เปลวไฟสาดแสงสว่างจ้าไปทั่วบริเวณแต่ความสว่างนี้อยู่ได้เพียงพริบตาเดียวก่อนจะดับวูบลงราวกับดอกไม้ไฟที่สว่างวาบแล้วหายไป
แต่เพียงเสี้ยววินาทีนั้นก็พอให้ไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋สังเกตเห็นเงาร่างสองสายที่แวบผ่านไปไกลๆหัวใจของทั้งคู่พลันสั่นสะท้านขึ้นมาทันที
โดยเฉพาะไป๋ฉางเซิง
เขารู้ดีว่าพลังโจมตีของตัวเองรุนแรงแค่ไหนแม้จะเป็นการเล็งเป้าไปที่พวกทีมอัคคีล้างผลาญและไม่ได้ทุ่มสุดกำลังแต่มันก็รุนแรงระดับแม่ทัพอสูรระดับกลางอย่างแน่นอน
แต่ผู้มาใหม่กลับใช้แค่รังสีดาบไม่กี่สายทำลายลูกไฟของเขาได้พลังระดับนี้ต้องอยู่เหนือกว่าเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
ด้านเจียงจืออวี๋เมื่อได้เห็นรังสีดาบพวกนั้นเธอก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างคิ้วเรียวขมวดแน่นพลันเรียกหอกโลหะผสมออกมาถือไว้ในมือ
สมาชิกทีมอัคคีล้างผลาญรู้สึกเหมือนก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในประตูนรกแล้วถูกดึงกลับมาอย่างหวุดหวิดเหงื่อเย็นไหลซึมทั่วหน้าผากด้วยความหวาดกลัว
แต่พวกมันไม่ได้โง่ในเมื่ออีกฝ่ายทำลายการโจมตีของไป๋ฉางเซิงได้อย่างง่ายดายย่อมพิสูจน์ได้ว่าฝีมือต้องไม่ด้อยไปกว่าไป๋ฉางเซิงแน่ ถ้าหาที่พึ่งจากคนพวกนี้ได้พวกมันย่อมมีโอกาสรอด!
“ขอบคุณท่านอาวุโสที่ช่วยเหลือทีมอัคคีล้างผลาญจะจดจำบุญคุณครั้งนี้ไปตลอดชีวิต!”
เมื่อได้ยินหัวหน้ากลุ่มพูดอีกสองคนที่เหลือก็ตั้งสติได้ รีบก้มหัวคำนับไปยังเงาร่างทั้งสองที่เพิ่งโผล่มา
แต่ทั้งสองคนนั้นกลับทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงของพวกมันสายตาจดจ้องเพียงไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋ที่อยู่ข้างหน้าเท่านั้น
ตอนนี้เป็นช่วงดึกแสงจันทร์เริ่มจางหาย มีเพียงแสงดาวรำไรที่พอจะทำให้มองเห็น
ทันทีที่มองเห็นรูปร่างหน้าตาของผู้มาใหม่ชัดเจนไป๋ฉางเซิงก็ใจหายวาบ สัญชาตญาณเตือนภัยถึงขีดสุดถาโถมเข้าใส่หัวใจเขาทันที
เขาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยพลังธาตุไฟและสายฟ้าถูกดึงออกมาตามสัญชาตญาณพร้อมที่จะระเบิดการโจมตีที่รุนแรงที่สุดออกไปทุกเมื่อ
เมื่อเห็นท่าทีของไป๋ฉางเซิงผู้มาใหม่ดูจะพอใจในปฏิกิริยาตอบสนองของเขาไม่น้อยแต่พอเห็นว่าไป๋ฉางเซิงเริ่มรวบรวมลูกไฟขึ้นมาจริงๆ เขากลับส่ายหน้า
“เจ้าตัวเล็ก ถ้าฉันเป็นแก ฉันจะไม่รนหาที่ตายแบบนั้นเด็ดขาด”
“ดูเจ้านายของแกสิ ฉลาดกว่าแกตั้งเยอะ”
ไป๋ฉางเซิงหันไปมองเจียงจืออวี๋ที่ขมวดคิ้วแน่นแม้เธอจะถือหอกโลหะผสมไว้แน่น แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะรวบรวมพลังโจมตีเลยสักนิด
ลองคิดดูด้วยพลังโจมตีของเขาและเจียงจืออวี๋ต่อให้ทุ่มสุดตัวก็คงสร้างรอยขีดข่วนให้อีกฝ่ายไม่ได้เลย
ในเมื่อเป็นแบบนั้นจะตั้งท่าป้องกันไปทำไม
ไป๋ฉางเซิงสลายพลังธาตุที่รวบรวมไว้ออกไปอย่างว่าง่ายก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้เจียงจืออวี๋
“ดีมาก รู้จักกาลเทศะจะได้มีชีวิตอยู่ต่อได้นานอีกหน่อย ”
“ไม่อย่างนั้น แกคงต้องลงไปนอนรอเจ้านายอยู่ในปรโลกก่อนเพื่อนแล้ว”
ผู้มาใหม่ยิ้มเหี้ยมก่อนจะหันไปมองเจียงจืออวี๋
“บอกหน่อยสิว่าเธอคิดอะไรอยู่?”
“ทั้งที่รู้ว่าฉันกำลังตามหาตัวเธอแต่เธอกลับยังกล้าเข้ามาในทุ่งร้างนี่อีก”
“ก่อนหน้านี้ฉันอุตส่าห์ระแวงว่าจะมีกับดักเลยยอมเสียเวลาสะกดรอยตามเธอมาตั้งสี่วันแถมยังให้คนไปเช็กความเคลื่อนไหวของตาแก่สามคนนั่นจากสุ่ยมู่เสียดิบดี”
“สรุปแล้ว... เธอกล้ามาทุ่งร้างคนเดียวจริงๆ งั้นเหรอ?”
“อ้อ ไม่ใช่สิ ยังมีเจ้าตัวเล็กนี่อีกตัว”
จนใจ?โกรธเคือง? ยินดี?
ไป๋ฉางเซิงแยกไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกแบบไหนกันแน่แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือความตื่นเต้นและดีใจที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้า
“สรุปคือ คุณตั้งใจจะฆ่าฉันใช่ไหมคะ?”
เมื่อเจอกับสายตาคุกคามแบบนั้นเจียงจืออวี๋กลับไม่มีท่าทีลนลานแม้แต่น้อย เธอกลับถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“คุณน่าจะรู้ดีว่าถ้าฆ่าฉัน มหาวิทยาลัยสุ่ยมู่จะไม่ปล่อยคุณไปและอาจารย์ของฉันก็จะตามล่าคุณ”
“ถึงตอนนั้น ตำแหน่งคณบดีแห่งมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจของคุณก็คงจะรักษาไว้ไม่ได้อีกต่อไป...”
“จริงไหมคะ? คณบดีหวังเหมิ่ง”
ถูกต้องแล้ว!ผู้มาใหม่คนนี้ก็คือ หวังเหมิ่ง
ไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋ยอมเสียเวลาเตร็ดเตร่อยู่ในทุ่งร้างนานเป็นอาทิตย์ในที่สุดก็ล่อเจ้าหมอนี่ออกมาจนได้!
และจากคำพูดของหวังเหมิ่งดูเหมือนว่าเขาจะมาถึงนานแล้ว แต่เพราะความระแวงจึงไม่ได้เผยตัวให้เห็นเลย
ระแวงเกินไปแล้วตาแก่
แต่ก็ไม่เป็นไรในเมื่อโผล่มาแล้ว ก็แปลว่าเหยื่อติดเบ็ดแล้ว
ส่วนชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างหวังเหมิ่งไป๋ฉางเซิงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่อีกฝ่ายถือดาบยาวไว้ในมือชัดเจนว่ารังสีดาบที่ขวางการโจมตีของเขาเมื่อกี้มาจากผู้ชายคนนี้
ระยะห่างขนาดนั้นยังใช้ดาบทำลายลูกไฟของเขาได้ต่อให้พลังฝีมือจะเทียบหวังเหมิ่งไม่ได้แต่อย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูง!
สถานการณ์ตึงเครียดมาก
“มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ? คณบดีหวังเหมิ่งงั้นเหรอ?!”
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจู่ๆ ก็มีเสียงผู้ชายดังขึ้น
หัวหน้าทีมอัคคีล้างผลาญเดินออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความดีใจ
“ก่อนหน้านี้ผมเคยสอบเข้ามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจครับ ถึงจะสอบไม่ติดแต่ในใจผมก็ถือว่าตัวเองเป็นนักศึกษาของที่นั่นเสมอ!”
“ไม่นึกเลยว่าจะได้มาพบท่านคณบดีหวังเหมิ่งที่นี่ ถือเป็นวาสนาของผมจริงๆครับ”
“ถ้าจะว่าไป ผมก็นับว่าเป็นลูกศิษย์ครึ่งคนของท่านคณบดีได้เหมือนกัน”
“ขอบพระคุณอาจารย์ที่ช่วยชีวิตผมเมื่อกี้ อาจารย์อยู่เหนือหัวโปรดรับการเคารพจากลูกศิษย์ด้วยครับ!”
เจ้าหมอนี่ช่างรู้จักหาจังหวะประจบจริงๆ
น่าเสียดายที่ประจบผิดที่ผิดเวลา
แค่ได้ยินคำพูดพวกนี้ไป๋ฉางเซิงก็รู้ทันทีว่าสมาชิกทั้งสามของทีมอัคคีล้างผลาญไม่มีใครรอดแน่
เป็นไปตามคาดสิ้นเสียงคำพูดนั้น ร่างของหวังเหมิ่งก็หายไปจากที่เดิมทันทีและเมื่อโผล่มาอีกครั้ง ก็ตามมาด้วยเสียง ‘กร๊อบ’ดังสนั่น
หัวของไอ้หนุ่มผมทองถูกบิดหมุนไปหนึ่งร้อยแปดสิบองศาร่างของมันยังคงอยู่ในท่าโค้งคำนับ แต่กลับล้มตึงลงกับพื้น
จนถึงตอนตายมันก็คงนึกไม่ถึงว่าวันหนึ่งจะได้เห็นแผ่นหลังของตัวเองชัดขนาดนี้!
“ขยะพรรค์นี้ กล้าดียังไงมาอ้างว่าเป็นลูกศิษย์ของฉัน”
เมื่อจัดการเสร็จหวังเหมิ่งก็ปัดมือราวกับจะปัดฝุ่น
ส่วนชายที่มาด้วยกันก็ลงมือพร้อมกันดาบในมือตวัดฟันใส่สมาชิกที่เหลือของทีมอัคคีล้างผลาญ เพียงสองดาบชีวิตของทั้งคู่ก็จบสิ้นลงทันที
‘ให้ตายสิ แกจะหาเรื่องสอดปากทำไมเวลาแบบนี้’
‘ไม่คิดบ้างเลยเหรอว่าหวังเหมิ่งมาทำไม เขามาเพื่อฆ่าคนนะเว้ย’
‘ได้ยินชื่อเขาแล้วยังจะทะลึ่งพูดชื่อออกมาอีก หวังเหมิ่งจะปล่อยแกไว้ได้ไง?’
ไป๋ฉางเซิงบ่นในใจพลางนึกเสียดาย
เสียดายที่เขาไม่ได้ลงมือฆ่าไอ้พวกนี้ด้วยตัวเองแต่ก็ช่างเถอะ เขาไม่เรื่องมาก แค่พวกมันตายก็พอแล้ว
ตอนนี้ก้างขวางคอถูกกำจัดไปหมดแล้ว ต่อจากนี้คือการเข้าสู่เรื่องสำคัญจริงๆ
“เพื่อจะยั่วฉัน ถึงกับยอมถ่อไปถึงมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจเชียวเหรอ?”
“เคยคิดไหมว่าผลที่ตามมามันจะเป็นยังไง?”
หวังเหมิ่งเอ่ยถามเจียงจืออวี๋ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าอย่างเข้มข้น
ถ้าคำพูดแบบนี้หลุดมาจากปากของคนที่อ่อนแอกว่าคุณคงจะขำ
ถ้าฝีมือพอๆกัน คุณอาจจะแค่ระวังตัวและไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก เพราะสู้ไม่ได้ก็ยังหนีทัน
แต่เมื่อคำพูดนี้มาจากระดับโหวแห่งยุทธ์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว
ไป๋ฉางเซิงรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามาเกาะกินหัวใจ
แต่สภาพจิตใจของเจียงจืออวี๋เข้มแข็งกว่าเขามาก
เมื่อเผชิญกับการข่มขู่ของหวังเหมิ่งเธอเพียงแค่ส่งเสียง “อ้อ” เบาๆก่อนจะตอบสั้นๆ
“คิดค่ะ”