ฉินจุนได้เดินทางกลับมาถึงเมืองแล้วและได้พบว่าตอนนี้การต่อสู้ได้จบลงไปแล้ว และเจ้าหงอคงยังได้ออกโรงต่อสู้อีกด้วยนั่นหมายความว่าศัตรูในครั้งนี้มีพวกระดับนักบุญแอบแฝงตัวอยู่ด้วยนั่นเอง
ฉินจุนได้เดินทางกลับมาถึงตระกูลและได้รับรายงานจากฉินเทียนว่าไม่มีคนในตระกูลเสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว แต่ก็มีคนบาดเจ็บอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้สาหัสอะไรมากมาย นั่นทำให้ฉินจุนรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูกที่คนในตระกูลของเขาไม่มีคนเสียชีวิตเลยนั่นเอง
ดูเหมือนว่าการระวังตัวของฉินจุนนั้นจะเป็นเรื่องดีไม่น้อยถ้าเขาไม่ได้ไปบอกให้เจ้าหงอคงเตรียมตัวไว้ป่านนี้อาจจะมีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นกับตระกูลของเขาไม่มากก็น้อยคงมีคนตายไม่น้อยและมีคนแบบเจ็บสาหัสก็อีกไม่น้อยเช่นกัน การไม่ประมาทของเขาทำให้ตระกูฉินสูญเสียน้อยมากกว่าที่ควรจะเป็น
ฉินจุนคาดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะมีระดับนักบุญแฝงตัวเข้ามาโจมตีตระกูลของเขาถึง 3 คน ทั้งสามคนนี้อาจจะคิดว่าไม่ได้กินเนื้ออย่างน้อยก็ได้กินน้ำซุปไม่ต้องแถะกระดูกเหมือนคนอื่นๆเพราะว่าคนที่ออกไปตามล่าเขานั้นมีเป็น 10 คนเลยนั่นเองไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าชายทั้ง 3 จะได้ส่วนแบ่งของพวกเขา และคนส่วนใหญ่ก็อยู่ในระดับนักบุญขั้นกลางเป็นอย่างน้อยไม่เหมือนชายทั้ง 3 ที่อยู่เพียงนักบุญระดับต้นเท่านั้นถือได้ว่าชายทั้ง 3 เป็นคนที่รู้ระดับของตัวเองและฉลาดไม่น้อย แต่น่าเสียดายถึงพวกเขาจะฉลาด แต่พวกเขาก็ถูกความโลภบังตาจนทำให้ต้องตายอยู่ดีเขาได้ฟังรายงานว่าการตายของตายทั้ง 3 นั้นน่าสยดสยองเป็นอย่างมาก
"ตอนนี้สถานการณ์ของตระกูลก็สงบแล้ว พวกเจ้าก็จงเร่งบ่มเพาะให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุดส่วนเรื่องทรัพยากรนั้นไม่ต้องเป็นห่วงขาดเหลืออะไรก็ให้มาบอกข้าก็แล้วกัน" ฉินจุนบอกกับฉินเทียน
"ขอรับท่านบรรพบุรุษ! แต่เดี๋ยวพวกมันก็คงจะมาอีกพวกเราจะปล่อยวางเรื่องนี้ได้จริงๆหรอขอรับ" ฉินเทียนถามออกมา
"เจ้าไม่ต้องห่วงไปหรอก ข่าวเรื่องที่มีคนมากมายมาตายหน้าคฤหาสน์ของพวกเราน่าจะเป็นสัญญาณเตือนให้กับไอ้พวกนักล่าพวกนั้นไม่มากก็น้อย พวกมันคงไม่กล้าทำอะไรโง่ๆแบนนี้อีกแล้วล่ะเพราะพวกมันก็ไม่ได้โง่ถึงขนาดเอาชีวิตของตัวเองมาทิ้งกับเรื่องอะไรแบบนี้หรอก แต่ถ้าจะออกไปทำอะไรข้างนอกเจ้าก็จงบอกให้สมาชิกในตระกูลระวังตัวเอาไว้หน่อยพวกมันอาจจะอาศัยจังหวะนั้นในการโจมตีก็ได้" ฉินจุนบอกกับฉินเทียน
"ขอรับตอนบรรพบุรุษ ข้าจะนำเรื่องนี้ไปแจ้งกับสมาชิกขอรับ ถ้าไม่มีสิ่งใดแล้วข้าขอตัวลาขอรับ" ฉินเทียนกล่าวลาแล้วจากไป
หลังจากการจากไปของฉินเทียนนั้นสุดๆก็ได้กลับไปเยี่ยมเยียนภรรยาทั้งสองของเขาและพูดคุยกันเล็กน้อยจากนั้นเขาก็ได้จากมา เพราะภรรยาทั้งสองของเขาก็กำลังบ่มเพาะอยู่เช่นเดียวกันเขาจึงไม่อยากกวนพวกนางมากนัก
เขาเองก็ต้องเริ่มบ่มเพาะอีกเช่นกัน เขารู้สึกว่ายิ่งเขาแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ศัตรูที่เขาเจอก็จะแข็งแกร่งขึ้นมากด้วยเช่นเดียวกัน ทำให้เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นตลอดเวลามิเช่นนั้นตัวเขาจะไม่สามารถปกป้องสิ่งที่เขารักได้นั่นเอง
ตอนนี้ตัวของฉินจุนนั้นอยู่ในระดับราชาศักดิ์สิทธิ์ขั้นหนึ่งแล้ว พอเขามาอยู่อันดับนี้ทำให้เขารู้เลยว่ายิ่งเขาแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไหร่ตัวตนในอดีตของเขามันช่างเล็กจ่อยมากขึ้นเท่านั้น ก่อนหน้านี้ที่เขาอยู่ในระดับนักบุญนั้นเขารู้สึกว่าเขาสามารถปกครองทวีปได้ด้วยฝ่ามือเดียว แต่เมื่อเขาแข็งแกร่งขึ้นนั้นเขารู้สึกเลยว่าพลังของนักบุญนั้นมันช่างเล็กจ้อยเสียเหลือเกิน มันเหมือนกับที่หลี่ชางกงพูดเอาไว้ไม่มีผิดว่ายิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไหร่กำแพงที่จะต้องข้ามก็ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น
เขาไม่อยากจะคิดเลยว่านิกายมารโลหิตที่มีพวกระดับราชาศักดิ์สิทธิ์และนักบุญวิ่งกันให้เต็มนิกายนั้นจะมีความแข็งแกร่งมากแค่ไหน ตอนนี้เขาต้องเตรียมตัวให้พร้อมเขาเองก็ไม่รู้เหตุผลว่าทำไมนิกายมาโลหิตถึงไม่มาโจมตีโดยตรงแต่กลับส่งเรื่องพวกนี้ให้กับตลาดมืดจัดการ มันอาจจะเป็นว่าตระกูลของเขาเป็นเพียงเศษดินในสายตาของพวกเขาหรือพวกเขากำลังมีสิ่งที่สำคัญมากๆที่ต้องทำอยู่จึงไม่มีเวลามาสนใจพวกเขาก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนมันก็ไม่ดีทั้งสิ้นเพราะฉะนั้นเขาจะต้องรีบแข็งแกร่งขึ้น เพื่อเป็นกำแพงคอยปกป้องตระกูลของเขาและคนที่เขารักจากภัยอันตรายทั้งปวงให้จงได้
ฉินจุนกล่าวให้กำลังใจตัวเองในใจแล้วนั้น เขาจึงมุ่งหน้ากลับไปเพื่อบ่มเพาะให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นให้ได้โดยเร็วที่สุดนั่นเอง ถึงเขาจะมีระบบแต่ภารกิจที่ระบบให้นะก็น้อยจริงๆทำให้ความแข็งแรงของเขาเพิ่มขึ้นช้ามาก ถ้าเขาอยากจะแข็งแกร่งขึ้นมี 2 ทางหนึ่งก็คือร่วมเตียงกับเราภรรยาไม่ก็ซื้อของจากระบบ การร่วมเตียงกับเราภรรยานั้นเขาเองก็ทำอยู่เป็นประจำเมื่อมีเวลาว่างเพราะบอกตามตรงค่อนข้างชอบเช่นเดียวกัน ส่วนของจากระบบนั้นแต่ละอย่างก็แพงเหลือเกินถึงมันจะดีมากก็เถอะ
...
ณ สถานที่แห่งหนึ่งสถานที่แห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยแม่น้ำหลากหลายสายแม่น้ำแต่ละเส้นต่างก็น้ำเฉียวกราด ณ สถานที่แห่งนี้นั้นมีนิกายแห่งหนึ่งตั้งอยู่นิกายแห่งนี้มีชื่อว่านิกายวารีสังหารนั่นเอง นิกายวารีสังหารนั้นเป็นกองกำลังระดับพิเศษถือได้ว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งมากๆอีกกองกำลังหนึ่งเลยทีเดียว
แต่ในสถานที่แห่งนี้นั้นกลับมีความลับดำมืดอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ที่คนภายนอกไม่สามารถรู้ได้ ภายในนั้นอาจจะดูเหมือนมีมีศิษย์มากมายกำลังร่ำเรียนฝึกปรือกันอยู่แต่หารู้ไม่ว่าถ้ามองดีๆแล้วนั้นพวกเขาเหล่านั้นต่างก็เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาทั้งสิ้น
ถ้าเกิดว่ามีคนมากมายมาเห็นอย่างห่างๆนั้นก็อาจจะไม่สามารถระบุได้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น แล้วทำไมนิกายระดับนี้ถึงต้องทำภาพลวงตาพวกนี้ขึ้นมาด้วยล่ะทั้งๆที่พวกเขาก็มีศิษย์ตั้งมากมาย คำตอบก็คือสมาชิกทุกคนในนิกายวารีสังหารนั้นพวกเขาได้ตายกันทั้งหมดแล้วยังไงล่ะด้วยฝีมือของเผ่าปีศาจ ไม่สิจะบอกว่าตายทั้งหมดก็ไม่ได้เพราะยังมีบางคนเหลือรอดอยู่แต่พวกเขานั้นไม่ได้อยู่ในฐานะทาสแต่อย่างใด แต่เปรียบเสมือนผู้สมรู้ร่วมคิดมากกว่าซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีผู้ที่เป็นเจ้านิกายวารีสังหารด้วยนั่นเอง
"ท่านเจ้านิกายขอรับ ตอนนี้ตัวของท่านกำลังจะต้องฝ่าทะลวงระดับถ้าท่านมีเรื่องอะไรค้างคาใจก็สมควรที่จะไปเคลียร์ให้เรื่องราวเหล่านั้นเสร็จสิ้นนะขอรับ" ชายคนนึงพูดขึ้น
"นั่นสิขอรับท่านเจ้านิกาย การจัดการปัญหาที่รุมเร้าอยู่นั้นจะทำให้รากฐานในการบ่มเพาะของท่านมั่นคงยิ่งขึ้นและการฝ่าทะลวงระดับจะยิ่งง่ายขึ้นด้วยนะขอรับ" ชายอีกคนกล่าวเสริม
"อืม ข้าเองก็มีเรื่องค้างคาใจอยู่จริงๆนั่นแหละ แต่ข้ามีเรื่องจะถามกับพวกเจ้าบางอย่าง พวกเจ้าอาว่าข้าทำถูกไหมที่ขายนิกายตัวเองให้กับเผ่าปีศาจแบบนี้" คนที่ถูกเรียกว่าเจ้านิกายเอ่ยถามขึ้น
"ท่านเจ้านิกายขอรับ บนโลกใบนี้ไม่มีผู้ผิดหรือผู้ถูกอย่างชัดเจนหรอกนะขอรับ มีแค่เพียงแค่ผู้ที่แข็งแกร่งกับผู้ที่อ่อนแอเท่านั้นผู้แข็งแกร่งจะได้ทุกสิ่งส่วนผู้อ่อนแอจะสูญเสียทุกอย่างมันเป็นสัจธรรมของโลกใบนี้ขอรับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเจ้านิกายทำนั้นไม่ได้มีความผิดเลยแม้แต่น้อย เพราะท่านเจ้านิกายได้พยายามหว่านล้อมคนในนิกายแล้วแต่พวกเขาก็เลือกเดินอีกทางเลือกหนึ่งนั่นจึงทำให้พวกเขากับพวกเรานั้นได้เดินกันบนคนละเส้นทางตั้งนานแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าชีวิตของพวกเขาทำให้พวกเราดีขึ้นพวกเราก็ไม่สมควรที่จะรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองกระทำเลยแม้แต่น้อยนะขอรับ" ชายคนนึงร่ายยาวออกมา
"จริงขอรับท่านเจ้านิกาย พวกเราไม่ได้ทำสิ่งใดผิดแค่พวกเราทำสิ่งที่พวกเราจะต้องทำก็เท่านั้น" ชายอีกคนกล่าวเสริมอีกคนกล่าวเสริม
"มันก็จริงของพวกเจ้าพวกเราแค่ทำสิ่งในที่พวกเราควรทำก็เท่านั้น" เจ้านิกายรับคำ
"พวกเจ้าถามข้าว่าข้ามีเรื่องอะไรค้างคาอยู่หรือไม่ใช่ไหม" เจ้านิกายถามขึ้น
"ขอรับท่านเจ้านิกาย" เหล่าชายในห้องขานรับ
"มันก็มีอยู่ นั่นก็คือไอ้ราชาสยบฟ้าฉินจุนยังไงล่ะ!" เจ้านิกายพูดด้วยความโมโหเมื่อนึกถึงชื่อนี้