ตอนที่ 4 ภาคจุดกำเนิดก่อเกิดรัก (22)
หนานิจวินในตอนนี้รู้ว่าตนเดิมพันถูกแล้ว สิ่งที่มือเท้าเย็นเฉียบนั่นไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็มาร เป็ทูตมารลำดับที่สิบสองของจอมมาร...อูหม่าน
“เหอๆๆ...” อูหม่านหัวเราะเสียงแหลม ไม่ปกปิดร่างจริงของนางอีก เฉลยใบหน้าขาวซีดและผมยาวเหยียดออกมา นางเป็เ้าแห่งความปรารถนา เดิมทีมีใบหน้างามล่มบ้านล่มเมือง แต่ตอนนี้บนหน้าของนางมีรอยแผลเป็ลากยาวพาดอย่างเด่นชัด มีแต่ทำให้คนรู้สึกสยดสยอง
รอยแผลเป็นั่นหนานิจวินเป็คนฝากไว้เมื่อร้อยปีก่อน
แต่หนานิจวินรู้แก่ใจว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอูหม่านสักนิด ครั้งก่อนที่ประมือกันอาจารย์ซื่อเฉินจวินและศิษย์พี่สี่ห้าคนล้วนอยู่ด้วย เขาก็แค่สบโอกาสทีเผลอจึงทำร้ายอูหม่านได้ ครั้งนี้แม้จะตัดแขนนางขาดข้างหนึ่งขึ้นเป็ฝ่ายได้เปรียบก่อน แต่ความสามารถในการรักษาตัวเองของอูหม่านแข็งแกร่งสุดขีด ไม่พ้นหนึ่งชั่วยามแขนที่ขาดข้างนั้นก็จะงอกออกมาใหม่
หนานิจวิน้าคนช่วยเหลือ แต่เซียนที่อยู่ข้างหลังพวกนั้นยืนอยู่ที่เดิมด้วยท่ายืนพิสดาร คงเพราะถูกอาคมมารจองจำ
ข่ายอาคมไอพิษ เหล่าเซียนรวมตัวกันที่สถานพำนักของเหมี่ยวซือจวิน หลิงฉีจวินกลายเป็มาร ข่ายอาคมจิตพิสุทธิ์ชลาธารหยก ทั้งหมดล้วนไม่ใช่เหตุบังเอิญ
“ออกจากข่ายอาคมจิตพิสุทธิ์ให้หมด!” หนานิจวินใช้ดาบข่มสากหินของอูหม่าน ใช้ประโยชน์จากรอยแยกมิติของทางตัน หันไปะโกับทุกคนที่อยู่ในค่ายกลสุดแรง “นี่คือกับดัก! พวกเขาจะดูดกินพลังิญญาของเหล่าเซียนมาปลุกจอมมาร!”
“จุ๊ๆ...” อูหม่านยิ้มเย็นไปพลางขณะเดาะลิ้น “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเ้าเป็ตัวแปรสำคัญ! ขนาดคอยจับตาเป็พิเศษแล้วยังจะออกมาก่อกวนอีก เห็นทีต้องรีบฆ่าให้ตายไวๆ จะได้เบาใจโดยเร็วเสียแล้ว!”
ปากอูหม่านกล่าวอย่างเจ็บแสบ แต่ด้วยความสามารถของนางหากจะฆ่าหนานิจวินโดยตรงกลับยากลำบากเช่นกัน อย่างไรหนานิจวินก็ไม่ใช่เซียนที่เพิ่งเปิดองคาพยพเมื่อร้อยปีก่อนคนนั้นอีกแล้ว ่ร้อยปีนี้พลังิญญาของเขายอดเยี่ยมขึ้นมาก ส่วนอูหม่านกลับเสียแขนข้างหนึ่งไปหลังถูกเรียกให้ตื่นได้ไม่นาน ไม่ได้เปรียบมากเท่าไรนัก
ขณะที่หนานิจวินต่อสู้กับอูหม่านก็ไม่ลืมร้องเตือนคนที่วางข่ายอาคมต่อไปว่าให้รีบออกจากค่ายกลที่มีแต่โทษและไร้ประโยชน์นี่โดยด่วน ด้วยเหตุนี้เจาจงใจขยายขอบเขตการต่อสู้ให้กว้างขึ้น วนอ้อมไปมารอบบริเวณข่ายอาคมจิตพิสุทธิ์
ผู้คนมากมายเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติทางฝั่งนี้ และคนเ่าั้ก็สังเกตได้ว่าข่ายอาคมจิตพิสุทธิ์ที่ถูกเล่นกลลวงนี้กำลังเหนี่ยวรั้งการเคลื่อนไหวของพวกเขา ดูดกลืนพลังิญญาของพวกเขา ดังนั้นกลุ่มคนจำนวนมากจึงใช้พลังิญญาของตนต้านทานกับวงเวทนี้ หมายจะเอาตัวออกจากที่นี่
ข่ายอาคมจิตพิสุทธิ์ชลาธารหยกเริ่มสั่นคลอนขึ้นเรื่อยๆ อูหม่านตื่นตระหนกอยู่บ้างอย่างเห็นได้ชัด หนานิจวินค่อยๆ มองจุดบอดของนางออก เริ่มท่องคาถาวางข่ายอาคมเงียบๆ วางแผนหาโอกาสประจบเหมาะโจมตีอูหม่านถึงแก่ชีวิต
แต่หนานิจวินในวันนี้ไม่ได้ดวงดีเท่าร้อยปีก่อน ยังไม่ทันหาโอกาสจัดการกับอูหม่าน ทัพเสริมฝ่ายศัตรูกลับมาถึงก่อนแล้ว
แม้จะบอกว่าเป็ทัพเสริม แต่ท่าทีที่อูโหลวมีต่ออูหม่านกลับไม่ได้เป็มิตรนัก หลังจากปรากฏตัวก็ไม่ได้รุกโจมตีเข้าใส่หนานิจวินแต่อย่างใด ตรงข้ามกลับเหน็บแนมอูหม่านก่อน “ใครๆ ก็ว่าอูหม่านพละกำลังเหลือล้นนัก สากหินคู่หนึ่งสามารถทะลวงฟ้าเป็รูได้ แต่เหตุใดแม้แต่เซียนชั้นล่างคนเดียวยังต้านไม่อยู่!”
“คนพิการไร้ประโยชน์อย่างเ้าทำเป็แต่พูดจาเรื่อยเปื่อย!” อูหม่านหลบการโจมตีของหนานิจวินไปพลางขณะผรุสวาทอูโหลวยกใหญ่ “ต้านอะไรกัน! ฆ่าทิ้งไปเลยถึงจะตรงไปตรงมาที่สุด! ว่าแต่เ้าเถอะ! ไม่ใช่บอกว่าดูดซับพลังิญญาของเซียนพวกนั้นแล้วไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็สามารถเรียกรวมพลคนอื่นๆ ได้แล้วหรือ แล้วคนล่ะ!”
ถึงแม้ฉวยโอกาสตอนที่อูหม่านแบ่งสมาธิโจมตีนางจะเป็โอกาสที่ดี แต่บทสนทนาของทั้งคู่กลับทำให้หนานิจวินจำเป็ต้องให้ความสนใจ กระบี่ในมือชะลอลงโดยไม่รู้ตัว รอยามดึงสติกลับมาอูโหลวกำลังยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ “ดูไว้ให้ดี เดี๋ยวก็มากันแล้ว”
แย่แล้ว! เมื่อสังเกตเห็นอูโหลวรวบมือทำผนึกมุทราอย่างรวดเร็ว หนานิจวินััถึงอันตรายทันที เปลี่ยนทิศทางชูกระบี่แทงเข้าใส่อูโหลวทันควัน แต่อูหม่านกลับโบกสากหินหนักสามหมื่นจวิน[1] ในมือนางทุ่มฟาดเข้าใส่หนานิจวินจากด้านข้าง
แต่สุดท้ายก็ช้าไปหนึ่งก้าว สากหินของอูหม่านไม่ได้ถูกตัวหนานิจวิน กระบี่ของหนานิจวินก็ไม่ได้โดนตัวอูโหลวเช่นกัน...พายุหมุนถาโถมเข้ามา พัดผู้คนทางฝั่งนี้ลอยกระเด็น ลมครึ้มเป็ระลอกๆ ปรากฏขึ้นกลางฟ้า อากาศเต็มไปด้วยไอมาร...เป็อย่างที่อูหม่านกล่าวเมื่อครู่ มีสัตว์ปีศาจมากมายใกล้ปรากฏตัว เห็นจะเป็ทูตมารตนอื่นๆ ถึงขั้นที่อาจเป็ทูตมารที่รับมือยากยิ่งกว่าอูหม่าน...
เชิงอรรถ
^ หน่วยวัดน้ำหนักของจีนโบราณ โดย 1 จวินเท่ากับ 30 จินหรือประมาณ 15 กิโลกรัม