ตอนพิเศษ คำตามผู้เขียนท้ายเล่มสอง
สวัสดีครับเล่มสองของไอ้เจิดก็จบไปแล้วนะครับ
รู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปไวจริงๆกับเรื่องราวที่อาศัยมุกจากแฮร์รี่พอตเตอร์
“เด็กชายที่อยู่ในห้องใต้บันได”
ที่เจ.เค.โรวลิ่งขยายจักรวาลจากห้องใต้บันไดนั้นมาจนเป็นจักรวาลแฮร์รี่ พอตเตอร์
ผู้เขียนก็พยายามเริ่มจากจุดเริ่มต้น
“ไอ้เจิดลูกชายกำนันในยุคหกศูนย์”
ตามแนวตัวร้ายละครไทยทั่วไป
และค่อยๆขยายจักรวาลมาจากที่ตรงนั้นและผู้เขียนก็ได้พบเรื่องที่น่าสนใจอย่างหนึ่งที่ทำให้เข้าใจพวกคลั่งศาสนาต่างๆมากขึ้นเช่นทำไมศาสนาคริสต์ถึงโมโหเกี่ยวกับแฮร์รี่พอตเตอร์หรือการเล่นเกมส์ DnD Dungeon andDragon ดันเจี้ยนแอนด์ดราก้อน ของเด็กๆ
เพราะหากเราพิจารณาดีดีการที่เราจะเชื่ออะไรได้นั้นคำสอนของศาสนามาทีหลัง
เราต้องเชื่อในเรื่องของ
Agreed upon Cosmology
จักรวาลวิทยาที่เห็นตรงกัน
ว่าเราต้องมีจักรวาลวิทยาที่เราคิดว่าเป็นความจริงขึ้นมาก่อน
ศาสนาจึงจะเป็นตัวที่เราดำเนินการตามอย่างเคร่งครัดเพื่อให้สามารถเอาตัวรอดจากจักรวาลที่เราอาศัยอยู่ได้
และการที่บาทหลวงโมโหเด็กๆที่เล่นแต่งตัวเป็นแฮร์รี่พอตเตอร์เพราะมองว่าทำให้ใกล้เคียงกับWitchcraft วิทช์คราฟท์พ่อมดแม่มดนั้นน่าสนใจอย่างมากแบบเดียวกับที่มองว่าเล่นดันเจี้ยนแอนด์ดราก้อนนั้นคือการเข้าหาซาตาน
เพราะหากเราพิจารณาจักรวาลของดันเจี้ยนแอนดืดราก้อนนั้น
คือจักรวาลที่มีเทพเจ้าหลายองค์และเราก็มีเวทย์จริงๆ
การที่สำหรับบาทหลวงหรือผู้ศรัทธาต่อเทพเจ้าแล้ว
การที่มองว่ามีเทพเจ้าองค์อื่นที่มีฤทธิ์มีอำนาจจริงๆคงเป็นเรื่องที่รำคาญราวกับเข็มในดวงตาอย่างมาก
ทั้งที่ตำนานของตนเองก็มีนักบวชอียิปต์ที่ก็อปปี้ปาฏิหาริย์ของพระเจ้าได้สองสามอย่างจริงๆหรือนักปราชญ์นอกศาสนาที่ทำนายการมาถึงของพระผู้ไถ่ได้จริงๆ
หรือพระเจ้าโซโลมอนที่เอาปีศาจมาสร้างวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้จริงๆที่สำหรับคนเล่นเกมส์FGO จักรวาลเฟทมาคงจะพอเข้าใจเรื่องนี้
การมีเวทย์อื่นหรือเทพองค์อื่นนอกเหนือจากเทพเจ้าที่ทำอย่างเดียวกับพระเจ้าสูงสุดได้คงเป็นเรื่องที่ชวนหงุดหงิดอย่างมกาสำหรับผู้ศรัทธา
แต่นั่นล่ะคือสาเหตุที่คนเรามีความเชื่อทางศาสนาต่างกัน
หากเรานับถือเอทิสม์เราคงสบายใจมากกว่านี้ว่ามองทั้งหมดคือเรื่องขี้ฮก
แต่หากเราเผลอมองจักรวาลวิทยาว่ามีเทพเจ้าหลายองค์จริงๆสิ่งที่เราต้องทำก็แค่หาเทพเจ้าที่แข็งแกร่งที่สุดแล้วไปเป็นผู้ศรัทธาของศาสนานั้นๆ
ก็เป็นเรื่องที่ศาสนาหลักๆมองพวกทรงเจ้าเข้าผีเล่นของอย่างไม่ไว้วางใจ
ผู้เขียนมองว่าน่าสนใจอย่างมาก
หากเรายอมรับจักรวาลวิทยาว่ามี ครุฑาพญานาค เทพผี ปีศาจอยู่จริง
ทำไมถึงว่าพวกเขางมงายไร้สาระ?
จะบอกว่าคิดผิดหลงผิดไม่ทำให้หลุดพ้นหรือห่างไกลจากพระเจ้าน่ะโอเค
หากเราเชื่อพระพุทธเจ้หรือพระเจ้าคือหนทางรอด
แต่ทำไมบอกว่าความเชื่อของเขาไร้สาระหากพวกเขามีคาถาหรือฤทธิ์จริงๆ?
ผู้เขียนอ่านนิตยสารภาพยนตร์เมื่อหลายสิบปีก่อนที่มีคอลัมน์นิสม์คนหนึ่งบอกว่าไปหาพวกทรงเจ้าและมองว่าพวกทรงเจ้าไร้สาระมีมิจฉาทิฐิที่บอกว่าเทพเจ้านั้นเข้าทรงกันหลายคนแต่ละคนก็เข้าทรงองค์เดียวกันหมายความว่าอย่างไร
ก็มีคำตอบมาประมาณสามแบบว่า
“เทพเจ้าองค์เดียวกันแต่คงละปาง”
“คนอื่นหลอกลวงแต่ของเราของจริง”
“คุณจะมาด้วยศรัทธาหรือมาหาเรื่อง?”
นับว่าน่าสนใจอย่างมากที่มีทั้งพยายามประนีประนอมให้อยู่ในจักรวาลเดียวกันได้อย่างคนละปาง
การบอกว่าศาสนาควาเมชื่อของเราคือของแท้ของคนอื่นคือของขี้ฮก
กับการโกรธเพื่อไม่ให้มีแม้แต่การโต้เถียงกันตั้งแต่ต้น
อาจจะแสดงถึงปฏิกิริยาตอบสนองของเราที่มีต่อศาสนาก็ได้
เป็นแค่คอลัมน์เล็กๆในหนังสือดาราภาพยนตร์ต่างๆ
แต่เป็นคอลัมน์ที่ประทับใจผู้เขียนถึงทุกวันนี้เป็นหนึ่งในที่มาของแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องไอ้เจิดนี้เช่นกัน
เพราะมันไม่ใช่คำถามของความเชื่อในพระเจ้าหรือพระพุทธเจ้าในเนื้อแท้
แต่คือการเชื่อว่าจักรวาลวิทยาที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไรต่างหากถึงจะเป็นตัวกำหนดความเชื่อที่แท้จริงของเรา
เช่น สายพุทธเถรวาทบอกว่า ไม่มีวิญญาณค้างอยู่บนโลกทุกอย่างเกิดขึ้นทันที จากชาติหนึ่งไปอีกชาติหนึ่งทันทีไม่มีการดีเลย์เสียเวลา
หรือมุสลิมบอกว่า ทำไมถึงคิดว่าพระเจ้านั้นควบคุมวิญญาณของคนทั้งโลกในเวลาเดียวกันไม่ได้
เรากินข้าวทีละเม็ดหรือกินทีละคำทั้งช้อนล่ะ?
ซึ่งผู้เขียนคิดว่าไม่แปลกอะไรเท่าไร
หากพระเจ้าสร้างโลกได้แค่การควบคุมวิญาณคนตายหรือการเสกปลากับเนื้อหรือการให้ราชาคนหนึ่งเอาชนะสงครามกับพวกต่างศาสนา
ไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย
ผู้เขียนมองว่าพระเจ้าหรือใครจะมีฤทธิ์อย่างไรคือของปลีกย่อยที่คนเราให้ความสำคัญเกินไปต่อการมองความเชื่อของคน
คนเรามองว่าจักรวาลที่ตนเองอยู่มีลักษณะอย่างไร?
นั่นต่างหากคือจุดกำเนิดที่แท้จริงของความเชื่อของเรา
ถึงได้มีคนที่ว่าตนเองเป็นพุทธแท้
นั้นดูถูกคนที่เข้าหาการทำนายทายทัก
ถ้าหากเราเอทิสม์จะมองว่าพวกนี้ขี้ฮกเป็นเรื่องหลอกลวงทางจิตวิทยานั้นไม่เป็นไร
แต่หากเชื่อเรื่องศาสนาพุทธ
เราจะบอกว่าพราหมณ์ที่ทำนายเจ้าชายสิทธัตถะเป็นมหาศาสดาหรือมหาจักรพรรดินั้นคือพวกขี้ฮกหรือ?
การท่ำทนายเป็นสองอย่างนั้น
ไม่น่าเป็นสาเหตุที่จะทำให้ดูถูกพราหมณ์อีกเจ็ดคนที่เหลือที่ยังดูอนาคตได้ไม่เท่าพราหมณ์โกณฑัญญะหรือ?
เรื่องใหญ่อย่างพระพุทธเจ้ายังทำนายได้
แค่เรื่องสามีไปมีชู้ที่ไหนหรือของหายที่ไหนคงไม่ยากเกินกำลังกระมัง?
ทำไมดูถูกว่าพวกเขางมงาย?
แน่นอนศาสนาพุทธวางหลักไว้คร่าวๆว่าโอกาสที่สิ่งเหนือธรรมชาติจะช่วยเรามีแค่หนึ่งในสี่ตามหลักนิรนัย
มีฤทธิ์อยากช่วย
มีฤทธิ์ไม่อยากช่วย
ไม่มีฤทธิ์อยากช่วย
ไม่มีฤทธิ์ไม่อยากช่วย
เท่ากับว่ามีแค่หนึ่งในสี่ที่อาจจะอยากช่วยเรา
แต่โชคดีที่จำนวนพระพุทธเจ้ามีดั่งเมล็ดทรายในมหาสมุทร
จำนวนสิ่งเหนือธรรมชาติก็มีมากกว่านั้นมากมหาศาล
เท่ากับว่าตามสถิติแค่เราต้องตาหาสิ่งเหนือธรรมชาติที่มีฤทธิ์และต้องการช่วยเรานั้นให้เจอเท่านั้นเอง...ซึ่งก็อาจจะเป็นการตีความแบบศาสนาพุทธไม่ต้องการให้ตีความเช่นนี้เท่าไร
แต่การบูชายัญเอาของถวายนั้นเข้าใจง่ายมากว่า
สิ่งเหนือธรรมชาติที่มีฤทธิ์ แต่ไม่อยากช่วยเราการเอาของมาถวายจะทำให้อยากช่วยเราได้สมเหตุสมผลมาก
เพราะมันเท่ากับว่าหากเราเจอสิ่งเหนือธรรมชาติมีฤทธิ์ที่ไม่อยากช่วยเรา
การบูชายัญหรือเอาของมาถวายจะทำให้สิ่งเหนือธรรมชาตินั้นอยากช่วยเราได้
ทำให้จำนวนสิ่งเหนือธรรมชาติที่ช่วยเราได้กลายเป้นครึ่งหนึ่งตามตรรกะนิรนัยที่ยกมานั้น
หรือเรียกว่าสาย Warlock วอร์ล็อคตามแนวทางการเล่นเกมส์ดันเจี้ยนแอนด์ดราก้อน
ที่คนที่ใช้เวทย์นั้นไม่ใช่คนที่มีเวทย์ด้วยตนเอง
แต่ได้มาจากตัวตนเหนือธรรมชาติที่เป็นผู้สนับสนุนPatron ของเรานั่นเอง
การที่สายบาทหลวงด่าว่าคนเล่นเกมส์ดันเจี้ยนแอนด์ดราก้อนก็คงเพราะเหตุนี้
เพราะมันแสดงว่าการมีคาถาเป็นไปได้ขอเพียงเข้าหาสิ่งเหนือธรรมชาติให้ถูกตนก็พอแทนที่จะเป็นคริสเตียนที่ดีศรัทธากับแค่พระเจ้าสูงสุดองค์เดียวเท่านั้น
จักรวาลที่เผลอยอมรับการมีอยู่ของตัวตนเหนือธรรมชาติอื่นๆมันก็ซับซ้อนอย่างนี้ล่ะ
ไม่แปลกแต่ประการใดที่ศาสนาใหญ่ๆจะกระทืบกดขี่ข่มเหง พวกที่อ้างว่าตนเองมีเวทย์
ไม่มีใครสามารถใช้เวทย์ได้นอกจากพระเจ้าเท่านั้น
ซึ่งไอ้เจิดของเราต้องมาอยู่ในจักวาลที่บ้าบอเช่นนี้นั่นเอง