเอาหนังสือพิมพ์มาให้ผมสักฉบับ” แม้ว่าวิลเลียมจะไม่รู้ว่าเนลสันต์กำลังฟุ้งซ่านถึงสิ่งใดแต่การที่มีชายวัยกลางคนผู้นี้มานั่งหน้าขรึมเพ่งมองสตีเฟ่นสลับกับเขาเช่นนี้ พาให้ชายหนุ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมา
“ไม่รังเกียจเลยครับ” เนลสันต์พยักพเยิดรับคำขณะที่ในใจของเขาลอบต่อว่าตนเองที่เผลอเสียมารยาทกับคนทั้งสอง
วิลเลียมมองส่งเนลสันต์ที่รีบร้อนออกไปจากตู้โดยสารของตนแล้วจึงปรายตามองชายหนุ่มผู้ที่ยามนี้กำลังให้ความสนใจกับทิวทัศน์ด้านนอกที่นั่งอยู่เคียงกัน เมื่อพบว่าอีกฝ่ายเพียงแค่นั่งชมทิวทัศน์เงียบๆ ไม่มีอันใดจะกล่าวกับตนราวกับมีกำแพงบางๆ กั้นระหว่างพวกเขาเอาไว้ พาให้วิลเลียมทอดถอนใจอย่างเงียบงัน
เขาไม่คิดตนจะต้องมีชีวิตแต่งงานที่น่าขันเช่นนี้เลยสักครา
เอาเถอะหากเขาแต่งงานเข้าตระกูลอื่นก็คงจะต้องรับมือกับปัญหาอื่นอยู่ดี ชายหนุ่มเอ่ยปลอบใจตนเองแล้วจึงหันไปมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างด้วยท่วงท่าสง่างามตามความเคยชิน