ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 166 ตกปลาอยู่เจ็ดวัน ในที่สุดเหยื่อก็มา

            เปลวไฟสาดแสงสว่างจ้าไปทั่วบริเวณแต่ความสว่างนี้อยู่ได้เพียงพริบตาเดียวก่อนจะดับวูบลงราวกับดอกไม้ไฟที่สว่างวาบแล้วหายไป

            แต่เพียงเสี้ยววินาทีนั้นก็พอให้ไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋สังเกตเห็นเงาร่างสองสายที่แวบผ่านไปไกลๆหัวใจของทั้งคู่พลันสั่นสะท้านขึ้นมาทันที

            โดยเฉพาะไป๋ฉางเซิง

            เขารู้ดีว่าพลังโจมตีของตัวเองรุนแรงแค่ไหนแม้จะเป็นการเล็งเป้าไปที่พวกทีมอัคคีล้างผลาญและไม่ได้ทุ่มสุดกำลังแต่มันก็รุนแรงระดับแม่ทัพอสูรระดับกลางอย่างแน่นอน  

            แต่ผู้มาใหม่กลับใช้แค่รังสีดาบไม่กี่สายทำลายลูกไฟของเขาได้พลังระดับนี้ต้องอยู่เหนือกว่าเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

            ด้านเจียงจืออวี๋เมื่อได้เห็นรังสีดาบพวกนั้นเธอก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างคิ้วเรียวขมวดแน่นพลันเรียกหอกโลหะผสมออกมาถือไว้ในมือ

            สมาชิกทีมอัคคีล้างผลาญรู้สึกเหมือนก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในประตูนรกแล้วถูกดึงกลับมาอย่างหวุดหวิดเหงื่อเย็นไหลซึมทั่วหน้าผากด้วยความหวาดกลัว

            แต่พวกมันไม่ได้โง่ในเมื่ออีกฝ่ายทำลายการโจมตีของไป๋ฉางเซิงได้อย่างง่ายดายย่อมพิสูจน์ได้ว่าฝีมือต้องไม่ด้อยไปกว่าไป๋ฉางเซิงแน่ ถ้าหาที่พึ่งจากคนพวกนี้ได้พวกมันย่อมมีโอกาสรอด!

            “ขอบคุณท่านอาวุโสที่ช่วยเหลือทีมอัคคีล้างผลาญจะจดจำบุญคุณครั้งนี้ไปตลอดชีวิต!”

            เมื่อได้ยินหัวหน้ากลุ่มพูดอีกสองคนที่เหลือก็ตั้งสติได้ รีบก้มหัวคำนับไปยังเงาร่างทั้งสองที่เพิ่งโผล่มา

            แต่ทั้งสองคนนั้นกลับทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงของพวกมันสายตาจดจ้องเพียงไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋ที่อยู่ข้างหน้าเท่านั้น

            ตอนนี้เป็นช่วงดึกแสงจันทร์เริ่มจางหาย มีเพียงแสงดาวรำไรที่พอจะทำให้มองเห็น

            ทันทีที่มองเห็นรูปร่างหน้าตาของผู้มาใหม่ชัดเจนไป๋ฉางเซิงก็ใจหายวาบ สัญชาตญาณเตือนภัยถึงขีดสุดถาโถมเข้าใส่หัวใจเขาทันที

            เขาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยพลังธาตุไฟและสายฟ้าถูกดึงออกมาตามสัญชาตญาณพร้อมที่จะระเบิดการโจมตีที่รุนแรงที่สุดออกไปทุกเมื่อ

            เมื่อเห็นท่าทีของไป๋ฉางเซิงผู้มาใหม่ดูจะพอใจในปฏิกิริยาตอบสนองของเขาไม่น้อยแต่พอเห็นว่าไป๋ฉางเซิงเริ่มรวบรวมลูกไฟขึ้นมาจริงๆ เขากลับส่ายหน้า

            “เจ้าตัวเล็ก ถ้าฉันเป็นแก ฉันจะไม่รนหาที่ตายแบบนั้นเด็ดขาด”

            “ดูเจ้านายของแกสิ ฉลาดกว่าแกตั้งเยอะ”

            ไป๋ฉางเซิงหันไปมองเจียงจืออวี๋ที่ขมวดคิ้วแน่นแม้เธอจะถือหอกโลหะผสมไว้แน่น แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะรวบรวมพลังโจมตีเลยสักนิด

            ลองคิดดูด้วยพลังโจมตีของเขาและเจียงจืออวี๋ต่อให้ทุ่มสุดตัวก็คงสร้างรอยขีดข่วนให้อีกฝ่ายไม่ได้เลย

            ในเมื่อเป็นแบบนั้นจะตั้งท่าป้องกันไปทำไม

            ไป๋ฉางเซิงสลายพลังธาตุที่รวบรวมไว้ออกไปอย่างว่าง่ายก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้เจียงจืออวี๋

            “ดีมาก รู้จักกาลเทศะจะได้มีชีวิตอยู่ต่อได้นานอีกหน่อย ”

            “ไม่อย่างนั้น แกคงต้องลงไปนอนรอเจ้านายอยู่ในปรโลกก่อนเพื่อนแล้ว”

            ผู้มาใหม่ยิ้มเหี้ยมก่อนจะหันไปมองเจียงจืออวี๋

            “บอกหน่อยสิว่าเธอคิดอะไรอยู่?”

            “ทั้งที่รู้ว่าฉันกำลังตามหาตัวเธอแต่เธอกลับยังกล้าเข้ามาในทุ่งร้างนี่อีก”

            “ก่อนหน้านี้ฉันอุตส่าห์ระแวงว่าจะมีกับดักเลยยอมเสียเวลาสะกดรอยตามเธอมาตั้งสี่วันแถมยังให้คนไปเช็กความเคลื่อนไหวของตาแก่สามคนนั่นจากสุ่ยมู่เสียดิบดี”

            “สรุปแล้ว... เธอกล้ามาทุ่งร้างคนเดียวจริงๆ งั้นเหรอ?”

            “อ้อ ไม่ใช่สิ ยังมีเจ้าตัวเล็กนี่อีกตัว”

            จนใจ?โกรธเคือง? ยินดี?

            ไป๋ฉางเซิงแยกไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกแบบไหนกันแน่แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือความตื่นเต้นและดีใจที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้า

            “สรุปคือ คุณตั้งใจจะฆ่าฉันใช่ไหมคะ?”

            เมื่อเจอกับสายตาคุกคามแบบนั้นเจียงจืออวี๋กลับไม่มีท่าทีลนลานแม้แต่น้อย เธอกลับถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

            “คุณน่าจะรู้ดีว่าถ้าฆ่าฉัน มหาวิทยาลัยสุ่ยมู่จะไม่ปล่อยคุณไปและอาจารย์ของฉันก็จะตามล่าคุณ”

            “ถึงตอนนั้น ตำแหน่งคณบดีแห่งมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจของคุณก็คงจะรักษาไว้ไม่ได้อีกต่อไป...”

            “จริงไหมคะ? คณบดีหวังเหมิ่ง”

            ถูกต้องแล้ว!ผู้มาใหม่คนนี้ก็คือ หวังเหมิ่ง

            ไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋ยอมเสียเวลาเตร็ดเตร่อยู่ในทุ่งร้างนานเป็นอาทิตย์ในที่สุดก็ล่อเจ้าหมอนี่ออกมาจนได้!

            และจากคำพูดของหวังเหมิ่งดูเหมือนว่าเขาจะมาถึงนานแล้ว แต่เพราะความระแวงจึงไม่ได้เผยตัวให้เห็นเลย

            ระแวงเกินไปแล้วตาแก่

            แต่ก็ไม่เป็นไรในเมื่อโผล่มาแล้ว ก็แปลว่าเหยื่อติดเบ็ดแล้ว

            ส่วนชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างหวังเหมิ่งไป๋ฉางเซิงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่อีกฝ่ายถือดาบยาวไว้ในมือชัดเจนว่ารังสีดาบที่ขวางการโจมตีของเขาเมื่อกี้มาจากผู้ชายคนนี้

            ระยะห่างขนาดนั้นยังใช้ดาบทำลายลูกไฟของเขาได้ต่อให้พลังฝีมือจะเทียบหวังเหมิ่งไม่ได้แต่อย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูง!

            สถานการณ์ตึงเครียดมาก

            “มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ? คณบดีหวังเหมิ่งงั้นเหรอ?!”

            ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจู่ๆ ก็มีเสียงผู้ชายดังขึ้น

            หัวหน้าทีมอัคคีล้างผลาญเดินออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความดีใจ

            “ก่อนหน้านี้ผมเคยสอบเข้ามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจครับ ถึงจะสอบไม่ติดแต่ในใจผมก็ถือว่าตัวเองเป็นนักศึกษาของที่นั่นเสมอ!”

            “ไม่นึกเลยว่าจะได้มาพบท่านคณบดีหวังเหมิ่งที่นี่ ถือเป็นวาสนาของผมจริงๆครับ”

            “ถ้าจะว่าไป ผมก็นับว่าเป็นลูกศิษย์ครึ่งคนของท่านคณบดีได้เหมือนกัน”

            “ขอบพระคุณอาจารย์ที่ช่วยชีวิตผมเมื่อกี้ อาจารย์อยู่เหนือหัวโปรดรับการเคารพจากลูกศิษย์ด้วยครับ!”

            เจ้าหมอนี่ช่างรู้จักหาจังหวะประจบจริงๆ

            น่าเสียดายที่ประจบผิดที่ผิดเวลา 

            แค่ได้ยินคำพูดพวกนี้ไป๋ฉางเซิงก็รู้ทันทีว่าสมาชิกทั้งสามของทีมอัคคีล้างผลาญไม่มีใครรอดแน่

            เป็นไปตามคาดสิ้นเสียงคำพูดนั้น ร่างของหวังเหมิ่งก็หายไปจากที่เดิมทันทีและเมื่อโผล่มาอีกครั้ง ก็ตามมาด้วยเสียง ‘กร๊อบ’ดังสนั่น

            หัวของไอ้หนุ่มผมทองถูกบิดหมุนไปหนึ่งร้อยแปดสิบองศาร่างของมันยังคงอยู่ในท่าโค้งคำนับ แต่กลับล้มตึงลงกับพื้น

            จนถึงตอนตายมันก็คงนึกไม่ถึงว่าวันหนึ่งจะได้เห็นแผ่นหลังของตัวเองชัดขนาดนี้!

            “ขยะพรรค์นี้ กล้าดียังไงมาอ้างว่าเป็นลูกศิษย์ของฉัน”

            เมื่อจัดการเสร็จหวังเหมิ่งก็ปัดมือราวกับจะปัดฝุ่น

            ส่วนชายที่มาด้วยกันก็ลงมือพร้อมกันดาบในมือตวัดฟันใส่สมาชิกที่เหลือของทีมอัคคีล้างผลาญ เพียงสองดาบชีวิตของทั้งคู่ก็จบสิ้นลงทันที

            ‘ให้ตายสิ แกจะหาเรื่องสอดปากทำไมเวลาแบบนี้’

            ‘ไม่คิดบ้างเลยเหรอว่าหวังเหมิ่งมาทำไม เขามาเพื่อฆ่าคนนะเว้ย’

            ‘ได้ยินชื่อเขาแล้วยังจะทะลึ่งพูดชื่อออกมาอีก หวังเหมิ่งจะปล่อยแกไว้ได้ไง?’

            ไป๋ฉางเซิงบ่นในใจพลางนึกเสียดาย

            เสียดายที่เขาไม่ได้ลงมือฆ่าไอ้พวกนี้ด้วยตัวเองแต่ก็ช่างเถอะ เขาไม่เรื่องมาก แค่พวกมันตายก็พอแล้ว

            ตอนนี้ก้างขวางคอถูกกำจัดไปหมดแล้ว ต่อจากนี้คือการเข้าสู่เรื่องสำคัญจริงๆ

            “เพื่อจะยั่วฉัน ถึงกับยอมถ่อไปถึงมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจเชียวเหรอ?”

            “เคยคิดไหมว่าผลที่ตามมามันจะเป็นยังไง?”

            หวังเหมิ่งเอ่ยถามเจียงจืออวี๋ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าอย่างเข้มข้น

            ถ้าคำพูดแบบนี้หลุดมาจากปากของคนที่อ่อนแอกว่าคุณคงจะขำ

            ถ้าฝีมือพอๆกัน คุณอาจจะแค่ระวังตัวและไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก เพราะสู้ไม่ได้ก็ยังหนีทัน

            แต่เมื่อคำพูดนี้มาจากระดับโหวแห่งยุทธ์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว

            ไป๋ฉางเซิงรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามาเกาะกินหัวใจ

            แต่สภาพจิตใจของเจียงจืออวี๋เข้มแข็งกว่าเขามาก

            เมื่อเผชิญกับการข่มขู่ของหวังเหมิ่งเธอเพียงแค่ส่งเสียง “อ้อ” เบาๆก่อนจะตอบสั้นๆ

            “คิดค่ะ”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน