ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ไกเซอร์ก็เดินออกมาจากคฤหาสน์
ไกเซอร์มองดูเวลาเล็กน้อยก่อนที่จะสั่งให้คนรับใช้ไปจัดเตรียมอุปกรณ์ทำอาหารมาวางไว้ที่สวนด้านหลัง ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับการปิ้งย่าง
เหล่านักชิมอย่างไลก้า คอลรุยให้ความสนใจขึ้นมาเพราะอาหารของผู้ปกครองเมืองมังกรจะอร่อยขนาดไหน
เนื้อสัตว์เวทย์จำนวนมากก็ถูกยกออกมาย่าง ส่วนคนที่รับหน้าที่ในการปิ้งย่างก็คือเหล่าคนรับใช้นั้นเอง
ไม่นานเนื้อย่างหลายชิ้นก็ค่อยๆถูกยกมาเสิร์ฟไว้บนโต๊ะ
“ พวกนายลองดู นี้คือเนื้อของวัวมังกร ” ไกเซอร์พูดขึ้นพร้อมกับลองให้พวกไลท์ทานเนื้อวัวมังกร
พวกไลท์ลองชิมดูก็พบว่าเนื้อวัวมังกรอร่อยมากแถมยังละมุนลิ้นอีกด้วย นอกจากนี้ซอสที่ทาสบนเนื้อก็ยังทำให้รสชาติของเนื้ออร่อยมากยิ่งขึ้น
“ เป็นเนื้อที่ไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ วัวมังกรเป็นสัตว์เวทย์ที่เติบโตเฉพาะที่หุบเขาซ่อนมังกรหรือสถานที่ที่มีมังกรอาศัยอยู่เท่านั้น เพราะพวกมันจะต้องกินหญ้าลิ้นมังกรในการเติบโต ถ้าหากไม่มีหญ้าลิ้นมังกรพวกมันก็จะตายกันหมด ” ไกเซอร์พูดขึ้น
หญ้าลิ้นมังกรก็เหมือนกับชาลิ้นมังกรที่ต้องใช้น้ำลายมังกรในการทำให้มันเจริญเติบโต
“ ไม่แปลกใจเลยที่เนื้อของมันจะอร่อยขนาดนี้ ” ไลก้าพูดขึ้นพร้อมกับหยิบขวดน้ำจิ้มออกมาจากแหวนมิติ คนอื่นๆเองก็หยิบขวดถ้วยน้ำจิ้มออกมา
“ นี้คืออะไรหรอ? ” ไกเซอร์ถามด้วยความสนใจ เพราะแม้แต่เฮลเฟลชเองก็หยิบถ้วยน้ำจิ้มออกมาด้วยเหมือนกัน
“ นี้คือน้ำจิ้มสูตรพิเศษที่ไว้ใช้กินกับพวกเนื้อย่าง ทำให้เนื้อย่างอร่อยมากยิ่งขึ้น ” ไลก้าพูดขึ้นพร้อมกับเอาเนื้อจิ้มน้ำจิ้มและกินทันที
“ อร่อยขึ้นมากกว่าเดิมเยอะเลย ” ไลก้าพึมพำๆพร้อมกับปากที่ยังเคี้ยวเนื้ออยู่
“ อร่อยขึ้นงั้นหรอ? ” ไกเซอร์สนใจขึ้นมาก่อนที่จะลองจิ้มน้ำจิ้มดูบ้าง
“ อร่อยขึ้นจริงๆด้วย ” ไกเซอร์พยักหน้ารับและดูเหมือนว่าน้ำจิ้มนี้จะทำให้เนื้อวัวมังกรอร่อยขึ้นอีกขั้นหนึ่งจริงๆ
หลังจากที่กินอาหารเย็นกันเสร็จเรียบร้อยแล้วพวกไลท์ก็นั่งเล่นไพ่เพื่อฆ่าเวลา
“ นี้คือกิจกรรมของพวกมนุษย์งั้นหรอ ” ไกเซอร์รู้สึกสนใจขึ้นมา เนื่องจากเขาเป็นถึงผู้ปกครองเมืองมังกรทำให้ทุกๆมีแต่งานต่างๆ ทำให้เขาไม่ค่อยได้พักผ่อนสักเท่าไหร่ แต่วันนี้เขาได้เจอกับเฮลเฟลชทำให้เขาโยนงานทุกอย่างออกไป
หลังจากที่เล่นอะไรกันเสร็จเรียบร้อยแล้วพวกไลท์ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเพราะพวกเขาเร่งเดินทางมาที่หุบเขาซ่อนมังกร ทำให้พวกเขาต่างก็ใช้พลังกันไปเยอะมากเพราะฉะนั้นจึงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจ
เช้าวันต่อมา
ไลท์และคนอื่นก็ตื่นขึ้นมาตอนสายๆ
หลังจากที่ตื่นเช้ามาแล้วพวกไลท์ก็ออกไปเดินเล่นรอบๆเมืองมังกร เพราะเมื่อวานหลังจากที่มายังเมืองมังกรแล้วพวกเขาก็ไปที่ร้านอาหารและก็เดินเล่นครู่หนึ่งก่อนที่จะไปที่พักของไกเซอร์
เนื่องจากยังเที่ยวได้ไม่เต็มที่ทำให้วันนี้พวกไลท์จึงออกเดินเที่ยวเล่นอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้มีเพื่อนๆของเฮลเฟลชมาด้วย เพราะถ้าหากพวกไลท์เดินเที่ยวเองล่ะก็อาจจะถูกมังกรคนอื่นๆหาเรื่องได้
เมืองมังกรไม่ค่อยมีอะไรที่น่าเที่ยวมากนัก เพราะส่วนมากมังกรก็มังจะต่อสู้กันเองเพื่อชิงความแข็งแกร่ง และต้องการที่จะติดอันดับมังกร
“ อะไรคืออันดับมังกร? ” ไลก้าสงสัยและถามขึ้น
" อันดับมังกรก็คืออันดับรายชื่อมังกรที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองมังกร โดยที่อันดับมังกรจะมีแค่ยี่สิบชื่อเท่านั้น ซึ่งทั้งยี่สิบชื่อเป็นมังกรระดับSSไปแล้วเก้าคน ส่วนอันดับที่เหลือก็คือการแข่งขันของระดับSกัน
คนที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองมังกรก็คือเจ้าไกเซอร์ ส่วนอันดับที่สองคือไรการ์ท และอันดับสามคือเลย์น่า นี้คือสามอันดับแรก ส่วนมาตินอสอยู่อันดับที่ห้า ยอร์คก้าอยู่อันดับเจ็ดและแอสต้าอยู่อันดับที่สิบ ส่วนฉันอยู่อันดับที่สิบเก้า ส่วนสองสาวไม่ติดอันดับ
ส่วนสถานที่ที่พวกเราจะประลองกันก็คือสังเวียนมังกร ซึ่งเป็นสนามประลองขนาดใหญ่และแข็งแกร่งสามารถรับการโจมตีของระดับSSได้สบายๆ จึงทำให้มีมังกรนับไม่ถ้วนชอบไปชมการต่อสู้ของมังกรตัวอื่นๆ " บาเฮลอธิบาย
เมื่อพวกไลท์ได้ยินก็รู้สึกอยากลองไปดูที่สังเวียนมังกร
“ ได้สิเพราะยังไงพวกนายก็เป็นแขกของเมืองมังกรของพวกเรา สังเวียนมังกรพวกนายก็มาสามารถไปเที่ยวชมได้ ” บาเฮลพยักหน้าก่อนที่จะเดินพาพวกไลท์ไปที่สังเวียนมังกร
พวกไลท์ใช้เวลาเดินกว่ายี่สิบนาทีก็มาถึงสังเวียนมังกร
สังเวียนมังกรก็เหมือนสนามโคลอสเซียมที่เมืองยูซ่า แต่ทว่ามันใหญ่กว่าโคลอสเซียมที่เมืองยูซ่ามากถึงห้าเท่า เพราะเมื่อเวลามังกรกลับมาเป็นร่างเดิม ร่างกายของมังกรจะมีความยาวกว่าร้อยเมตรเลยทีเดียว
มังกรหลายร้อยคนกำลังนั่งดูการต่อสู้ของมันกรสองตัวบนสังเวียน
มังกรสองคนต่างก็อยู่ในระดับA คนหนึ่งเป็นมังกรไม้ อีกคนหนึ่งเป็นมังกรดิน
พวกมาตินอสพาพวกไลท์มานั่งชมที่อัฒจรรย์
หลายนาทีผ่านไปก็เป็นมังกรไม้เป็นฝ่ายชนะ
การต่อสู้ของมังกรทั้งสองทำให้พวกไลท์รู้สึกสนใจและอยากที่จะลองไปต่อสู้ด้วย เพราะถ้าจะให้เทียบล่ะก็ความแข็งแกร่งของมังกรนั้นเหนือกว่ามนุษย์มากไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกายและพละกำลัง มนุษย์ธรรมดาแทบจะเทียบกับมังกรไม่ได้เลย เรียกได้ว่าเผ่ามังกรเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่ทรงพลังที่สุดในโลก เพราะแบบนี้เผ่ามังกรจึงมองเผ่าอื่นๆว่าอยู่ต่ำกว่าตัวเองตลอดมา
มังกรระดับA นั้นแข็งแกร่งพอๆกับมนุษย์ที่แข็งแกร่งระดับSเลยทีเดียว แม้ว่าจะอ่อนแอกว่าแต่ก็ไม่ได้อ่อนแอขนาดที่จะสู้กันไม่ได้เลย และถ้ายิ่งมังกรที่เป็นอัจฉริยะของเผ่าพันธุ์ล่ะก็ยิ่งสามารถต่อสู้ข้ามระดับได้
“ เป็นอะไรอยากจะลงไปสู้ด้วยงั้นหรอ? ” มาตินอสหัวเราะเมื่อเห็นท่าทีของพวกไลท์
พวกไลท์หัวเราะและพยักหน้าก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “ ฉันเป็นพวกที่ชอบสู้กับคนเก่งๆน่ะ ว่าแต่นายก็เป็นอันดับที่ห้าของอันดับมังกรนิ สนใจมาสู้กับฉันไหม? ”
“ ฮ่าฮ่าอย่าเลยฉันไม่อยากรังแกนายหรอกนะไลท์ ” มาตินอสหัวเราะ
“ มาตินอสฉันว่าแกอย่าดูถูกหัวหน้าของฉันดีกว่านะ เพราะหัวหน้าของฉันน่ะแข็งแกร่งกว่าที่นายจะจินตนาการได้เลย ” เฮลเฟลชพูดขึ้น
พวกมาตินอสพากันมองไปที่ไลท์ด้วยความประหลาดใจ เพราะพวกเขารู้ดีว่าการที่เฮลเฟลชชมแบบนี้แสดงว่าไลท์เป็นอย่างที่เฮลเฟลชพูด นั่นก็คือไลท์แข็งแกร่งจริงๆ
“ น่าสนใจๆ ไว้ว่างๆเรามาประลองฝีมือกัน ” มาตินอสตอบรับ
“ ได้สิ ” ไลท์พยักหน้า
ไม่นานบนลานประลองก็มีมังกรสองตัวเดินขึ้นบนลานประลอง ก่อนที่จะเริ่มประลองกันอย่างดุเดือด
ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง
มังกรที่ต่อสู้บนสนามก็ผ่านไปกว่าสามคู่แล้ว ซึ่งมังกรส่วนมากที่ประลองกันบนสนามประลองก็คือระดับA
ในขณะที่ไลท์และคนอื่นๆกำลังดูการประลองของมังกรอยู่จู่ๆไลก้าก็พูดขึ้นว่า
“ ลูกพี่ตอนนี้มีการปะทะกันของเผ่าเอลฟ์และปีศาจที่ชายแดนของทั้งสองทวีป เอลฟ์มีกำลังทหารประมาณสามล้านคน ส่วนเผ่าปีศาจมีทหารมากกว่าสิบล้านตัว ” ไลก้าพูดขึ้น
ไลท์และคนอื่นๆประหลาดใจเพราะพวกเขาไม่คิดเลยว่าทั้งสองเผ่าจะเปิดศึกกันเร็วแบบนี้ ทั้งที่พวกเขาเพิ่งจะมาที่เมืองมังกรได้แค่หนึ่งวันเอง ถ้าหากรวมเวลาในการเดินทางแล้วก็ประมาณสิบสามวันเอง แต่ทำไมเอลฟ์ถึงได้รีบเปิดศึกแบบนี้นักล่ะ?
“ ใครเป็นคนบอกข้อมูลนี้มา? ” ไลท์ถามขึ้น
“ อัสลอนเป็นคนบอกมาครับ ” ไลก้าตอบ
“ ถามอัสลอนว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง? ” ไลท์พูดขึ้น
“ ครับลูกพี่ ” ไลก้าพยักหน้า
“ นายจะไปสนใจทวีปเอลฟ์และทวีปปีศาจทำไมกันในเมื่อมันไม่ได้เกี่ยวอะไรเผ่ามนุษย์? ” แอสต้าถามด้วยความสงสัย เพราะถึงสองเผ่าพันธุ์นี้เปิดศึกกันไม่ว่าฝ่ายไหนจะชนะก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับมนุษย์ไม่ใช่หรอ
" เกี่ยวสิถ้าหากเอลฟ์เป็นฝ่ายแพ้ เผ่าปีศาจก็สามารถยึดดินแดนของเผ่าเอลฟ์และจะทำให้พวกมันขยับเข้ามาหามนุษย์ได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งปกติมนุษย์ก็ต้องรับมือกับเผ่าปีศาจอยู่แล้ว แต่ถ้าหากต้องรับมือกับปีศาจที่เข้ามาจากทางของเผ่าเอลฟ์อีกก็จะลำบากมากยิ่งขึ้น
เผ่ามังกรเองก็เหมือนกันไม่ใช่หรอ เผ่ามังกรก็จะถูกล้อมด้วยเผ่าปีศาจ แม้ว่าเผ่าปีศาจจะไม่กล้าบุกเมืองมังกร แต่ถ้าหากวันไหนที่มันแข็งแกร่งพอพวกมันก็จะต้องบุกเมืองมังกรแน่ๆ เมื่อถึงเวลานั้นเผ่าอื่นๆก็จะไปช่วยเหลือเมืองมังกรได้อย่างลำบากเพราะเส้นทางถูกปิดกั้นด้วยเผ่าปีศาจ แล้วทีนี้มันจะยังไม่เกี่ยวข้องกับเผ่ามนุษย์และเผ่ามังกรได้ยังไง
นอกจากนี้ฉันได้สัญญากับจักรพรรดินีเอลฟ์ไปแล้วว่าถ้าหากเผ่าเอลฟ์ต้องการความช่วยเหลือก็สามารถติดต่อฉันมาได้ทุกเมื่อและฉันเป็นพวกที่ไม่ชอบผิดคำสัญญาด้วย เพราะฉะนั้นถ้าหากเผ่าเอลฟ์ไม่สามารถต้านทานเผ่าปีศาจได้ล่ะก็ฉันก็จะไปช่วยเผ่าเอลฟ์ทันที " ไลท์อธิบาย
พวกมาตินอสที่ได้ยินก็ขมวดคิ้วแน่นและก็คิดตามไลท์ ปรากฏว่าเป็นอย่างที่ไลท์บอก ถ้าหากเผ่าเอลฟ์เป็นฝ่ายแพ้แล้วถูกยึดดินแดนไปล่ะก็หุบเขาซ่อนมังกรก็จะถูกล้อมด้วยเผ่าปีศาจ แม้ว่าพวกเขาจะสามารถบินบนท้องฟ้าได้แต่เผ่าปีศาจเองก็สามารถบินบนท้องฟ้าได้ด้วยเช่นกัน แถมจำนวนของมันก็มีมาก แค่เรื่องจำนวนพวกปีศาจก็ได้เปรียบมังกรที่อาศัยอยู่ในเมืองมังกรแล้ว และถ้าหากเปิดศึกกันจริงๆแล้วล่ะก็ มังกรทั้งหมดจะต้องถูกฆ่าหมดแน่
นอกจากนี้อย่าลืมว่าเผ่าปีศาจเองก็มีตัวตนระดับSSSอยู่ ทำให้พวกมันกล้าที่จะโจมตีเผ่าอื่นๆแบบเปิดเผย แม้ว่าที่เมืองมังกรเองก็มีไกเซอร์ที่เป็นตัวตนระดับSSS
แต่ถ้าหากตอนนั้นไกเซอร์ต้องเข้าพัวพันกับปีศาจระดับSSS ไกเซอร์ก็จะไม่สามารถมาช่วยมังกรตัวอื่นๆได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากสงครามครั้งนี้เผ่าเอลฟ์เป็นฝ่ายแพ้ ทุกเผ่าพันธุ์ก็จะยิ่งอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายขึ้นมาทันที
ดวงตาของมาตินอสหรี่ลงก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “ ฉันจะไปถามไกเซอร์ก่อนว่าจะเอายังไงกับเรื่องนี้ ”
มาตินอสพูดจบเขาก็ลุกขึ้นไปทันที เนื่องจากมาตินอสเป็นรองแม่ทัพของเมืองมังกร ทำให้เขาต้องไปเรียกประชุมกับระดับสูงอีกหลายคน
“ ลูกพี่เจ้าอัสลอนบอกว่าตอนนี้สถานการณ์ที่ชายแดนตึงเครียดมาก คาดว่าอาจจะเปิดศึกกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นอกจากนี้ทางฝั่งปีศาจก็ได้ส่งแม่ทัพปีศาจมาถึงแปดตัว ซึ่งแม่ทัพทั้งแปดต่างก็เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆของเผ่าปีศาจอีกด้วย
ส่วนทางด้านเผ่าเอลฟ์เองก็ส่งแม่ทัพระดับSSไปกว่าสิบคนเพื่อไปคอยควบคุมกองทัพของเผ่าเอลฟ์และคอยเฝ้าระวังการลอบโจมตีของเผ่าปีศาจ ” ไลก้าพูดขึ้น
“ ไลก้านายพอรู้ไหมว่าแม่ทัพปีศาจมีชื่อว่าอะไรบ้าง ” ยอร์คก้าถามขึ้น
“ สักครู่ ” ไลก้าพูดขึ้นก่อนที่จะติดต่อกับอัสลอนอีกครั้ง
ไม่นานไลก้าก็พูดขึ้นว่า “ รู้ชื่อแม่ทัพปีศาจแค่สามตัวเท่านั้นคือแม่ทัพปีศาจเบิร์กไวน์ แม่ทัพปีศาจควินยอส แม่ทัพปีศาจมาร์กัส ”
“ ที่แท้ก็เจ้าสามตัวนั้นเองหรอ นึกไม่ถึงเลยว่าครั้งนี้พวกมันจะเป็นแม่ทัพเผ่าปีศาจไปแล้ว ” ยอร์คก้าพูดขึ้น
“ รู้จักด้วยหรอยอร์คก้า? ” ไลท์ถามด้วยความสงสัย
“ รู้จักสิ เจ้าสามตัวนั้นเมื่อก่อนเป็นแค่ระดับSที่ติดตามแม่ทัพปีศาจที่ชื่อว่าเซิร์จ ในตอนนั้นฉันได้ปะทะกับเซิร์จหลายต่อหลายครั้งจนจำลูกน้องของมันได้หมด แต่นึกไม่ถึงว่าหลังจากที่ฉันได้ฆ่าเซิร์จไปนานกว่าพันปีแล้ว ตอนนี้เจ้าพวกนั้นได้กลายเป็นแม่ทัพปีศาจไปแล้ว ” ยอร์คก้าพูดขึ้น
“ เผ่าปีศาจเองก็มีอายุยาวนานเหมือนกันนะเนี้ย ” ไลท์พึมพำออกมา
“ เผ่าปีศาจที่มีอายุขัยน้อยๆก็คือเผ่าปีศาจระดับต่ำ ส่วนเผ่าปีศาจระดับสูงที่มีสายเลือดปีศาจเข้มข้นก็จะมีอายุขัยยืนยาวหลายพันปี ” ยอร์คก้าอธิบาย
เผ่าปีศาจแบ่งเป็นเผ่าปีศาจระดับสูงกับเผ่าปีศาจระดับต่ำ เผ่าปีศาจระดับต่ำก็จะเป็นแค่ปีศาจที่แสนอ่อนแอ ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากนัก ซึ่งตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าก็น่าจะเป็นตัวตนระดับAถ้าหากโชคดีก็อาจจะมีตัวตนระดับSก็ได้ แต่เรื่องนี้หลายพันปีก็จะมีสักครั้งหนึ่ง
ส่วนเผ่าปีศาจระดับสูง พวกมันคือกำลังสำคัญของเผ่าปีศาจที่ใช้ในการบุกดินแดนของเผ่าพันธุ์อื่นๆ ถ้าหากปีศาจระดับต่ำก็เหมือนกับทหารชั้นประทวน แต่พวกเผ่าปีศาจระดับสูงก็จะเหมือนกันทหารชั้นสัญญาบัตรที่แข็งแกร่งและทรงพลัง
เผ่าปีศาจระดับสูงที่พวกไลท์เคยเจอก็คือเผ่าพันธุ์ออร์ค อย่างเช่นราชาออร์คแอลโบล
นอกจากเผ่าพันธุ์ออร์คแล้ว ก็มีเผ่าพันธุ์ซัคคิวบัส เผ่าพันธุ์แวมไพร์ เผ่าพันธุ์เซนทอร์ เผ่าพันธุ์อิมป์ เผ่าพันธุ์หมาป่านรก เผ่าพันธุ์ฮาร์ปี้ เป็นต้น แน่นอนว่ายังมีเผ่าพันธุ์ปีศาจระดับสูงมากกว่านี้อีก
เผ่าพันธุ์ปีศาจระดับต่ำจะมีอายุขัยประมาณห้าร้อยปี แต่ถ้าหากเป็นเผ่าปีศาจระดับสูงอายุขัยก็จะมากกว่าพันปี จนไปถึงสองถึงสามพันปีเลยก็มี แต่ก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งและสายเลือดของเผ่าพันธุ์นั้นๆ