ตอนที่ 1 ดวงจันทร์เจิดจรัสฉายแสงในใจข้า (1)
รัชศกซีเหอปีที่สิบสาม หิมะเหมันต์โปรยปรายปกคลุมทั่วทั้งต้าฉู่
ท่ามกลางราตรีอันเงียบสงัด ณ หมู่บ้านชิงสุ่ยมีเสียงสะอื้นไห้ดังมาจากบ้านโกโรโกโสหลังหนึ่ง เสียงร้องโหยหวนที่กำลังขอความเมตตานั้นประหนึ่งิญญาร้ายยามราตรี ทำให้ผู้คนหวาดผวาอยู่บ้าง
“นางคนไม่รักดีนี่ เ้าแต่งกับท่านผู้เฒ่าเกาไปก็กินอิ่มดื่มสบายแล้วแท้ๆ นึกไม่ถึงว่ายังจะกล้าหนีอีก! ข้าเลี้ยงดูให้ข้าวให้น้ำเ้าอย่างดี แต่เ้ากลับกล้าสร้างเื่เดือดร้อนให้กับข้า”
เด็กสาวที่ถูกทุบตีอายุราวๆ สิบสองสิบสามปี แม้อาภรณ์ที่สวมใส่จะเก่าโทรม แต่มิอาจซ่อนทรวดทรงอรชรเปี่ยมเสน่ห์ของนางได้ ยามนี้สองมือหยาบกร้านเต็มไปด้วยแผลพุพอง สีแดงสดช่างบาดตาคนมองยิ่งนัก
เมื่อเห็นสภาพสะบักสะบอมไม่อาจปกปิดได้ง่ายของนางแล้ว คิ้วของหญิงชาวบ้านก็ยิ่งขมวดแน่น ไม้ขนไก่ในมือเงื้อขึ้นฟาดโดยไม่พูดจา ตั้งใจจะเฆี่ยนอีกฝ่ายให้ตาย
แผ่นหลังเนียนของเด็กสาวอาบด้วยโลหิต ไร้ซึ่งเนื้อหนังในสภาพดีแล้วจริงๆ ทว่าหญิงชาวบ้านผู้นั้นกลับยังดูไม่พอใจนัก จึงสั่งให้ลูกสะใภ้ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างไปยกน้ำต้มเดือดมาหนึ่งถัง จากนั้นสองมือก็บังคับดึงเท้าเปลือยเปล่าของเด็กสาวลงในถัง ก่อนจะกดเข่าของนางลง
“กรี๊ด…”
เสียงหวีดร้องน่าเวทนาดังเสียดฟ้า ศีรษะของเด็กสาวเอียงวูบพลางหมดสติไป เมื่อไร้เสียงหอบหายใจยามรัตติกาลก็ยิ่งเงียบสงัด หญิงชาวบ้านแค่นเสียงเ็า ทิ่มไม้ขนไก่ลงบนใบหน้างามเต็มแรง “แกล้งตายอะไร! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้”
ชายวัยกลางคนซึ่งยืนอยู่ไม่ห่างนักเห็นว่านางคงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ จึงเบนสายตาออกจากผิวกายนวลเนียนของเด็กสาว ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าไม่เป็ธรรมชาตินัก “พอเถอะ หากยังเฆี่ยนตีต่อไป จะกลายเป็ของขาดทุนเอาได้นะ”
หญิงชาวบ้านได้ยินคำพูดของเขาก็ถ่มน้ำลายไปทีหนึ่ง ก่อนจะไล่บรรดาบุตรชายบุตรสาวที่มองอยู่ใกล้ๆ ออกไป แล้วหันมาสะบัดมือก่นด่า “เ้าเฒ่าไร้ยางอาย อย่างไรนางก็เป็ลูกสาวบุญธรรมของเ้านะ ไม่กลัวพวงเนื้อสองก้อนตรงนั้นของเ้าจะหลุดออกจากหว่างขาหรือ”
“นางบ้านี่ พูดจาเลอะเทอะอะไร!”
ชายวัยกลางคนถูกภรรยาตนผรุสวาทใส่ก็ทนขายหน้าไม่ไหว จึงแย้งกลับทันที ทว่าท่าทีเช่นนั้นกลับยิ่งชัดเจนว่ากำลังร้อนตัว
“อีกสองวันก็จะถึงวันเกิดปีที่หกสิบของท่านผู้เฒ่าเกาแล้ว นางหนูคนงามนี่ต้องถูกส่งออกจากเรือนไป เ้าอย่าได้ทำเื่ดีๆ ของเหล่าเหนียง[1]พินาศเชียว มิเช่นนั้นเหล่าเหนียงไม่ละเว้นเ้าแน่”
จางซื่อ[2]ผู้นี้เป็สตรีร้ายกาจที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหมู่บ้านละแวกใกล้เคียง ส่วนชายวัยกลางคนผู้นี้มีนามว่าจางจิ่วจิน เป็บุตรเขยตระกูลจาง เกือบทั้งชีวิตของเขามักจะถูกจางซื่อกดข่มไม่ต่างจากตอนนี้ ขอเพียงจางซื่อถลึงตาใส่ เขาทำได้เพียงพินอบพิเทาแล้ว
“ยังไม่รีบไสหัวไปอีก เ้าอยากตายนักหรือ!”
ในขณะที่จางซื่อกำลังจะเดินออกไป นางบังเอิญเห็นเ้าคนขลาดเขลาที่สมควรแทงด้วยมีดพันครั้งจ้องมองเด็กสาวบนเตียงเตาไม่วางตาเข้าพอดี จึงบันดาลโทสะเข้ามาคว้าหูของจางจิ่วจินแล้วลากออกไป
...ต้องโทษที่ยามนั้นนางยังเด็กและไร้เดียงสา จึงหลงคารมเ้าเฒ่าตัณหากลับผู้นี้ ไม่อย่างนั้นเ้าเดรัจฉานนี่คงอดตายไปแล้ว
คล้อยหลังเสียงประตูกระแทกปิด พวกเขาหารู้ไม่ว่าเด็กสาวบนเตียงเตาจะขมวดคิ้วขึ้นมา ใบหน้าของนางฉายประกายมืดหม่นและโเี้ชั่วขณะ ซึ่งมิใช่สิ่งที่แม่นางน้อยคนไหนควรจะมีเลยสักนิด
เหยียนจื่อม่อฟื้นคืนสติั้แ่ทั้งสองเถียงกันแล้ว แต่เหตุผลที่นางยังคงหลับตาต่อไป เพราะ้าปรับตัวให้ชินกับความรู้สึกแปลกประหลาดของกาลเวลาที่ผ่านไปเนิ่นนานหลายปี รวมถึงสะกดกลั้นความตกตะลึงในใจ
เมื่อครู่นางยังเป็หญิงวัยกลางคนที่ใกล้จะโรยราเข้าไปทุกทีอยู่เลย ยามนี้นางกลับกลายเป็สาวน้อยวัยใกล้แตกเนื้อสาวไปเสียแล้ว ชีวิตที่ผ่านมาของนางช่างอาภัพนักกว่าจะได้ล้างแค้น คาดไม่ถึงว่า์จะเล่นตลก ให้นางต้องมาดำเนินชีวิตใหม่อีกครั้ง
ขณะที่นางกัดฟันทนต่อความเ็ปที่แล่นริ้วไปทั่วร่าง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวดังมาจากประตู “เ้าว่ายายเฒ่านั่นหนีไปนอนสบายอยู่คนเดียวหรือไม่ คิดไม่ถึงว่าจะให้เรามาคอยเฝ้าก้อนทองนี่ ถึงจะบอกว่าขายได้ราคางามก็เถอะ แต่ในวันที่อากาศหนาวจัดเช่นนี้นี่นะ ช่างทำให้วุ่นวายจริงเชียว”
“เ้าพูดให้น้อยหน่อยเถอะ อีกสองวันท่านผู้นี้ก็จะได้กินดื่มเยี่ยงเ้านายแล้วนะ”
เสียงของสตรีผู้นี้มิได้แปลกหูสำหรับเหยียนจื่อม่อ อีกฝ่ายคือภรรยาของพี่ชายใหญ่ในนามของนาง ส่วนคนที่พูดก่อนหน้านี้คือภรรยาของบุตรชายคนรองตระกูลจาง หรือก็คือพี่สะใภ้รองในนามของนาง
เชิงอรรถ
^ เหล่าเหนียงแปลตรงตัวว่าแม่ (ผู้มีอายุ) และเป็นคำแทนตัวเชิงยกตัวเองสูงกว่าผู้ฟังด้วย ในบริบทนี้คือยกตัวเองเป็นแม่ของผู้ฟัง^ ซื่อ แปลว่านามสกุล ใช้เรียกต่อท้ายสกุลเดิมของหญิงที่แต่งงานแล้ว บางครั้งอาจเรียกสกุลของสามีนำหน้าสกุลเดิมของภรรยาด้วย