บทที่ 11 กลับบ้านตระกูลเฉิง
ซูชิ่นจูงมือลูก ๆ วิ่งพรวดพราดออกไป เมื่อแน่ใจว่าเฉิงซีอวี้มองไม่เห็นพวกเขาแล้ว จึงค่อยหยุดฝีเท้าลง
"ท่านแม่ พวกเรามีเงินแล้วจริง ๆ หรือเ้าคะ?" เยว่เยว่มองซูชิ่นด้วยความตื่นเต้น
"ใช่แล้ว มีเงินแล้ว ไปเถิด แม่จะพาพวกเ้าไปหาอะไรกินกัน" ภายในวันเดียวมีรายได้เข้ามาสองทาง ซูชิ่นจึงอารมณ์ดีมาก
"ท่านแม่ ข้าเกรงว่าท่านอาเล็กต้องนำเื่นี้ไปฟ้องท่านย่าแน่นอน เงินนี้..." โจวโจวขมวดคิ้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
"เพราะฉะนั้นเราต้องรีบใช้เงินนี้ให้หมด นางจะได้เรียกคืนไม่ได้"
ซูชิ่นไม่เปิดโอกาสให้โจวโจวได้พูดมาก นางถือก้อนเงินไปหาครอบครัวที่บ้านดูมีฐานะพอใช้ได้ครอบครัวหนึ่ง เพื่อซื้อเสบียงแห้งจำนวนหนึ่ง
อีกฝ่ายเห็นว่าพวกนางเป็แม่ลูกกำพร้าจึงไม่ได้เรียกราคาแพงเกินจริง โดยขายเสบียงแห้งให้ซูชิ่นตามราคาตลาด
ทว่าราคาตลาดนี้ก็ไม่ใช่ว่าถูก มื้อค่ำของแม่ลูกสามคนใช้เงินไปถึงหนึ่งร้อยอีแปะ ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม หนึ่งร้อยอีแปะสามารถซื้อธัญพืชได้สิบถึงยี่สิบชั่ง
แต่ช่วยไม่ได้ ในยุคยากเข็ญเช่นนี้ ธัญพืชมีค่าดั่งทองคำ ซื้อได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
...
เช้าวันต่อมา
ทันทีที่ฟ้าสาง ประตูเมืองก็เปิดออก
เหล่าผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่กำลังเดินทางกลับบ้านต่างรีบเร่งหลั่งไหลเข้าไปในเมือง
ซูชิ่นไม่ได้ไปเบียดเสียดกับฝูงชน นางปลุกเด็กทั้งสองคนให้ตื่นแล้วลูบหน้าผากของพวกเขา ผลของน้ำพุวิเศษทรงพลังยิ่งนัก หลังจากดื่มแล้วต่อให้ต้องนอนกลางแจ้งหนึ่งคืนก็ไม่มีปัญหา
นางนำเสบียงแห้งที่เหลือจากเมื่อคืนมาเป็อาหารเช้า เมื่อผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่เดินทางออกไปจนเกือบหมดแล้ว ซูชิ่นจึงสะพายห่อผ้า จูงมือเด็กทั้งสองเดินเข้าประตูเมืองไป
สภาพภายในตัวอำเภอซบเซายิ่งนัก ร้านรวงต่างปิดประตูสนิท บนถนนเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัยที่เร่งรีบเดินทางกลับบ้าน หลายบ้านมีเสียงร้องไห้ดังแว่วออกมา คาดว่าคงสูญเสียอย่างหนักจนยากจะยอมรับได้
ชาติที่แล้วซูชิ่นใช้เวลา่หนึ่งใช้ชีวิตไปวัน ๆ นางมีเงินและเวลาว่างจึงได้เดินทางไปยังหลายประเทศ เคยเห็นสภาพการเอาชีวิตรอดในประเทศที่ยากจน ล้าหลัง และมีามามาก สถานการณ์ตรงหน้านี้ไม่ได้ดีไปกว่าสิ่งที่นางเคยเห็นในตอนนั้นเลย
ชาติก่อน เมื่อเห็นผู้ลี้ภัยในสลัมเ่าั้ทำให้นางรู้สึกสงสาร แต่ตอนนี้ตนเองกลับต้องมาอยู่ในบทบาทนี้ ความรู้สึกในใจจึงไม่สู้ดีนัก ทว่าโชคดีที่นางมีมิติวิเศษ
เมื่อมีมิติวิเศษ การเอาชีวิตรอดก็ได้รับการประกัน
ซูชิ่นมีความมั่นใจมากขึ้น นางพาลูกทั้งสองคนมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเสี่ยวเหอ ซึ่งเป็ที่ตั้งของตระกูลเฉิง
หมู่บ้านเสี่ยวเหออยู่ห่างจากอำเภอชีฝูไปห้าลี้ มีขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีบ้านเรือนอาศัยอยู่กว่าสามร้อยหลังคาเรือน เป็หมู่บ้านที่มีหลายตระกูล ประกอบด้วยตระกูลใหญ่สามตระกูลคือ เฉิง โจว และจาง รวมถึงตระกูลเล็ก ๆ อื่น ๆ อีกไม่กี่ตระกูล
พื้นที่ของหมู่บ้านก็กว้างขวาง หากเดินวนรอบหนึ่งคงมีระยะทางหลายลี้
ขณะนี้เป็เดือนหกตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งเป็่ที่ร้อนที่สุดของปี ตามปกติแล้ว ตอนนี้ควรจะเป็่ที่พืชผลเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และเกษตรกรกำลังเฝ้ารอการเก็บเกี่ยว แต่เพราะเหตุความวุ่นวาย พืชผลที่ปลูกไว้ในทุ่งนาจึงถูกวัชพืชปกคลุมจนมิด ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าผลผลิตคงเสียหายทั้งหมด
เมืองเซวียนเหอตั้งอยู่ทางเหนือ ในแต่ละปีสามารถปลูกธัญพืชได้เพียงสองฤดู ผลผลิตข้าวสาลีในฤดูหนาวเดิมทีก็ไม่สูงนัก หลังจากเสียภาษีธัญพืชแล้ว ธัญพืชที่เกษตรกรเหลือไว้ก็เพียงพอแค่ประทังชีวิตไปจนถึงการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น
แต่ยามนี้การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงไม่มีหวัง หาก้ากินธัญพืชใหม่ต้องรอจนถึงต้นฤดูร้อนปีหน้า เวลาครึ่งปีหลังนี้จะทนทุกข์ทรมานเพียงใด?
ซูชิ่นรู้สึกใจหาย เพราะเมื่อคนหิวโหยถึงขีดสุดย่อมสามารถทำได้ทุกอย่าง นางต้องดูแลลูกสองคนเพียงลำพัง จึงจำต้องระมัดระวังให้มากขึ้น
ซูชิ่นพาลูกสองคนเดินเข้าสู่หมู่บ้าน อารมณ์ของเด็ก ๆ เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด สามารถดูออกว่าพวกเขารู้สึกต่อต้านการกลับบ้านจากก้นบึ้งของหัวใจ
ในหมู่บ้านมีผู้คนกลับมาไม่น้อย แต่ทุกคนต่างมีสีหน้าอมทุกข์ เพราะสถานการณ์จริงเลวร้ายกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้ ไม่เพียงแต่ธัญพืชที่ซ่อนไว้ในบ้านจะหายไปหมด แต่บ้านเรือนยังถูกทำลาย หลายบ้านถูกเผาจนเหลือเพียงกองเถ้าถ่าน
บ้านตระกูลเฉิงตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน ครั้งนี้ถือว่าโชคดี นอกเหนือจากบางจุดที่ถูกทุบพังเสียหาย โดยรวมแล้วไม่ได้รับความเสียหายมากนัก
เมื่อสามแม่ลูกมาถึงบ้านตระกูลเฉิง เฉิงเยี่ยนผิงกำลังช่วยเฒ่าเฉิงเสริมความแข็งแรงของกำแพงลานบ้านอยู่ พอเห็นซูชิ่นพาลูกทั้งสองกลับมา เฒ่าเฉิงเพียงปรายตามองพวกเขาอย่างเ็าโดยไม่พูดอะไร
เฉิงต้าเป่า ลูกชายวัยสี่ขวบของเฉิงเยี่ยนผิงกำลังวิ่งเล่นอยู่ในลานบ้าน พอเห็นพวกเขาก็แผดเสียงะโลั่น
"ท่านย่า ตัวซวยพวกนั้นกลับมาแล้วขอรับ!"
เฉิงโจวซื่อกำลังนำหลี่ซื่อและเฉิงเหลียนเซียงจัดบ้าน เมื่อได้ยินเสียงของเฉิงต้าเป่า ก็รีบถือไม้กวาดพุ่งออกมาทันที
"นังชั้นต่ำ! ยังมีหน้ากลับมาอีกรึ ดูสิว่าข้าจะถลกหนังเ้าอย่างไร!"
เื่เมื่อวันก่อนไม่เพียงแต่ทำให้เฉิงโจวซื่อไม่ได้ตำลึงเงินและถูกเฒ่าเฉิงตำหนิอย่างหนัก อีกทั้งลูกสาวและลูกสะใภ้อย่างหลี่ซื่อยังได้รับาเ็ นางจึงต้องเสียเงินจำนวนหนึ่งเพื่อซื้อยารักษาแผลให้พวกนาง
เื่เหล่านี้ทำให้นางนึกถึงแล้วอยากจะกลืนกินซูชิ่นเข้าไปทั้งตัว
เด็กทั้งสองใจนหน้าถอดสี รีบหลบไปข้างหลังมารดา
ซูชิ่นที่ยืนนิ่งในตอนแรก พอเฉิงโจวซื่อพุ่งเข้ามา นางก็แสร้งโอนเอนร่างกายแล้วล้มลงไปทางเฉิงโจวซื่อทันที
เฉิงโจวซื่อตัวไม่สูงนัก ประกอบกับ่ที่ลี้ภัยนั้นผอมโซจนร่างกายอ่อนแอ เมื่อถูกซูชิ่นกระแทกเข้าอย่างจัง จึงถอยหลังไปหลายก้าว ล้มก้นกระแทกพื้นเกือบสิ้นสติ
และยังไม่ทันที่นางจะตั้งตัวได้ ก็ได้ยินซูชิ่นแผดเสียงร้องไห้โฮ "ท่านพี่เ้าขา ข้าไม่ได้ทำให้ท่านต้องผิดหวัง ข้าพาลูกทั้งสองกลับมาถึงบ้านตระกูลเฉิงอย่างมีชีวิตแล้ว ิญญาท่านที่สถิตบนสรวง์ โปรดคุ้มครองให้ลูกทั้งสองได้ใช้ชีวิตในบ้านตระกูลเฉิงอย่างสงบสุขด้วยเถิดเ้าค่ะ!"
เฉิงโจวซื่อตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น พลางกัดฟันพูดว่า "นังซูซื่อ เ้าจะร้องไห้คร่ำครวญหาอะไร!"
"ข้าร้องไห้ให้ท่านพี่ และร้องไห้ให้ตัวเอง" ซูชิ่นปิดหน้าพลางร้องไห้เสียงดัง
"ท่านพี่... เหตุใดท่านจึงจากไปเช่นนี้ ท่านรู้หรือไม่ว่าญาติที่ท่านใช้ชีวิตปกป้อง ปฏิบัติต่อข้าและลูก ๆ ของเราอย่างไร? เพียงเพราะข้าไม่ยอมแต่งงานตามที่พวกเขาจัดแจงเพื่อแลกกับเงินสินสอด พวกเขาจึงทิ้งเราสามแม่ลูกไว้ในป่า ให้เผชิญชีวิตตามยถากรรม หลายวันที่ผ่านมาพวกเราเอาชีวิตรอดมาได้อย่างไร ท่านที่อยู่บน์เห็นชัดเจนแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ?" ซูชิ่นปิดหน้าร้องไห้เสียงดัง
แม้ซูชิ่นจะมีนิสัยเ็าและหยิ่งทะนง แต่ตอนที่นางคลุกคลีกับกลุ่มเพื่อนเสเพลในอดีต นางได้เรียนรู้ 'วิชา' มาไม่น้อย ดังนั้นการรับมือกับคนอย่างเฉิงโจวซื่อ นางย่อมรู้ว่าต้องใช้วิธีใด เพียงแต่รู้สึกขัดเขินเล็กน้อย
เด็กทั้งสองได้ยินคำพูดของซูชิ่น ก็ร้องไห้โฮแล้ววิ่งเข้ามากอดนาง ครั้งนี้ไม่ใช่การแสร้งร้องไห้ แต่เด็กทั้งสองใกับเหตุการณ์ในวันนั้นจริง ๆ เมื่อได้ยินซูชิ่นพูดถึงอีกครั้ง จึงเกิดความกลัวและกอดซูชิ่นไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
โจวโจวร้องไห้พลางพูดว่า "ท่านปู่ ท่านย่า อย่าทิ้งพวกเราเลยนะขอรับ ต่อไปข้ากับน้องสาวจะเชื่อฟัง จะทำงานให้มาก กินให้น้อย ไม่ทำให้ท่านโกรธ
ขอร้องล่ะขอรับ อย่าขายท่านแม่ของพวกเรา อย่าปล่อยให้พวกเราอดตาย พวกเราจะเชื่อฟังแน่นอนขอรับ"
ซูชิ่นรู้สึกชื่นชมในความฉลาดของเ้าตัวเล็กคนนี้มาก เด็กคนนี้เป็เพื่อนร่วมกลุ่มที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ
เดิมทีผู้คนในหมู่บ้านเสี่ยวเหอกำลังวุ่นวายกับปัญหาของตนเอง แต่เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหวทางบ้านตระกูลเฉิง ก็อดไม่ได้ที่จะทำตามสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็น รีบวิ่งมามุงดู
เฒ่าเฉิงได้ยินคำพูดเหล่านี้ของซูชิ่น และเห็นสายตาของเพื่อนบ้านที่มองมาด้วยความเหยียดหยามก็โกรธจนหน้ามืด
ลูกสะใภ้ใหญ่ที่เมื่อก่อนต่อให้ตบสามฉาดก็ไม่มีอาการใด ๆ บัดนี้เหตุใดจึงเปลี่ยนไปเป็คนละคนเช่นนี้?
ฟังคำพูดเหล่านี้สิ แต่ละประโยคราวกับฝ่ามือที่ตบเข้าที่ใบหน้าอย่างจัง อีกทั้งเ้าตัวเล็กนั่นก็สามารถทำให้คนเป็ ๆ แทบขาดใจตายได้เลย