ขจรเดินออกมาจากบ้าน ทำทีเป็เดินเล่นผ่านหน้าบ้านของภาม แต่ก็มีแอบชะโงกมองเข้าไปเพื่อมองหาชายหนุ่มที่ลูกสาวของเขาติดรถกลับมาด้วย
ซึ่งภามในตอนนี้กำลังปวดหัวกับเพื่อนสนิทของตัวเองอยู่
“กูบอกว่าไม่ต้องมา” ภามบอกคีตาไปรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ั้แ่ที่เขารับสายจากเพื่อน เพราะคีตากำลังเซ้าซี้ขอมาที่บ้านของเขาและดูท่าว่าต้องมาให้ได้
(ทำไมวะ นี่กูจะไปขึ้นบ้านใหม่ให้มึงนะเนี่ย) คีตาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงงอแง
เขาแค่้ามาหาเพื่อนที่บ้านใหม่ ทำไมภามต้องห้ามเด็ดขาดขนาดนั้นด้วย ทีตอนอยู่คอนโดเขาขอไปค้างยังอนุญาตเลย
“กูไม่้า” แต่ภามก็ปฏิเสธเหมือนเดิมอย่างไม่ใส่ใจไยดีเพื่อนเลยสักนิด
(โถ่ กูอุตส่าห์เตรียมสาว ๆ สวย ๆ ไปปาร์ตี้ซะหน่อย) คีตาพูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย
“ห้ามพามาบ้านกู!” ภามเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะเขารู้ว่าถ้าไม่ห้าม มีหวังเพื่อนตัวดีพาสาว ๆ ที่ว่ามาถึงบ้านเขาแน่
(เออ รู้แล้วน่า แต่ยังไงวันนี้กูกับไอ้สิงห์ก็จะไปบ้านมึง แค่นี้นะ) เขาเปลี่ยนมาทำเสียงงอน ๆ จากนั้นก็พูดเองเออเองเสร็จสรรพ
“ไอ้คีน กูบอกว่าไม่ต้องมา”
(ไม่สน)
ภามที่กำลังจะอ้าปากด่าเพื่อนสนิทชะงักทันทีเมื่อมองไปยังหน้าบ้านของตัวเอง หน้าต่างและประตูกระจกบ้านของเขาติดฟิล์มที่ทำให้คนภายนอกมองไม่เห็นข้างใน แต่คนข้างในเห็นภายนอกได้ชัดแจ๋ว ภามจึงเห็นว่ามีชายวัยกลางคนที่แต่งตัวดูภูมิฐานไม่น้อยกำลังชะโงกหน้าเข้ามาในบ้านของเขาอย่างมีพิรุธ
“แค่นี้ก่อนนะ” เขาบอกกับเพื่อนเป็ครั้งสุดท้ายและกดวางสายไปในทันที
ติ๊ด
ภามพิจารณาท่าทางของชายคนนั้นชั่วอึดใจก่อนจะเดินออกไปที่หน้าบ้าน เขาอ้อมไปที่ประตูเล็กด้านข้างสำหรับให้คนเดินเข้าออกแล้วเปิดออกไปหาชายคนนั้น
“มองหาอะไรอยู่เหรอครับ” ภามถามขึ้นและมองเขาด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“เฮ้ย!” ขจรสะดุ้งด้วยความใก่อนจะหันมาเห็นภามที่ยืนอยู่ข้างหลัง
“มาทำอะไรที่หน้าบ้านของผมเหรอครับ” ภามถามย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบขึ้นเล็กน้อย
“เปล่า ฉันมาเดินออกกำลังกายน่ะ” ขจรที่แม้จะถูกจับได้ก็ทำเป็เฉไฉไม่รู้เื่ แสร้งยืดเส้นยืดสายและไม่ยอมรับว่ามาแอบมองเ้าของบ้าน
“อยู่บ้านหลังนี้เหรอเรา” ระหว่างนั้นเขาก็ถามเพื่อความแน่ใจว่าชายหนุ่มคนนี้คือคนที่ลูกสาวเขามาสนิทด้วย
“ใช่ครับ แล้วคุณอาล่ะครับ อยู่บ้านหลังไหน” ภามพยักหน้ารับแล้วถามกลับ
“คุณพ่อ!” แต่ยังไม่ทันที่ขจรจะได้ตอบอะไร เสียงหวานของอัญญารินทร์ก็ดังขึ้นเสียก่อน พร้อมกับตัวของเธอที่เดินมาประชิดผู้เป็พ่อ
“อัญชัน” สองหนุ่มต่างวัยจึงหันไปมองเธอเป็ตาเดียวและเรียกชื่อของเด็กสาวขึ้นพร้อมกัน
“อยู่นี่เอง คุณแม่เรียกน่ะค่ะ” อัญญารินทร์เอ่ยขึ้นพร้อมกับยิ้มกว้างไปให้ทั้งคู่
ทำให้ภามรู้แล้วว่าผู้ชายที่ดูไม่น่าไว้วางใจคนนี้คือพ่อของเธอนั่นเอง
“แม่เขาเรียกพ่อทำไม” ขจรขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“เห็นบอกว่าที่ร้านโทรมา แล้วนี่รู้จักกันแล้วใช่ไหมคะ” ถ้ายังไม่รู้จักเธอจะได้แนะนำทั้งคู่ให้รู้จักกันไว้
“ก็ไม่เชิง” ขจรชิงตอบก่อนที่ภามจะทันได้พูด
“เมื่อกี้คุณพ่อคุยอะไรกับพี่ภามอยู่เหรอคะ อัญมาขัดจังหวะหรือเปล่า” อัญญารินทร์ถามต่อด้วยความสงสัยว่าพ่อของเธอมายืนคุยกับภามอยู่ตรงนี้ทำไม
“เปล่า” ขจรปฏิเสธเสียงแข็ง
“งั้นคุณพ่อรีบไปหาคุณแม่ดีกว่าค่ะ” อัญาญารินทร์จึงรีบบอกให้ผู้เป็พ่อไปหาแม่ที่รออยู่ในบ้าน
“เข้าไปพร้อมกัน” แต่มีหรือที่ขจรจะปล่อยให้ลูกสาวอยู่ตรงนี้ต่อ เขาจะต้องพาเธอกลับไปด้วย
“อ้าว แต่...” อัญญารินทร์กำลังจะแย้ง เพราะก่อนหน้านี้พ่อของเธอยืนคุยกับภามอยู่ แล้วจู่ ๆ จะหนีไปแบบนี้ก็ดูจะเสียมารยาท เธอจึงว่าจะอยู่คุยกับเขาก่อน
“ไม่มีแต่ ไป เข้าบ้าน” แต่ขจรไม่ยอมฟัง เขาลากลูกสาวกลับบ้านทันที
“หึ ๆ” ภามมองตามหลังสองพ่อลูกไปแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ
ดูท่าแล้วพ่อของเธอคงจะหวงลูกสาวน่าดู ไม่ยอมปล่อยให้เขาได้คุยกับเธอเลยสักคำ
“อ้าว ไปตามมาจากไหนล่ะนั่น” เมื่อสองพ่อลูกเดินเข้ามาทานตะวันจึงเอ่ยถามขึ้น เธอเรียกหาสามีแล้วไม่มีการตอบรับ จึงสั่งให้ลูกสาวไปตามหาพ่อให้มาคุยเื่งาน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอัญญารินทร์ไปตามมาจากที่ไหน
“คุณพ่อกำลังคุยกับพี่ภามอยู่ค่ะ ที่หน้าบ้าน” อัญญารินทร์ตอบ
“หืม” นั่นทำให้ทานตะวันขมวดคิ้ว และหันขวับไปมองสามีทันที
“ไม่มีอะไรหรอกคุณ แล้วนี่ที่ร้านเกิดอะไรขึ้น” ขจรจึงรีบปฏิเสธ พยายามไม่แสดงอาการมีพิรุธให้ภรรยาจับได้ เขาทำเป็เปลี่ยนเื่ถามถึงที่ร้าน และไม่ยอมสบสายตากับภรรยาที่มองมาอย่างจับผิด
“พอดีมีลูกค้าจองจัดเลี้ยงน่ะค่ะ คุณไปคุยหน่อย” ทานตะวันยื่นโทรศัพท์ให้กับสามีและเล่าให้เขาฟังคร่าว ๆ ก่อนหน้านี้ที่เธอรับสาย ลูกค้าบอกว่าคุยรายละเอียดกับสามีของเธอไว้แล้ว เธอจึงบอกให้ลูกสาวไปตามขจรมาคุยเอง จะได้ไม่เกิดความผิดพลาดจากการสื่อสารกันหลายทอด
“ได้” ขจรรับโทรศัพท์มาแล้วเดินเลี่ยงออกไปทันที
“พ่อเราคุยกับคนข้างบ้านน่ะเหรอ” คล้อยหลังสามีไปแล้วทานตะวันจึงหันไปถามอัญญารินทร์ เพื่อความแน่ใจอีกครั้งว่าที่เธอได้ยินก่อนหน้านี้เธอไม่ได้ฟังผิดไป
“ใช่ค่ะ แต่อัญถามแล้วก็ไม่ยอมบอกว่าคุยอะไรกัน” อัญญารินทร์พยักหน้ายืนยัน จากนั้นก็พูดถึงก่อนหน้าที่เธอถามผู้เป็พ่อ แต่ทั้งพ่อและภามก็ไม่ยอมบอกอะไรเลย
“คงไม่มีอะไรหรอกลูก” ทานตะวันจึงเอ่ยขึ้นเพื่อไม่ให้ลูกสาวคิดอะไรให้ปวดหัว
“ค่ะ ถ้างั้นอัญไปจัดโต๊ะอาหารรอนะคะ” อัญญารินทร์ตอบรับ แล้วขอตัวไปจัดโต๊ะสำหรับอาหารเย็น
“จ้ะ ไปเถอะ” ทานตะวันพยักหน้าให้ลูกสาว ก่อนจะหันไปมองสามีที่คุยโทรศัพท์อยู่ด้านหน้าบ้าน
“จริง ๆ เลยคุณขจร” ทานตะวันส่ายหน้าอย่างเอือมระอาสามีตัวเอง การที่จู่ ๆ เขาโผล่ไปคุยกับชายหนุ่มคนนั้นหลังจากที่ลูกสาวเล่าให้ฟังว่ากลับมาด้วยกัน เธอก็พอจะเดาออกว่าเพราะอะไร โชคดีที่อัญญารินทร์ดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ ไม่อย่างนั้นอาจจะอึดอัดกับสิ่งที่เขาทำก็ได้