ความเงียบสงบอันลึกล้ำปกคลุมไปทั่วทั้งอาณาเขตพระราชวังหลวงนครหลวงตี้ตู ราวกับว่าห้วงเวลากำลังหยุดหมุนลงชั่วขณะ ควันและกลิ่นอายมารสีม่วงทมิฬที่จอมมารล่องหนอินเฉวียนหลงเหลือไว้ บัดนี้ถูกชำระล้างจนหมดสิ้นด้วยกฎแห่งอนัตตา ผืนฟ้าเบื้องบนเปิดโล่ง แสงจันทร์วันเพ็ญสาดส่องลงมาทาบทับร่างของหลินเฟิงที่ยืนนิ่งสงบอยู่ใจกลางลานศิลาขาว แผ่นหลังของเด็กหนุ่มใต้ชุดคลุมสีดำดูโดดเดี่ยวทว่ายิ่งใหญ่ประหนึ่งขุนเขาเซียนที่ไม่มีวันทลายลง
ในอุ้งมือซ้ายของหลินเฟิง **"ศิลาสามภพชิ้นสุดท้าย"** กำลังส่งเสียงครางเตือนแผ่วเบา *วิ้ง... วิ้ง...* มันมีลักษณะเป็นก้อนศิลาสีดำสนิท ผิวสัมผัสหยาบกร้านทว่าแฝงไปด้วยลวดลายอักขระโบราณสีทองหม่นที่สลักลึกอยู่ภายใน ร่องรอยอักขระเหล่านั้นดูคล้ายกับเส้นทางเดินของดวงดาราบนสรวงสวรรค์ ทันทีที่มันสัมผัสกับไอปราณมรรคาภพที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเด็กหนุ่ม ศิลาชิ้นสุดท้ายก็เริ่มหลอมละลายกลายเป็นของเหลวสีทองข้นคลัก ซึมซาบเข้าสู่ฝ่ามือของเขาอย่างเชื่องช้า
*ครืน... ครืน...*
เสียงสะท้อนก้องกังวานลึกดิ่งลงไปในจิตวิญญาณของหลินเฟิง ทะเลวิญญาณร้อยส่วนในร่างของเขาที่เคยหมุนวนอย่างระมัดระวัง บัดนี้ระเบิดขยายตัวออกอย่างบ้าคลั่ง ของเหลวสีทองจากศิลาสามภพชิ้นสุดท้ายหลั่งไหลเข้าไปเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย หลอมรวมเข้ากับเศษศิลาชิ้นแรกและเศษอักษรอนัตตาอย่างสมบูรณ์แบบ ของเหลวปราณเหล่านั้นกลั่นตัวกลายเป็นผลึกแก้วใสเก้าสี ลอยเด่นอยู่เหนือใจกลางทะเลวิญญาณ บ่งบอกถึงการก้าวข้ามผ่านขอบเขตพลังงานจากมนุษย์ปุถุชนสู่รากฐานแห่งเทพเซียนที่แท้จริง
"อึก..." หลินเฟิงครางต่ำในลำคอ ร่างกายของเขาร้อนผ่าวราวกับถูกแผดเผาด้วยเพลิงสัจธรรม หน้ากากเหล็กสะท้อนแสงสีทองสลับขาววาววับ เหงื่อกาฬไหลชโลมทั่วร่างทว่าแววตาสีทองกลับยิ่งลึกล้ำและเยือกเย็นขึ้นเรื่อย ๆ
หลินเทียนห่าวที่นั่งพักฟื้นอยู่ไม่ไกล จ้องมองดูบุตรชายด้วยความอัศจรรย์ใจและห่วงใย อดีตพญามังกรแดนใต้สัมผัสได้ว่า กลิ่นอายพลังรอบตัวของหลินเฟิงในยามนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความแข็งแกร่งของระดับขอบเขตสวรรค์ขั้นต้นอีกต่อไป ทว่ามันคือกลิ่นอายที่ลึกลับ เหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ราวกับว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ากำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎฟ้าดินเสียเอง
*‘เจ้าหนู... อดทนไว้!’* เสียงของวิญญาณมรรคาภพดังก้องเตือนอย่างเคร่งเครียด *‘การหลอมรวมศิลาสามภพครบถ้วนไม่ใช่เรื่องง่าย มันคือการเปิดรับเอาบันทึกประวัติศาสตร์และความหลากหลายของวัฏจักรทั้งสามภพเข้ามาในหัวใจ หากจิตใจของเจ้าไม่มั่นคงพอ เจ้าจะถูกความทรงจำโบราณเหล่านั้นกลืนกินจนกลายเป็นเพียงซากศพที่ไร้วิญญาณ!’*
"ข้า... เข้าใจแล้ว..." หลินเฟิงพึมพำในจิตใจ เขาหลับตาลงและโคจรอักขระอนัตตาในหัว เพื่อสร้างม่านพลังงานสีขาวบริสุทธิ์ครอบคลุมดวงจิตวิญญาณหลักเอาไว้ ไม่ให้กระแสความทรงจำโบราณที่พุ่งทะลักเข้ามาสั่นคลอนความนึกคิดเด็ดขาด
ในขณะที่หลินเฟิงกำลังเผชิญหน้ากับการปฏิวัติครั้งใหญ่ภายในร่างกาย ห่างออกไปหลายพันลี้ ณ ยอดเขาเร้นลับแห่งหนึ่งที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกพิษสีม่วงถาวร... **"ตำหนักสวรรค์มืด"** ขั้วอำนาจลึกลับที่เป็นดั่งผู้บงการอยู่เบื้องหลังนิกายมารแดนเหนือ
ภายในห้องโถงศิลาทมิฬอันกว้างใหญ่ ตัวแทนจากสี่มหาตระกูลมารนั่งล้อมรอบโต๊ะหินกลม ใบหน้าของแต่ละคนถูกบดบังด้วยหน้ากากรูปหัวกะโหลกสัตว์อสูร บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึมครึมและสับสน ยามเมื่อตะเกียงชีวิตของจอมมารอินเฉวียนที่ตั้งอยู่ใจกลางห้องพลันระเบิดแตกกระจายเป็นผงคลี
*ปัง!*
"อินเฉวียนตายแล้ว... แถมยังเป็นการตายแบบจิตวิญญาณดับสูญอย่างสิ้นเชิงด้วย!" ชายชราหน้ากากกะโหลกเสือเอ่ยเสียงแหบพร่า แฝงความตื่นตระหนก "มันเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าสู่เมืองหลวงตี้ตูของแคว้นต้าเซี่ยได้ไม่ถึงครึ่งวัน ใครกัน... ใครกันที่มีความสามารถสังหารยอดฝีมือขอบเขตสวรรค์ขั้นสูงระยะปลายได้รวดเร็วถึงเพียงนี้?!"
"หรือจะเป็นพวกตาแก่จากอารามสวรรค์เสบียงฟ้า?" หญิงชราอีกคนตั้งข้อสังเกต
"ไม่ใช่..." บุรุษผู้สวมหน้ากากกะโหลกมังกรทมิฬที่เป็นประธานในที่ประชุมเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทรงพลัง "สายข่าวของเรารายงานว่า ไต้ซือฟาไฮ่ยังคงนั่งกักตนอยู่บนยอดเขาไม้ไผ่ คนที่ลงมือคือเด็กหนุ่มสายเลือดตระกูลหลินที่รอดชีวิต... หลินเฟิง"
"หลินเฟิง? เด็กสารเลวที่มู่หรงคังเคยปล่อยให้รอดไปเมื่อสิบสี่ปีที่แล้วงั้นรึ?!" ทั้งห้องโถงพลันเกิดเสียงฮือฮาด้วยความตกใจและไม่ยากจะเชื่อ
"มันครอบครองศิลาสามภพและตื่นรู้อักขระอนัตตา" ประธานหน้ากากมังกรยืนขึ้น แผ่รังสีฆ่าฟันสีดำสนิทออกมา "ยามนี้อินเฉวียนตาย ศิลาชิ้นสุดท้ายย่อมตกอยู่ในมือของมัน หากปล่อยให้มันหลอมรวมพลังสำเร็จ แดนเหนือทั้งหมดจะตกเป็นเป้าหมายต่อไปของมัน... สั่งการลงไป คืนชีพให้ 'หุ่นรบอสูรโลกันตร์' และเตรียมกองทัพมารให้พร้อม เราจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับพญามังกรหนุ่มผู้นี้ด้วยเลือด!"
ตัดกลับมา ณ พระราชวังหลวงตี้ตู เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งแสงแรกของรุ่งอรุณเริ่มจับขอบฟ้า แสงสีทองของดวงตะวันขับไล่ความมืดมิดและไอเย็นของค่ำคืนอันโหดร้ายออกไปทีละน้อย
หลินเฟิงลืมตาขึ้นช้า ๆ แววตาสีทองของเขาในยามนี้ไม่มีประกายแสงวาววับที่ดุดันอีกต่อไป ทว่ามันกลับดูเรียบง่าย ลึกซึ้ง และสงบนิ่งปานน้ำในบ่อน้ำโบราณ พลังปราณรอบตัวของเขาหดหายไปจนดูเหมือนกับปุถุชนธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกตน ทว่าหากมียอดฝีมือระดับสูงมาพบเห็น ย่อมต้องตื่นตระหนก เพราะนี่คือสภาวะ **"คืนสู่สามัญ"** ขั้นสูงสุดของกระบวนการหลอมรวมมรรคาภพ
"เฟิงเอ๋อร์... เจ้าทำสำเร็จแล้วรึ?" หลินเทียนห่าวลุกเดินเข้ามาหา แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
"ครับท่านพ่อ" หลินเฟิงหันมาสบตาบิดา มุมปากใต้หน้ากากเหล็กยกยิ้มจาง ๆ "ศิลาสามภพหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับทะเลวิญญาณของข้าแล้ว ยามนี้ข้าสามารถควบคุมระบบทางเดินปราณของแผ่นดินต้าเซี่ยได้อย่างอิสระ ข้าจะใช้พลังนี้... ฟื้นฟูรากฐานของตระกูลหลินและสร้างความมั่นคงให้ราษฎร"
เด็กหนุ่มชี้ปลายกระบี่เพลิงมรรคาลงสู่พื้นดินอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ไม่มีการสลักอักขระที่รุนแรง มีเพียงคลื่นพลังงานสีทองอ่อนโยนสายหนึ่งที่แผ่ขยายออกจากปลายกระบี่ ซึมซาบลงสู่ชั้นดินและกระจายออกไปทั่วทั้งเมืองหลวงในพริบตา
*ครืน...*
อัศจรรย์ใจยิ่งนัก! ซากปรักหักพังของกำแพงวังและตำหนักที่พังทลายจากมหาศึกเมื่อคืน ค่อย ๆ เลื่อนลอยกลับมาต่อติดกันช้า ๆ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นช่วยซ่อมแซม ต้นไม้ใบหญ้าที่เคยแห้งเหี่ยวจากพิษมารของอินเฉวียน กลับมาผลิใบเขียวขจีและออกดอกบานสะพรั่งในอึดใจ กลิ่นอายปราณธรรมชาติในเมืองตี้ตูหนาแน่นขึ้นกว่าเดิมถึงสามเท่า ทำให้นครหลวงที่เคยเงียบเหงาและเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด กลับมามีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยพลังเซียนอันบริสุทธิ์
เสิ่นว่านซาน ประธานสมาคมการค้าหมื่นโอสถ พร้อมด้วยแม่ทัพใหญ่เฉาเซียน และกลุ่มขุนนางเก่าที่รอดชีวิต เดินก้าวเข้ามาในลานวังช้า ๆ ท่าทางของทุกคนเต็มไปด้วยความนอบน้อมและยำเกรงขั้นสูงสุด ยามที่พวกเขามองดูเด็กหนุ่มหน้ากากเหล็กที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงตะวัน ทั่วทั้งบริเวณไม่มีใครกล้าส่งเสียงดัง แม้แต่สายลมพัดยังต้องนิ่งสงบ
เฉาเซียนก้าวออกมาข้างหน้า ทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง ประนมมือประสานสิบนิ้ว "เรียนคุณชายหลิน... กองทัพพยัคฆ์คำรามและกองกำลังรักษาดินแดนทั้งหมด ยามนี้พร้อมรับฟังคำสั่งจากตระกูลหลินแล้วครับ แคว้นต้าเซี่ยไร้ทรราชราชวงศ์มู่หรง วันนี้ถึงเวลาที่คุณชายจะขึ้นครองบัลลังก์เพื่อนำความรุ่งโรจน์มาสู่แผ่นดิน!"
"ใช่ครับคุณชายหลินเฟิง สมาคมหมื่นโอสถพร้อมสนับสนุนทรัพยากรและศิลาลมปราณทั้งหมดที่มีเพื่อการฟื้นฟูแผ่นดิน" เสิ่นว่านซานเอ่ยเสริมด้วยรอยยิ้มประจบ
หลินเฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาทอดมองผ่านฝูงชนไปยังเส้นทางทิศเหนือ ทิศที่เต็มไปด้วยหมอกมารลึกลับและเป็นที่ตั้งของตำหนักสวรรค์มืด หนี้แค้นของตระกูลหลินยังไม่จบสิ้น การตายของมู่หรงคังและอินเฉวียนเป็นเพียงแค่การตัดกิ่งก้าน ทว่ารากเหง้าแห่งความโสมมยังคงฝังลึกอยู่แดนเหนือ
"ข้าจะไม่ขึ้นครองบัลลังก์แผ่นดินต้าเซี่ย..." หลินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเฉียบขาดจนทำให้ทุกคนตื่นตะลึง
"คุณชาย... เหตุใดจึงตัดสินใจเช่นนั้นล่ะครับ?" เฉาเซียนถามด้วยความไม่เข้าใจ
"บัลลังก์ตี้ตูเป็นเพียงกรอบขังที่จำกัดวิถีมรรคาภพของข้า" หลินเฟิงหันไปมองหลินเทียนห่าว "ท่านพ่อ... ข้าจะแต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน คอยดูแลราษฎรและฟื้นฟูอำนาจของตระกูลหลินร่วมกับแม่ทัพเฉาและประธานเสิ่น ส่วนตัวข้า... มีเส้นทางเดินที่ต้องก้าวต่อไป"
หลินเทียนห่าวพยักหน้าช้า ๆ แววตาเต็มไปด้วยความเข้าใจ "เฟิงเอ๋อร์... เจ้าก้าวไปเถอะ พ่อจะดูแลแนวหลังให้เจ้าเอง จงจำไว้ว่า ไม่ว่าเจ้าจะเดินไปไกลเพียงใด ตระกูลหลินและแคว้นต้าเซี่ยแห่งนี้ ย่อมเป็นบ้านที่พร้อมต้อนรับเจ้าเสมอ"
หลินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกายของเขาส่งแสงสีทองคำขาววาววับอีกครั้ง ก่อนจะทะยานร่างพุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าสู่ทิศเหนืออย่างไม่ลังเล ทิ้งไว้เพียงตำนานแห่งพญามังกรหนุ่มหน้ากากเหล็กผู้พลิกผันชะตากรรมสามภพ และก้าวต่อไปของเขา... จะเป็นการบุกตะลุยเข้าสู่แดนมิคสัญญีที่ไม่มีผู้ใดกล้าย่า
งกรายเข้าไปนับพันปี!